บรรยายโดย ศ.ดร.สมบัติ  ธำรงธัญวงศ์ (อธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์) 

ปริญญาเอก

ต้องมีความรู้ 2 ส่วน

  1. ระเบียบวิธีวิจัย ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ และใช้วิธีการวัดที่ต้องยากขึ้นด้วย
  2. เนื้อหาวิชาที่เราต้องการทำ
 

สรรพสิ่งในโลกล้วนมีความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลทั้งสิ้น  (วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ) เราก็ต้องหาวิธีอธิบาย

 

ความสำคัญของการเรียนปริญญาเอก

-          รายวิชา

-          สอบคอม  ตก  ไม่เป็นไร  ก็สอบใหม่จนผ่าน

-          เขียนวิทยานิพนธ์  จนก่อนจบหลังเป็นเรื่องธรรมดา  แต่วัดกันที่วิทยานิพนธ์ให้จบ  ต้องสามารถระบุ ตัวแปรได้  สามารถระบุความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรได้  สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ตัวแปรต้น ตัวแปรอิสระ ตัวแปรแทรก และตัวแปรตามมันมีความสัมพันธ์กันอย่างไร (ต้องหาตัวแปรตามให้ได้ y)  หลักในการหาตัวแปรตาม หาได้อย่างไร คุณลักษณะของผู้นำ คือตัวแปรตาม   >> เก็บข้อมูลที่เราต้องการทดสอบ  หารูปแบบ  โมเดล หา conceptual framework

-          เรียนยังไงให้จบ  ต้องมี 1. Strong Determination มีความมุ่งมั่น  แรงกล้า  2. Well Discipline มีวินัยในตัวเอง  3. Great Responsibility มีความรับผิดชอบสูง

  

ผู้นำไทยที่พึงประสงค์

 

Leader ต่างกับ Leadership

Leader in term of political is influence on change of the country or world.

Bill Gate can change the whole world to globalization.

 

นิด้า ใช้งบประมาณไม่มีประสิทธิภาพ ลดงบประมาณลง และทำงานไม่บรรลุเป้า  เมื่อเปลี่ยนอธิการบดี ก็สามารถเปลี่ยนการประเมินประสิทธิภาพจากอันดับ 18 จนขึ้นเป็นอันดับ 1 ได้เลย

ผู้นำมีบทบาทที่สามารถเปลี่ยนองค์กรได้ทั้งองค์กร
  1. ผู้นำหมายถึงใคร
  2. คุณลักษณะของผู้นำเป็นอย่างไร
  3. ผู้นำมีกี่แบบ อะไรบ้าง
  4. จะเสริมสร้างผู้นำอย่างไร
 

§         ผู้นำ ต้องมีอำนาจ Formal Authority เป็นทางการ มากน้อยแค่ไหนขึ้นกับ board of the director และบางครั้งก็มี Informal Authority ไม่เป็นทางการ อยู่ที่ว่าจะใช้ในทางบวกหรือลบด้วย

§         มี Leader จำนวนมาก ที่ไม่มี Leadership  ผู้นำที่ไม่มีศักยภาพก็อาจจะเป็นได้ ให้ผู้นำเป็นจากการถ่ายทอดมรดก  ขั้นตอนในระบบราชการ บางทีอาจจะได้ผู้นำที่มาตามขั้นตอน  ตามอาวุโส  ตามอายุงาน หรือส้มหล่นได้เป็น  และในการเลือกตั้งคณบดีในมหาวิทยาลัย ก็อาจจะได้คนไม่มีศักยภาพมาเป็นได้เหมือนกัน

 บทบาทหน้าที่ของผู้นำ

P         - planning

O         - organizing

L          - leading

E         - evaluating

 

คุณธรรม เป็นได้ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ข้อกำหนดหรือแนวทางการประพฤติดีปฎิบัติดี (code of conduct) – การยับยั้งชั่งใจ ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของความโลภ ความโกรธ ความหลง (temperance) ควบคุมได้ดี ถือว่าเป็นผู้ที่มีคุณธรรมสูง

Devotion – ต้องอุทิศเสียสละ  ผู้นำต้องไม่ใส่เรื่องประโยชน์ตนเองเลย (โซเครตีส ผู้นำไม่ควรมีทรัพย์สิน ไม่ควรมีครอบครัว ไม่คำนึงถึงประโยชน์ของตัวเอง ถือเป็นผู้นำในอุดมคติ)

 

Autocrat

 

มีอำนาจเบ็ดเสร็จนอกกฎหมาย จอมพล สฤษ ธนะรัชต์

 ผู้นำมีกี่แบบ    - 10 แบบ
  1. Autocratic Leader – CEO ส่วนใหญ่จะมีลักษณะแบบนี้  ความอยู่รอดคือ เป้าหมาย decisive ค่อนข้างจะเผด็จการ  มีลักษณะ Duo personality ไม่ค่อยฟังใคร  แต่ที่มาจากการเลือกตั้งเลยก็มี  จุดอ่อน/จุดแข็ง มุ่งงานมากกว่าคน, ตัดสินใจเด็ดขาด / รวดเร็ว, ไม่ค่อยรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น, ต้องการให้ผู้ร่วมงานปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด, ไม่ชอบให้ตรวจสอบ, เชื่อมั่นในตัวเองสูง over self confident, egoism ตัวเองเก่งที่สุด
  2. Bureaucratic Leaderปฏิบัติตามระเบียบราชการ, ยึดมั่นในระเบียบกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้, ไม่ยืดหยุ่น, ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง หรือ เปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป, ไม่ยอมรับฟังเหตุผล-ยึดแต่กฎ, อ้างระเบียบว่า ทำได้  หรือ ทำไม่ได้, ตัดสินใจช้า, ไม่สนใจความสำเร็จ, เติบโตจากระบบอุปถัมภ์สูง,
  3. Charismatic Leaderมีบุคลิกดี มีบารมี มีความสามารถในการโน้มน้าวชักจูงให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม ไม่ได้ใช้ formal authority จะใช้ informal authority มากกว่า  เช่น มหาตมะ คานธี, JFK  ในทางการเมืองจะมีความได้เปรียบมาก
  4. Participative Leader (democratic leader)– ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้อื่น เปิดกว้าง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่พยายามตัดสินใจคนเดียว แต่ขอฟังความเห็นคนอื่นก่อน  อาจจะช้าแต่จะตัดสินใจอย่างรอบคอบ มีความยืดหยุ่นต่อการตัดสินใจ  ดูเทรนความเห็นของกลุ่ม  ยอมรับคำวิจารณ์จากคนอื่นที่มีเหตุผล  พร้อมรับการตรวจสอบได้ สนใจทั้งคนทั้งงาน  ไม่เน้นเป้าหมาย
  5. Laissez – faire ผู้นำแบบปล่อยมือ เน้นคนไม่เน้นงาน
  6. People Oriented Leaderผู้นำที่เอาใจเขามาใส่ใจเรา เปิดโอกาสให้คนได้แสดงความสามารถ ไม่สนใจความสำเร็จของเป้าหมาย  ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคคลสูง
  7. Servant Leaderผู้นำกรรมกรผู้จัดการ มุ่งเน้นการรับใช้อะไรมากๆ ไม่เน้นเป้าหมายของงาน ไม่ค่อยกล้าตัดสินใจ  client oriented
  8. Task Leader - ผู้นำที่ให้ความสำคัญสูงมากกับ
  9. Transactional Leaderผู้นำพระเดชพระคุณ  ให้ Carrot and stick
  10. Transformation Leaderผู้นำชอบการเปลี่ยนแปลง ชอบปฏิรูป ผู้นำสมัยใหม่ มีวิสัยทัศน์ มีความยืดหยุ่นสูง
  11. Formal / Informal Leaderเป็นทางการจะมีอำนาจโดยตรง  ส่วนที่ informal อาจจะมีคนให้ความน่าเชื่อถือ พูดแล้วมีคนฟัง เช่น หมอประเวศ วะสี,  พลเอกเปรม แต่ละแบบ ขึ้นกับสถานการณ์  ไม่มีรูปแบบตายตัว

    Anomy สังคมต้องรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด

SBP 702 ปรัชญาทางการเมือง

posted on 23 Aug 2008 09:30 by leadership  in PhD-Courseworks

ศ.ดร.ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ

ภาพ The Death of Socrates
 

ปรัชญาการเมือง คือการศึกษาหลักการและพื้นฐานของ รัฐ รัฐบาล การเมือง เสรีภาพ ความยุติธรรม ทรัพย์สินส่วนบุคคล สิทธิ กฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายโดยรัฐ สิ่งเหล่านี้คือแก่นสารหรือสิ่งไม่จำป็นกันแน่ อะไรคือความชอบธรรมของรัฐและผู้ใช้อำนาจและเจ้าหน้าที่ สิทธิและเสรีภาพใดบ้างที่ควรบังคับและไม่บังคับ อะไรคือกฎหมาย หน้าที่ของพลเมืองคืออะไรและมีอะไรบ้าง และเมื่อไหร่ที่รัฐจะหมดความชอบธรรมในการปกครอง (จากวิกิพีเดีย)

ปรัชญาการเมือง (Political Philosophy) คือสาขาของปรัชญาประยุกต์ที่ศึกษาถึงชีวิตทางสังคมหรือชีวิตทางการเมืองของมนุษย์ ปัญหาที่ปรัชญาการเมืองศึกษาจึงเป็นเรื่องของสังคม ( Society) และรัฐ ( The State ) ในแง่ของธรรมชาติ ( Essence ) บ่อเกิด ( Origin ) และคุณค่า ( Value ) ของรัฐและสังคม หรืออาจกล่าวได้ง่าย ๆ ว่า นักปรัชญาการเมืองเป็นกลุ่มของนักปรัชญาที่ต้องการเสนอความคิดเกี่ยวกับองค์กรที่เหมาะสมสำหรับมนุษย์ในการรวมตัวกันเป็นกลุ่มหรือสังคม นักปรัชญาการเมืองไม่ลืมที่จะกล่าวถึงเรื่อง ความยุติธรรม ( Justice ) และวิถีที่จะนำไปสู่ความยุติธรรมของสังคม การออกกฎและการเคารพกฎ ดังนั้น ถ้าจะกล่าวให้กระชับยิ่งขึ้น ก็คือ ในขอบข่ายของปรัชญาการเมืองนี้ นักปรัชญาพยายามเสนออุดมการณ์เกี่ยวกับสังคมและรัฐที่เขาคิดว่า ควรจะเป็นนั่นเอง ไม่ได้กล่าวถึงการเมืองการปกครองที่เป็นจริงที่ได้ปรากฏหรือกำลังปรากฏให้เห็นในประวัติศาสตร์การปกครองของประเทศต่าง ๆ จริง ๆ

นักปรัชญาการเมืองสมัยโบราณ

หมายถึง ปรัชญาการเมืองของนักปรัชญากรีก โดยเฉพาะแนวความคิดของเพลโตและอริสโตเติล ซึ่งเชื่อในความจำเป็นและความเป็นธรรมชาติของรัฐ โดยเฉพาะอริสโตเติล ถือว่า มนุษย์คือสัตว์สังคมหรือสัตว์การเมือง หมายถึง ความจำเป็นที่มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกันในสังคมโดยธรรมชาติ เพราะอริสโตเติลเห็นว่า รัฐเป็นส่วนที่สามารถอำนวยประโยชน์ให้มนุษย์ได้พัฒนารูปแบบของตน หรือพัฒนาลักษณะเฉพาะของตน นั่นคือ ความมีเหตุผลของมนุษย์ รัฐจึงสามารถทำให้มนุษย์มีคุณธรรมทางปัญญาได้ ส่วนเพลโตนั้นเชื่อในความดีของรัฐที่ปกครองโดยราชาปราชญ์ผู้ที่มีจิตภาคปัญญาเด่น และมีพวกจิตใจกล้าหาญเป็นทหาร และมีพวกลุ่มหลงในกิเลส
เป็นคนงาน

นักปรัชญาการเมืองตะวันตกสมัยกลาง

หมายถึง นักปรัชญาการเมืองสมัยยุโรปตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของศาสนาคริสต์ ดังนั้น ความรู้สึกต่อรัฐของนักปรัชญาการเมืองตะวันตกสมัยกลางจึงเป็นไปในทางลบ และมองเห็นว่ารัฐเป็นความชั่วร้าย ศาสนจักรจึงเป็นสิ่งที่ดีกว่ารัฐและควรเป็นฝ่ายควบคุมรัฐ ตัวอย่างของนักปรัชญาการเมืองสมัยกลาง คือ เซนต์ ออกัสติน อย่างไรก็ตาม หลังจากยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการของยุโรป ความคิดเรื่องปัจเจกบุคคลและสิทธิของบุคคลเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แนวโน้มทางความคิดดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปสู่ความคิดที่ว่า รัฐต้องเป็นสิ่งที่เป็นอิสระจากการควบคุมหรือพ้นจากอิทธิพลของอำนาจภายนอก เช่น ศาสจักร ตัวอย่างเช่น ความคิดของมาเคียเวลลี่ เป็นต้น  

นักปรัชญาการเมืองตะวันตกสมัยใหม่

หมายถึงว่า นักปรัชญาการเมืองตะวันตกสมัยใหม่ มีแนวโน้มที่มองเห็นความจำเป็นของรัฐ ถึงแม้ว่ารัฐจะไม่ใช่สถาบันธรรมชาติของมนุษย์ แต่รัฐนั้นมีอำนาจจำกัดลง เพราะกำเนิดของรัฐเกิดจากข้อตกลงของราษฎร์ หรือปัจเจกบุคคลซึ่งเป็นอิสระตามสภาพธรรมชาติ หรือมีสิทธิบางอย่างโดยธรรมชาติ เมื่อตกลงกันโอนอำนาจตามธรรมชาติของตนให้คนเพียงคนเดียวหรือคนกลุ่มหนึ่ง เมื่อนั้นรัฐหรือสังคมจึงเกิดขึ้น แต่การตกลงของราษฎร์เกิดขึ้นเพราะราษฎร์เห็นประโยชน์จากการมีรัฐที่สามารถรักษาสิทธิ์ที่ตนมีโดยธรรมชาติดีกว่าไม่มีรัฐ นั่นคือ นักปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ยึดถือทฤษฎีสัญญาประชาคม ( Social Contract ) ดังนั้น ถ้ารัฐหรือกลุ่มบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจไม่สนองตามความต้องการของราษฎร์หรือประชาชน ประชาชนมีสิทธิ์เรียกอำนาจคืนและโอนให้บุคคลอื่น ๆ ได้ ตัวอย่างของนักปรัชญาการเมืองตะวันตกสมัยใหม่ คือ โธมัส ฮอบส์, จอห์น ล๊อค และรุสโซ

นักปรัชญาการเมืองตะวันตกสมัยปัจจุบัน

นักปรัชญาการเมืองตะวันตกสมัยปัจจุบันที่สำคัญ คือ เบ็นธัม ผู้ถือหลักประโยชน์นิยมว่าเป็นจุดหมายของจริยธรรมและสังคม กล่าวคือ ในแง่ของจริยธรรม ความประพฤติดี คือ ความประพฤติที่ก่อให้เกิดผล คือ ความสุขแก่คนหมู่มาก ดังนั้น จุดหมายของรัฐก็เช่นเดียวกัน ต้องก่อให้เกิดความสุขแก่คนส่วนใหญ่ กฎหมายต้องควบคุมให้เกิดผลประโยชน์ คือ ความสุขแก่คนส่วนใหญ่

ส่วนมิลล์ซึ่งเป็นนักประโยชน์นิยมอีกคนหนึ่งจะเน้นหนักในเรื่องเสรีภาพ ดังนั้น การกระทำที่ก่อให้เกิดผลกระทบเฉพาะผู้กระทำเท่านั้นย่อมเป็นการกระทำที่รัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้ เช่น การแสวงหาสัจจะ

ส่วนนักคิดสำคัญผู้มีอิทธิพลอย่างกว้างขวางของยุโรป คือ มาร์กซ์ ผู้มีความเห็นว่า รัฐเป็นสิ่งไม่จำเป็นสำหรับสังคมมนุษย์ เพราะรัฐกำเนิดขึ้นเนื่องจากโครงสร้างทางการผลิตที่เปิดโอกาสให้มีคนผู้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต และคนกลุ่มนี้สร้างอำนาจขึ้นมากดขี่ขูดรีด และรักษาสถานภาพของตนไว้ ดังนั้น ถ้าเป็นสังคมที่มีวิธีการผลิตแบบไม่มีใครเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ความแตกต่างทางชนชั้นก็หายไป รัฐก็พลอยหายไปด้วย

นักปรัชญาการเมืองกลุ่มอนาธิปไตย

เป็นกลุ่มนักปรัชญาการเมืองที่มีทัศนะเชิงลบต่อรัฐโดยสิ้นเชิง พวกเขาชิงชังไม่ใช่แต่รัฐเท่านั้น แต่ชิงชังองค์กรหรือการจัดการทุกชนิดและทุกรูปแบบ เพราะสิ่งเหล่านี้ทำลายความสำคัญของปัจเจกบุคคลทั้งสิ้น ดังนั้น สังคมควรเกิดจากความร่วมมือที่เกิดจากความรู้สึกของเพื่อน เกิดจากความเข้าใจ ไม่ใช่เกิดจากการถูกบังคับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามนุษย์ขจัดรัฐเสียได้ ความชั่วร้ายที่กำลังเกาะกินมนุษย์อยู่ทุกวันนี้ก็จะพลอยสลายไปด้วย ตัวอย่างของนักปรัชญากลุ่มนี้ คือ วิลเลี่ยม กอดวิน

 

หนังสือของอจ.ที่น่าติดตามอ่านต่อ 

  • ปรัชญาและทฤษฎีการเมือง
  • รัฐศาสตร์: ทฤษฎี แนวความคิด ปัญหาสำคัญและแนวทางศึกษาวิเคราะห์การเมือง
  • ก้าวสู่สหัสวรรษใหม่จากบทเรียนการพัฒนา

Q & A

ปรัชญา คือ wisdom การแสวงหาความเป็นจริง

ปรัชญาการเมือง มีเรื่อง ดี-เลว  ถูก-ผิด  ควร-ไม่ควร  เหมาะสม-ไม่เหมาะสม  ยุติธรรม-ไม่ยุติธรรม

ทฤษฎีในรัฐศาสตร์

ทฤษฎีอาจมีลักษณะ

  1. Descriptive (พรรณนา)
  2. Explanation (อธิบายความสัมพันธ์)
  3. Recommendation (ข้อเสนอแนะ)

ทฤษฎีมี 3 ระดับ

  1. Macro (มหภาค) เช่น ทฤษฎีระบบการเมือง
  2. Middle-range (กลาง) เช่น พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์
  3. Narrow-range (จุลภาค)

ทฤษฎีการเมืองในระดับมหภาค

สิ่งแวดล้อม >> Inputs >> ระบบการเมือง >> Out puts >> สิ่งแวดล้อม

ความสำคัญของทฤษฎี

    องค์ความรู้ (Body of Knowledge) ประกอบด้วย

  1. ทฤษฎี (นำ)    <<>>     2. การวิจัย (ทดลอง)

ดังนั้น ทุกขั้นตอนของการวิจัยต้องโยงถึงสิ่งดังกล่าว โดยอ้างอิงผู้รู้ตลอด

ความหมายของทฤษฎี  แนวความคิด  และตัวแปร

  1. ทฤษฎี  = ความสัมพันธ์ ระหว่าง ข้อเท็จจริง (facts) แนวความคิด (concepts) หรือตัวแปร (variable) ต่างๆ  ที่ใช้อธิบายปรากฎการณ์ที่เราสนใจ
  2. แนวความคิด = สิ่ง หรือปรากฎการณ์หนึ่งๆ ในลักษณะที่เป็นนามธรรม (abstraction) จึงต้องให้คำนิยามอย่างชัดเจน (conceptualiztion)
  3. ตัวแปร = การให้คำแก่แนวความคิดหนึ่งๆ

 

นักปราชญ์ทุกคนแสวงหาระบบการเมืองที่ดีมาตลอด (good governance) ธรรมาธิบาล  ก่อนหน้านั้น อริสโตดติ้ลนำรัฐธรรมนูญ 158 ฉบับ มาแยกแยะ ดีคือ เพื่อส่วนรวม  เลวคือ เพื่อประโยชน์ของผู้มีอำนาจเอง

ระบบที่ดี เพื่อส่วนรวมตลอด (บางที โกหกได้ เพื่อให้บ้านเมืองเป็นระเบียบ) (ทั้งผู้นำที่ต้องทำเพื่อส่วนรวมโดยตลอดเวลา) และรัฐบาล

มากซ์ ระบบนายทุน ประชากร 10% ครอบครองความมั่งคั่ง 90% ขณะที่ ประชากร 90% ยากจนและไปขอแชร์ความมั่งคั่งนั้นด้วย  ก่อนที่จะเกิดการเมืองแบบชนชั้นกรรมาชีพ ก็ต้องเกิด dictatorship ก่อน

Facts กับ Values ต้องแยกให้ออก

ประชาธิปไตย ไม่ได้มีแค่องค์ประกอบคือการเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญเท่านั้น

Social Philosophy

website

ปรัชญา

posted on 21 Aug 2008 13:04 by leadership  in PhD-Courseworks
 

คำว่า "ปรัชญา" แปลมาจากภาษาอังกฤษว่า "Philosophy" ซึ่งมาจากศัพท์ภาษากรีก philein (รัก) และ sophia (ความรู้) หากเราศึกษาปรัชญากรีกในศตวรรษที่ ๕-๖ B.C. จะเห็นว่า "ความรัีกความรู้" (philosophy) หมายถึงการแสวงหา "ความรู้" และความพยายามที่จะดำเนินชีวิตที่ดี ความรู้ที่นักปรัชญา (ผู้รักความรู้) แสวงหา คือ ความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกและความรู้เกี่ยวกับความดี เนื่องจากความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกเป็นส่วนหนึ่งของวิชาวิทยาศาสตร์ ดังนั้น นักปรัชญากรีกรุ่นแรกซึ่งพยายามอธิบายธรรมชาติจึงเป็นนักวิทยาศาสตร์ นอกจากนักปรัชญากรีกจะชอบแสวงหาความรู้เกี่ยวกับโลกและชีวิตที่ดีแล้ว ยังเป็นความชอบคิดพิจารณาดูสิ่งที่ตัวเองกำลังกระทำอยู่ และตรวจสอบดูพื้นฐานของความรู้ด้วยจิตใจวิพากษ์วิจารณ์ ยกตัวอย่างเช่น โสเครติส (๔๖๙-๓๙๙ B.C.) ไม่สนใจแต่เพียงการค้นหาว่าชีวิตทีู่สูงส่งควรเป็นชีิวิตแบบไหน แต่ยังสนใจตรวจสอบดูเหตุผลที่ทำให้เราเชื่อว่าชีวิตประเภทหนึ่งดีกว่าอีกประเภทหนึ่ง ในทำนองเดียวกัน เพลโต (๔๒๗-๓๔๗) ไม่เพียงแต่เขียนเกี่ยวกับรัฐในอุดมคติ (Republic) ที่มีความยุติธรรมจริง ๆ เท่านั้น แต่ยังพยายามค้นหาความหมายของ "ความยุติธรรม" และวิธีการที่จะกำหนดความยุติธรรมในสังคม อริสโตเติล (๓๘๔-๓๒๒ B.C.) นอกจากเขียนหนังสือเกี่ยวกับฟิสิกส์ ชีววิทยา และจิตวิทยาแล้ว ยังตรวจสอบพิจารณาดูวิธีการต่าง ๆ ในการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกด้วย ดังจะเห็นได้จากนังสือตรรกวิทยา และทฤษฎีความรู้ของเขา

ก่อนสมัยกาลิเลโอ (๑๕๖๔-๑๖๔๒) นักปรัชญาธรรมชาติที่ค้นหาเกี่ยวกับความเป็นไปของธรรมชาติ ตกลงกันไม่ได้ ในเรื่องเนื้อหาและวิธีการทางฟิสิกส์ กาลิเลโอเป็นคนแรกที่แยกฟิสิกส์ออกจากปรัชญามาเป็นวิทยาศาสตร์ โดยกำหนดเนื้อหาและวิธีการของฟิสิกส์ กล่าวคือ กำหนดว่าเนื้อหาของฟิสิกส์คือสิ่งที่สังเกตเห็น และที่นำมาแทนด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์ได้ วิธีการของฟิสิกส์คือการสังเกตและการวัด ตั้งแต่นั้นมานักปรัชญาและนักฟิสิกส์ต่างก็แบ่งหน้าที่กัน ในกรณีของวิชาวิทยาศาสตร์สาขาต่าง ๆ ก็เช่นเดียวกับวิชาฟิสิกส์ คือแยกออกมาจากปรัชญาเป็นวิชาต่างหาก

ถ้าหากนักปรัชญาไม่ทำสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กำลังกระทำอยู่เวลานี้ นักปรัชญามีหน้าที่อะไร? ในปัจจุบันมีกิจกรรม ๒ ประเภท ที่เราถือกันว่าเป็นงานของนักปรัชญา คือ

๑. การพยายามตอบปัญหาต่าง ๆ ที่ยังหาคำตอบที่แน่นอนไม่ได้ เช่น

(i) ปัญหาทางเมตาฟิสิกส์ เป็นปัญหาเกี่ยวกับสิ่งที่เราหยั่งทราบไม่ได้ด้วยอายตนะที่มีอยู่ เช่น จักรวาลที่เราอยู่มี "ความมุ่งหมาย" ซ่อนเร้นอยู่ ขบวนการเปลี่ยนแปลงในจักรวาลเป็นไปเพื่อบรรลุ "ความมุ่งหมาย" นั้น หรือ จักรวาลมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกล เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีเป้าหมายอะไร? อะไรคือสัจจธรรม (ultimate reality) ของจักรวาล? วัตถุต่าง ๆ ที่เรามองเห็นเป็นสิ่งที่จิตเราสร้างขึ้น หรือว่ามีตัวตนอยู่จริง? จิตและร่างกายมีความสัมพันธ์กันแบบไหน? ปรัชญาที่พยายามตอบปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ร่างกายเรียกว่า เมตาฟิสิกส์ (๑. เมตาฟิสิกส์ : Metaphysics ไม่ควรแปลว่า "อภิปรัชญา" เพราะอภิปรัชญา หมายถึง วิชาที่เหนือปรัชญา แต่ในวงวิชาการตะวันตก เมตาฟิสิกส์เป็นปรัชญาสาขาหนึ่ง)

(ii) ปัญหาทางศาสนา เช่น พระเจ้ามีจริงหรือไม่? หากมีจริงเรามีทางพิสูจน์ได้อย่างไร และอะไรคือธรรมชาติของพระเจ้า? ปรัชญาที่พูดเกี่ยวกับปัญหาเช่นนี้ คือ ปรัชญาศาสนา (philosophy of religion)

(iii) ปัญหาเกี่ยวกับจริยธรรม เช่น ความดีคืออะไร? ทำไมเราควรจะทำความดีด้วย? เรามีมาตรฐานอะไรที่ใช้ตัดสินว่าการกระทำอย่างฟนึ่ง "ดี" หรือ "ถูก"? อะไรคือหน้าที่สำคัญที่สุดของมนุษย์? มนุษย์มีเสรีภาพและความรับผิดในการกระทำหรือไม่? ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้มีอยู่ในปรัชญาสาขาจริยศาสตร์ (Ethics)

(iv) ปัญหาเกี่ยวกับศิลปะ เช่น ศิลปะคืออะไร? ความงามคืออะไร? เรามีมาตรฐานในการตัดสินงานศิลปะอย่างไร? ประสบการณ์ทางศิลปะมีลักษณะอย่างไร? ปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เรียกว่าปรัชญาศิลปะ (philosophy of art) หรือสุนทรียศาสตร์ (aesthetics)

(v) ปัญหาเกี่ยวกับระบบการปกครอง เช่น เรามีมาตรฐานใช้ตัดสินกฎหมายของบ้านเมืองหรือไม่? มนุษย์แต่ละคนมีสิทธิโดยธรรมชาติหรือไม่ หากมี ได้สิทธินั้นมาจากไหน? ความยุติธรรมคืออะไร? การปกครองระบอบประชาธิปไตยดีกว่าการปกครองระบบอื่น ๆ จริงหรือ? ปรัชญาที่พูดเกี่ยวกับปัญหาเช่นนี้คือปรัชญาการเมือง (Political Philosophy)

(vi) ปัญหาเกี่ยวกับความรู้ เช่น ความรู้คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร? ปัญหาเหล่านี้เป็นหัวข้อของปรัชญาสาขาทฤษฎีความรู้ (epistemology)

(vii) ปัญหาเกี่ยวกับการตีความหมายของประวัติศาสตร์ เช่น การเกิด และการเสื่อมของอารยธรรมทั้งหลายมี "แบบ" (pattern) หรือไม่? (๒. ตัวอย่างของ "แบบ" เช่นในสมุดวาดเขียนสำหรับเด็ก มักมีจุดไว้มากมายให้เด็กลากเส้นโยงจุดต่าง ๆ เหล่านั้น ผลที่เกิดขึ้นก็คือ "รูป" เช่น รูปเสือ หรือรูปคน เป็นต้น จุดต่าง ๆ เหล่านั้นอยู่ห่างจากกันใน "แบบ" ที่กำหนดไว้ [เช่น "แบบ" ที่ทำให้เกิดรูปเสือ] เมื่อเด็กลากเส้นเชื่อมโยงจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง ในไม่ช้าก็จะเห็น "แบบ" นั้นทีละน้อย เราอาจเปรียบเทียบประวัติศาสตร์ได้กับ "แบบ" ที่มีซ่อนเร้นอยู่ในจุดต่าง ๆ ในสมุดวาดเขียนของเด็ก จุดต่าง ๆ เทียบได้กับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น การลากเ้ส้นโยงจุดต่าง ๆ ก็คือ การหาความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ต่าง ๆ การมองเห็นรูปที่เกิดจากการลากเส้นโยงจุดต่าง ๆ เข้าด้วยกันเท่ากับการมองเห็น "ประวัติศาสตร์" ที่ประกอบด้วยเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต ปัญหาที่นักปรัชญาถามก็คือ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตมี "แบบ" หรือไม่?) หากมี "แบบ" ประเภทไหน และเราสามารถจะใช้ความรู้เกี่ยวกับ "แบบ" นั้น ทำนายเหตุการณ์ในอนาคตได้หรือไม่? เราจะวัดความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ได้อย่างไร? ปรัชญาสาขาที่พยายามตอบปัญหาเหล่านี้ คือ ปรัชญาประวัติศาสตร์ (Philosophy of History)

๒ กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งของปรัชญา คือ การตรวจสอบวิเคราห์และเปรียบเทียบพื้นฐาน หรือเหตุผลของข้อความต่าง ๆ ในวิชาการสาขาต่าง ๆ เพื่อหาความเข้าใจและตีค่าพื้นฐานของข้อความนั้น ยกตัวอย่างเช่น การศึกษาหาความกระจ่างเกี่ยวกับพื้นฐานของวิชาวิทยาศาสตร์ กฎหมาย คณิตศาสตร์ สังคมศาสตร์ และภาษาศาสตร์ เรียกว่า ปรัชญาวิทยาศาสตร์ (ซึ่งแยกออกเป็นปรัชญาฟิสิกส์ ปรัชญาชีววิทยา) นิติปรัชญา ปรัชญาคณิตศาสตร์ ปรัชญาสังคมศาสตร์ และปรัชญภาษา เราอาจสรุปได้ว่าหน้าที่ประการที่สองของนักปรัชญาไม่ใช่พยายามตอบปัญหา แต่เป็นการตรวจสอบดูพื้นฐานของวิชาการต่าง ๆ หรือความเชื่อของเรา (รวมทั้งความเชื่อทางสามัญสำนึก ประเพณี และศาสนา).

***

ที่มา : พินิจ รัตนกุล, บรรณาธิการ. (๒๕๑๕). ปรัชญา . กรุงเทพฯ.

Philosophy of Science by Hilary Putnam

posted on 19 Aug 2008 22:04 by leadership  in PhD-Courseworks

By Ammy 

I accidentally searched youtube, from the first place I wanna listen to P Bird (Thongchai Mcintyre, Thailand number 1. singer, after attended his 9th Babb Bird Bird Show last Saturday.  Surprisingly, I found the most valuable VDO clips of Hilary Putnam talking about Philosophy of Science on many occasions.  One clip that seems the most update is this one.  

There are some phrases that I like.

"Philosophy is education for grown ups" - ปรัชญาคือ การศึกษาของผู้ใหญ่ (ในหลายสาขาอาชีพที่สำคัญ เช่นทนายความ นักการเมือง นักเศรษฐศาตร์ นักปรัชญา ยิ่งต้องมีการศึกษามาก) 

"It's that supposed to be a fact or value judgement" and "value judgement can possibly be a statement of fact" and "value judgements are subjective"

Those phrases made me dizzy.  And these 6 parts vdo clips might be useful for philosophy students than me but they worth posing in this blog anyway ^^.

I did research more about Philosophy on the Internet and this is what I found and I think it's worth sharing.  Hey ...have fun and enjoy reading ^^.

วารสารสมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย
Journal of the Philosophy and Religion Society of Thailand

 

 

วิทย์  วิศทเวทย์.  (2549).  ชีวิตที่ดี  วารสารสมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย  1 : 2 21.
บทคัดย่อ
ชีวิตที่ดีนั้นมีมากมายหลายความเห็น  แต่พอจะจัดกลุ่มได้เป็น 6 กลุ่ม  หนึ่ง ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีความสุขสบาย  กลุ่มนี้เห็นว่ามนุษย์ไม่เคยต้องการอะไรนอกจากความสุขสบาย   สอง   ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่ได้ประกอบวีรกรรม เอาชนะอุปสรรค์ สร้างสรรค์สิ่งยิ่งใหญ่  และภูมิใจในความสำเร็จของตน  สาม ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่ได้ทำตามความรู้สึก ได้แสดงอัตลักษณ์ของตัว  สี่  ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่ได้ดื่มด่ำในสัจธรรมด้วยปัญญา  ปัญญาเป็นสิ่งที่แยกมนุษย์ออกจากสัตว์  ห้า  ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีความสงบในจิตใจ หลุดพ้นจากปัญหาและความทุกข์ยากของโลกภายนอก  หก  ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่เป็นคนดี มีศีลธรรม แม้การเป็นคนดีบางทีอาจต้องเจ็บปวดแม้ความจริงทั้งหกกลุ่มนี้จะต่างกัน  แต่ก็มีบางอย่างเหมือนกันคือ  เชื่อว่ามนุษย์มีศักยภาพบางอย่างในตัว  ชีวิตที่ดีคือการพัฒนาศักยภาพนี้ให้ถึงขีดสุด

Wisadavet, Wit.  (2006).  “Good Lives”   Journal of the Philosophy and Religion Society of Thailand  1 : 2 – 21.  
ABSTRACT
There are many views on what a good life is. They could, however, be put into 6 groups. The first group believes that happiness (and pleasure) is the best thing in life. People never desire anything except happiness. The second believes that a heroic life is the best. To overcome hardship, to create great things, and to be proud of oneself  are meanings of good life. The third teaches that living according to one’s feeling is essential to good life. The fourth believes that intellectual activities are the best thing in life. The fifth teaches that inner peace and freedom from conflict in the external world is the best thing in life. The sixth says that a moral life is a good life.
Though the six views are different, they have something in common. All of them believe that men have some potential and to  actualize these potential as much as possible is the best thing in life.

 

SBP 701 Leadership Theories

posted on 10 Aug 2008 09:28 by leadership  in PhD-Courseworks

บรรยายโดย ดร.อุทัย เลาหวิเชียร

 Cluster of Desired Attributes

1. Intellectual Attributes Knowledge

  • Analytic Faculty - One have to have analytical thinking สำคัญ - ปรัชญาเชิงศาสตร์
  • Grasp of the Situation as a Whole - สอนให้มองสถานการณ์ในภาพรวม 
  • Knowledge about human behaviors & Relations -  empathy เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าคนเราเป็น modern man จะต้องมี empathy มีมนุษยสัมพันธ์ มี Cosmopolitan Man คนหลายขอบฟ้า -- คนที่กว้างมาก มีเพื่อนเยอะ mobile people เดินทางเยอะ รักชาติ compassion รู้สึกเห็นอกเห็นใจคน broad minded ใจกว้าง (ถ้า narrow minded ใจแคบ)

2. Operational Capability Skills

  • Organizational Capability - ความสามารถในทางองค์การ
  • Human Skill - ความสามารถ
  • Sensitivity to Power Situation - ความอ่อนไหวที่สามารถเอาอำนาจมาช่วยเรา
  • Communication Skill - การสื่อสาร พูดให้คนรัก พูดให้คนระดับล่างได้รู้เรื่อง คุยกับศัตรู
  • Entrepreneurial Skill - ทักษะการเป็นพ่อค้า เฉลียวฉลาด ตัดสินใจเร็ว กล้าได้กล้าเสีย กล้าเสี่ยง 

3.  Orientational Attributes - Values & Attitudes สอนมา ซึมซาบมา - ทัศนคติ -

  • Future Outlook - มองการณ์ไกล
  • Innovative Mind - คิดใหม่ ทำใหม่
  • Positive View of Human Nature - มองคนในแง่ดี
  • Entrepreneural Will - ใจเหมือนพ่อค้า
  • Power Motive - การใช้อำนาจ มี power ในการดึงคนที่มีอำนาจมาช่วยได้
4. Ethical Qualities - Philosophy & Standards
  • Normative Conviction - มาตรฐาน เกียรติ
  • Philosophy of life - ปรัชญาของชีวิต
  • Sense of Public Resposibility - ความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อส่วนรวม
  • Ethical Standards

The Change Leader's Competency Profile

  1. Resilient - bounces back from setbacks positively and quickly
  2. Opportunistic - quick to recognize and capitalize on breaks
  3. Accountable - Places self on the line and reacts non-defensively
  4. Curious - continuously seeks new information and learns new skills
  5. Selfless - consistently puts the interests of the organization first
  6. Self - Critical - regularly analyses own behavior to improve effectively
  7. Adventurous - forsakes comfort zone to experience other perspectives
  8. Communicating - openly shares critical information with colleagues
  9. Initiating - instigates changes without waiting for direction or approval
  10. Imagining - thinks laterally and creatively, quick to see new angles
  11. Innovating - regularly generates and implements new ideas
  12. Forward Looking - looks to the future without dwelling on the past
  13. Visioning - regularly displays

 

กำหนดทิศทาง (Direction Setter)

  • ผู้นำกำหนดเป้าหมายในอนาคตภายใต้สิ่งแวดล้อมภายนอก ซึ่งองค์การจะต้องบรรลุ
  • นักบริหารกหนดวิธีการบริหารเพื่อบรรลุเป้าหมาย ขณะเดียวกันก็จะจูงใจให้ผู้อื่นเห็นคล้อยกับความเจริญและความก้าวหน้าในการบรรลุเป้าหมาย
  • ดังนั้น นักบริหารต้องมีวิสัยทัศน์ ที่จะชี้นำให้ทุกๆ คนในองค์การ ต้องการและเร่งให้บังเกิดผล

กระตุ้นการเปลี่ยนแปลง (Change Agent)

  • กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมในองค์การ ซึ่งได้แก่ บุคลากร ทรัพยากร และสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างอื่น  เพื่อให้วิสัยทัศน์บรรลุผล (เช่น AT&T ปรับปรุงโครงสร้างเพื่อการแข่งขันระดับโลก)  เช่น นักกีฬาฟุตบอล
  • นักบริหารควรจะมีความสามารถในการ "คาดการณ์วิวัฒนาการของโลกภายนอก"  ประเมินผลกระทบของ

สอนและชี้แนะ (Coach)

  • สร้างทีมงานเพื่อช่วยให้วิสัยทัศน์เป็นจริงขึ้นมาได้ เช่น กรณีของ Dr. Martin Luther King
  • ชี้ให้คนในองค์การทราบจุดยืน  วิสัยทัศน์  และการทำให้หนทางที่จะนำไปสู่ความเป็นจริงของวิสัยทัศน์
  • ช่วยให้ทุกคนในองค์การทำงานสำเร็จ  ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจ  ช่วยสอนให้ผู้อื่นเกิดความเข้าใจและสามารถจะ

 

เอกสารการสอนของอาจารย์ จากแหล่งอื่นๆ

- การจัดการสมัยใหม่

บรรยายโดย ดร.รังสรรค์ สุกันทา

"การคิด" เป็นสิ่งทรงพลัง

นักประดิษฐ์ ต้องคิดเยอะ จูนส์ เวิร์น คิดเขียนนวนิยาย ที่ปรับมาทำจริง เช่น บอลลูน รถไฟความเร็วสูง (Bullet Train) เรือดำน้ำ

เรามักมองข้าม "ทางเลือก" หรือ "แนวคิดอื่น" เราต้องวิเคราะห์ "บริบท" ของปัญหา แต่ละสถานการณ์ต้องการคำตอบที่แตกต่างกัน

นักคิดของไทย ได้แก่  นพ.ประเวศ วะสี ให้แง่คิดทั้งด้านการแพทย์ การศึกษา สังคม การเมือง, ดร. ธีรยุทธ บุญมี, ผู้ใหญ่วิบูล เข็มเฉลิม (ปราชญ์ชาวบ้าน) -- นักคิดที่เรารู้จัก  มีใครอีกบ้าง? มีผลงานเด่นอะไร?

 

การคิดเชิงวิเคราะห์ คือ การจำแนกแจกแจงองค์ประกอบ หาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล

วิเคราะห์อะไรบ้าง? - Circuit Anylysis

การคิดเชิงวิเคราะห์ถือเป็นการคิดพื้นฐานที่จำเป็นของทุกคน

  • ช่วยให้คำนึงถึงความสมเหตุสมผล ไม่ bias
  • ช่วยการลดการอ้างประสบการณ์ส่วนตัวเป็นข้อสรุปทั่วๆไป  ต้องระวัง subjectivity อัตวิสัยของเรา แม้ในงานวิจัยหลายกรณีก็ไม่สามารถ generalization
  • ช่วยขุดค้นสาระของการวิจัย
  • ช่วยส่งเสริมความฉลาดทางสติปัญญา - ตรวจสอบการคาดคะเนบนฐานความรู้เดิม - เดี๋ยวนี้ ความรู้เป็น Exponential Curve เท่าทวีคูณ
  • เป็นพื้นฐานการคิดในมิติอื่นๆ - เป็นผู้เล่นหลัก, ช่วยเสริมให้เกิดมุมมองเชิงลึกและครบถ้วน ช่วยวินิจฉัยแยกแยะ
  • ช่วยในการแก้ปัญหาต่างๆ - ปัญหาที่ตามมาจากการใช้ IT, หรืออาชญากรรมบน Internet
  • ช่วยในการประเมินและตัดสินใจ เช่น การใช้ SWOT Analysis (Strengths, Weaknesses - ภายใน ควบคุมได้, Opportunities, Treats - ภายนอก ควบคุมไม่ได้)
  • ช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์สมเหตุสมผล
  • ช่วยให้มีความเข้าใจอย่างชัดเจน

Halo Effect - จุดเรืองแสงตรงกลางทีวีตอนปิดหน้าจอแล้ว  - เราประทับในข้อดีเพียงจุดเดียว โดยลืมดูปัญหาที่เค้าอาจจะมี

Stereotype - การเหมารวมกลุ่มเป็นแบบเดียวกัน  เช่น  คนเอเชียมักจะเก่งเลข หรือคนที่ชอบนั่งหลังห้องมักจะเรียนไม่เก่ง (ซึ่งไม่จริงเสมอไป)

คำที่เป็นหลักในการวิเคราะห์ - ทำความเข้าใจ, หาที่มาที่ไป

หาข้อมูล/ความรู้ ทำความเข้าใจในเรื่องที่จะวิเคราะห์ - ตีความข้อมูลให้กระจ่าง ว่าเป็นข้อมูลที่เป็น ความจริง (Truth) หรือเป็นความเชื่อ (Belief) , เป็นข้อเท็จจริง (Facts) หรือ ข้อคิดเห็น (Opinions), เป็นการกล่าวอ้าง (Assertion) หรือเป็น หลักฐาน (Evidence)

เทคนิคการคิดเชิงวิเคราะห์

บรรยายโดย ศ.ดร.สุชาต ประสิทธิ์รัฐสินธุ 

ระดับปริญญาเอก

ชื่อหัวข้อดุษฎีนิพนธ์ - ควรอยู่ในระหว่าง 12-15 คำ หรือ ไม่เกินสองบรรทัด

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อ ไม่ควรใส่เพราะถือว่าคือ ตัวแปรตาม (independent variable)

การวิจัยขึ้นกับหลักเหตุผล ต้องคิดเป็น ต้อง selective ต้องเลือก และอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง ก็ไม่ควรเอามาใส่ และควรจะทบทวนวรรณกรรมควรจะเริ่มจากปัจจุบันย้อนไปสู่อดีต (ถ้าเก่าเกิน 5 ปี  ถือว่าเก่าแล้ว-ในต่างประเทศ)

ไม่ควรตัดแปะ (cut & paste) ไม่สมศักดิ์ศรี นศ. ปริญญาเอก

ใช้การทบทวนวรรณกรรมเชิงบูรณาการ และไม่ควรอ้างอิงจากวิทยานิพนธ์ปริญญาโท เพราะเท่ากับเราไปยอมรับ authority ว่าวิทยานิพนธ์ปริญญาโทเป็นต้นแบบ ซึ่งมันไม่ถูกต้อง  ควรจะอ้างปริญญาเอก

งานวิจัยส่วนมาก 80% เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณทั้งสิ้น (เป็น best practice, ใช้ case study)

ถ้าต้องการงานวิจัยเชิงลึก ให้ใช้งานวิจัยเชิงคุณภาพ แต่ถ้าต้องการตัวแทนกลุ่มใหญ่ให้ใช้เชิงปริมาณ เช่น งานที่อจ.ทำเรื่องยาเสพติดเป็นเชิงปริมาณเพราะทำทั่วประเทศ งานวิจัยการสร้างงานในชนบท

 

program at large จัดกลุ่มประเภท

เจาะลึกขนาดไหนถึงจะเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ?

Questionaire vs Interview, In Depth Interview แต่บางครั้งก็ไม่ได้คำตอบลึกจริงๆ เพราะอาจจะไม่อยากเปิดเผย   ดูคนทำ ดูแหล่งข้อมูล ใช้หลาย sources  external validity ความน่าเชื่อถือภายนอก แต่ transfer validity ควรจะสามารถนำไปใช้กับกลุ่มอื่นได้ด้วย

Grounded Theory Approach หรือเรียกว่า ทฤษฎีฐานราก เชิงคุณภาพ ดีกว่า participative theory inquiry การ

การเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ - การเก็บข้อมูล

ถ้ากลุ่มตัวอย่างคล้ายกัน - เก็บน้อยก็ได้  แต่ถ้ากลุ่มตัวอย่างแตกต่างกันมาก ก็ควรจะสุ่มตัวอย่างมาก เพื่อให้เป็นตัวแทน จังหวัดที่มีจำนวนประชากรมาก ก็ต้องสุ่มมากกว่า จังหวัดที่มีจำนวนประชากรน้อยก็สุ่มน้อยกว่า ตามสัดส่วนป

หนังสืออาจารย์ที่ควรตามอ่านต่อ

วิธีวิทยาการวิจัยแนวใหม่(บทความที่ใกล้เคียง)

สำมะโนประชากร - จะสุ่มอะไร ก็ต้องไปดูข้อมูลที่ทันสมัยที่สุดของหัวข้อนั้นๆ จากสถาบันเก็บข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

การวิจัยไม่ควรมีสมมติฐาน -- ประเมินคำตอบล่วงหน้า ซึ่งไม่ควร  เพราะที่ถูกต้องควรจะเป็นการพิสูจน์ทฤษฎีมากกว่า

หลักวิธีการหยิบยกดุษฎีนิพนธ์เพื่อนำมาใช้ในการอ้างอิง

การวิจัยเชิงคุณภาพ - สำนวนการเขียนว่าลื่นไหล  ความถูกต้องของประเด็น  ละเอียดขนาดไหน (thick description) conversation analysis (เทคนิคใหม่ในการสัมภาษณ์)

การวิจัยเชิงปริมาณ - เทคนิคการวิเคราะห์  เทคนิคการสร้างตัวแปร  การพิสูจน์ความถูกต้องของเนื้อหา (เพราะถ้ามาตรวัดผิด ก็ผิดเลย) และทำถูกวิธีมั๊ย  ใช้สถิติถูกต้องกับลักษณะที่ต้องการหรือไม่

เขียนโดย แอมมี่

 
รูปพระพุทธเจ้า โดย เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

วันนี้ ได้เข้าไปหาความรู้เรื่องสัจจพจน์ (Axiom) ในอินเตอร์เน็ต ก็ไปเจอบทความเรื่อง พระพุทธเจ้า: ผู้ประกาศศักยภาพความเป็นมนุษย์ (โดย sopon) ผู้เขียนเขียนได้ดีมากค่ะ และได้ยกให้เห็นพระพุทธเจ้าในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ชอบศึกษาค้นคว้า (เก่งคณิตศาสตร์มากๆ ด้วย) ขอยกตัวอย่างมาซัก 2 ย่อหน้านะคะ

มนุษย์ผู้กลายเป็นศาสดานี้ ศึกษาจนรอบรู้ทั้งศาสตร์และศิลปอย่างกว้างขวางลึกซึ้ง สมัยที่ยังเป็นเด็กนั้นศึกษาจนเก่งคณิตศาสตร์อย่างหาใครเทียบไม่ได้ มีความตั้งใจเรียนด้านภาษาและประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังฝึกฝนกีฬาจนชนะเลิศในการแข่งขันทุกประเภททั้งยิงธนู ฟันดาบ ขี่ม้าและยกน้ำหนัก พระพุทธเจ้ามีความพยายามอย่างยิ่งยวดในการแสวงหาโอกาสศึกษา

ก่อนตรัสรู้ พระพุทธเจ้ายังศึกษาคัมภีร์ศาสนาอื่นจนหมดสิ้น น้อมใจเป็นศิษย์ในหลายสำนักโดยพำนักแห่งละ 3 เดือนบ้าง 6 เดือนบ้าง จนพลังภาวนาและพลังสมาธิแก่กล้ายิ่งขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถค้นพบหนทางที่แท้จริงได้ในช่วงแรก นี่แสดงชัดว่าผู้ที่จะบรรลุธรรมได้ต้องศึกษาอย่างจริงจังต่อเนื่องจนรู้แจ้งเพื่อนำมาสังเคราะห์ด้วยตนเองในที่สุด

แต่ย่อหน้าที่แอมมี่ อ่านแล้วชอบมาก คือ

พระพุทธเจ้ายังกล่าวว่า คำสอนเป็นวิธีการในการบรรลุถึงความจริง แต่มิใช่เป็นตัวความจริงเอง เป็นมรรควิธีแห่งการปฏิบัติ มิใช่เป็นอะไรที่มีไว้สำหรับยึดถือหรือบูชา ดังนั้นใครก็ตามแม้อ่านและจำพระไตรปิฎกได้ทั้งหมด แต่ไม่ปฏิบัติ ก็ไม่อาจรู้แจ้ง คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่สิ่งลี้ลับยากเย็น เพราะแม้แต่เด็ก ๆ วรรณะจัณฑาลผู้ไม่มีการศึกษา ก็ยังฟังเข้าใจ

พระพุทธเจ้าเน้นความเป็นวิทยาศาสตร์โดยกล่าวว่า หากการหมายรู้ของบุคคลถูกต้องแม่นยำ (ด้วยการใช้ข้อมูล ความรู้และปัญญา) ความจริงก็จะปรากฏ พระพุทธเจ้าสอนให้เชื่อและยอมรับต่อสิ่งที่สอดคล้องกับมโนธรรมสำนึก ต่อสิ่งที่บัณฑิตผู้มีคุณธรรมและปัญญายอมรับและสนับสนุน และต่อสิ่งที่เมื่อปฏิบัติแล้วสามารถยังประโยชน์และความสุขแก่ทุกฝ่าย คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่อิงกับศรัทธาความเชื่อที่ห้ามโต้แย้ง พระพุทธเจ้าสอนให้เคารพอย่างแท้จริงต่อเสรีภาพทางความคิด

ยังมีอีกยาวค่ะ แต่สิ่งที่น่าคิดที่สุดคือ ปัญหาสังคมในสมัยพระพุทธเจ้า ไม่ได้ต่างไปจากในสมัยนี้เลย และท่านได้เสนอทางแก้ไขไว้ (เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีที่แล้ว) ด้วยว่า "วิธีที่ดีที่สุดในการช่วยเหลือประชาชน และช่วยให้ประชาชนมั่นคงปลอดภัยดี ก็คือการมุ่งสร้างเศรษฐกิจที่สมบูรณ์ โดยการจัดสรรทรัพยากร ทุน และภาษี เป็นต้น"

ส่วนสัจจพจน์ที่พระพุทธเจ้าเคยตรัส ได้แก่

ที่ใดมีรัก  ที่นั่นมีทุกข์

 

บทความที่น่าอ่านต่อ

  • เรื่องพุทธธรรม โดยเสกสรรค์ ประเสริฐกุล (21 กุมภาพันธ์ 2551) - พูดถึงหลายประเด็น อ่านแล้วเปิดโลกทัศน์ไปอีกระดับนึง คำพูดนึงที่น่าสนใจคือ "พุทธธรรมอยู่เหนือวิทยาศาสตร์ที่ยังอธิบายหลายอย่างไม่ได้ ท่านว่าวิทยาศาสตร์เข้าใจแต่สิ่งภายนอกตัวและกายภาพ แต่ปฏิเสธการดำรงอยู่ของจิต ข้อนี้ผมขอเห็นแย้งเพราะทั้งปรัชญาจิตนิยมและวัตถุนิยมต่างเห็นการดำรงอยู่ของทั้งวัตถุและจิต เพียงแต่ให้น้ำหนักต่างกัน วิทยาศาสตร์แบ่งเป็นวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์สังคม พุทธศาสตร์ก็เป็นวิทยาศาสตร์สังคมที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ที่พระพุทธเจ้าเชื้อเชิญให้พิสูจน์มานับ 2551 ปีแล้ว กาลามสูตรก็แสดงถึงความเป็นวิทยาศาสตร์โดยเนื้อแท้"
  • กาลามสูตร 10 คือ อย่าปลงใจเชื่อ 1.ด้วยการฟังตามกันมา 2.ด้วยการถือสืบ ๆ กันมา 3.ด้วยการเล่าลือ 4.ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ 5.ด้วยตรรก 6.ด้วยการอนุมาน 7.ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล 8.เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน 9.เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ และ 10.เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา เราจะเชื่อก็ต่อเมื่อพิจารณาเห็นด้วยปัญญา
  • ธรรมะจากท่าน ติช นัท ฮันห์ (พระนิกายเซ็น ชาวเวียดนาม) (29 พฤษภาคม 2550)

อ่านตอน 1 คลิก ที่นี่

 

 เทคนิคกู้แบงก์
       

       
ท่านถามผมว่า การเปลี่ยนธุรกิจไปทำแนวอื่นๆ ถ้าเราต้องใช้เงินจากแบงก์ บางทีแบงก์ก็ไม่ค่อย Support เราเท่าไหร่ จะทำอย่างไรดี
       
“แบงก์นะ ไม่สนใจธุรกิจหรอก แบงก์สนใจดอกเบี้ย การทำให้แบงก์เชื่อได้ อันนั้นสำคัญกว่า ธุรกิจไม่เกี่ยว ถ้าผมเป็นแบงก์ ผมก็จะถามคุณว่า คุณจะมีความสามารถจ่ายดอกเบี้ยผมได้อย่างไร
       ถ้าเป็นเรื่องเปลี่ยนธุรกิจ ผมเปลี่ยนธุรกิจตลอดชีวิต ตั้งแต่วันแรกที่ผมทำมาถึงวันนี้เปลี่ยนหมดเลย เพียงแต่เราสามารถ Present ให้แบงก์เห็นไหมว่าเราดี เราทำได้ นั่นคือ ส่วนหนึ่งต้องมาจากประสบการณ์ ข้อมูล ความสามารถส่วนตัว เน้นมากๆ คือ ประสบการณ์”

       
******************************************
       
       อย่าลงทุนกับสินค้าอินเทรนด์

       
       
“ท่านถามผมว่า คุณตันรู้ได้อย่างไรว่า อะไรน่าลงทุน อย่างกาแฟสดใส่ขวด (Coffio ที่โออิชิเพิ่งเปิดตัว) คุณตันไม่เคยทำ แล้วคุณตันรู้ได้อย่างไรว่า น่าลงทุน น่าเสี่ยง ทั้งๆที่คู่แข่งเยอะ
       เวลามองธุรกิจต้องมีการเรียนรู้ คือผมจะมองสิ่งไหน สินค้าไหนกำลังอินเทรนด์ อย่าแห่ทำตาม เพราะแสดงว่าสิ่งนั้นกำลังจะ Out เราต้องเดินก่อนคนอื่นหนึ่งก้าวเสมอ อันนี้คือ สำคัญมาก
       แต่การจะเดินก่อนหน้าคนอื่นหนึ่งก้าวจะรู้ได้อย่างไร อันนี้สิยาก พูดง่ายทำยาก เพราะฉะนั้นเราจะรู้ได้อย่างไร เราต้องเป็นคนที่หมั่นเรียนรู้ หมั่นดู จับตลาดให้เห็น แล้วก็ดูเวลาและโอกาสให้เหมาะสม
       ผมยกตัวอย่าง ทำไมน่าทำ คือว่า กาแฟไทยในตลาดประมาณ 20,000 กว่าล้าน กาแฟสด 80% อินสแตนท์อีก 20% กาแฟทั้ง 2 อย่างมันมีความแตกต่างกัน ทั้งความหอมหวานต่างกัน
       เมื่อไหร่ที่คุณหันมากินสตาร์บัคส์ แล้วคุณกลับไปกินอินสแตนท์ไม่ได้แน่ เพราะฉะนั้นกาแฟสดใส่ขวดคือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่อุปสรรคเต็มไปหมดเ