แกรี่ บาชูล่า ปลัดกระทรวงพาณิชย์ของอเมริกา เคยกล่าวไว้ว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี อาจเป็นองค์ประกอบถึงครึ่งหนึ่งของการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา

จนถึงวันนี้ วิทยาศาสตร์สร้างศัตรูไว้ไม่น้อย
กลุ่มหัวรุนแรงทางสิทธิสัตว์ เคยส่งจดหมายขู่ฆ่านักวิทยาศาสตร์ "ถ้าเขาไม่เลิกใช้สัตว์ทดลอง" ในยุโรป พืชตัดต่อพันธุกรรมถูกต่อต้านอย่างรุนแรง ในเมืองโลดิ ประเทศอิตาลี มีการจุดไฟเผาข้าวโพด และเมล็ดถั่วเหลืองในโกดังของมอนซานโต พร้อมทั้งพ่นสีว่า "ฆาตกรมอนซานโต" และ "ไม่เอาจีเอ็มโอ" เมื่อผนวกกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองเกี่ยวกับ "อาหารผีดิบ" ทำให้แม้เกิดปัญหาอดอยากในซิมบับเว รัฐบาลก็ยังคงปฏิเสธ อาหารที่อเมริกาส่งมาช่วยเหลือ เพราะว่ามันตัดต่อพันธุกรรม

เจมส์ มอริส ผู้อำนวยการโครงการอาหารโลกของสหประชาชาติ กล่าวกับรัฐบาลหลายชาติในอัฟริกาว่า "ข้าวโพดตัดต่อพันธุกรรมเหล่านั้น มีคนกินหลายพันล้านครั้งโดยไม่มีอันตรายใดๆ"

น่าเสียดาย หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ มักไม่ดังพอ...

คนต่อต้านวิทยาศาสตร์ เรียงตัวได้ยาวเหยียด ในฟากหนึ่งเราเห็นสมาชิกของลัทธิผู้สร้าง(Creationist) ที่รณรงค์มายาวนานให้ต่อต้านดาร์วิน ฟ้องศาล เรื่องหลักสูตรและมาตรฐานการศึกษา(สนใจเรื่องนี้ ติดต่อคุณ repentant น่าจะอภิปรายได้มันส์กว่าผมมาก :D ) ไปจนถึงหนังสือและเว็ปไซต์จำนวนมาก ที่ครอบคลุม "โหราศาสตร์ หมอผี เทวดา โยคะ ยิปซี ดูลายมือ ฯลฯ" เรื่องพวกนี้ท่วมทับซะจนมีเนื้อที่ใน นสพ.

ในอีกฟาก การเคลื่อนไหวทางด้านสิ่งแวดล้อม ก็มีลักษณะใกล้ศาสนาเข้าไปทุกที โรเบิร์ต เอ็น เนลสัน แห่งมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ บอกว่า มันเป็นสิ่งทดแทนสูญญากาศทางศาสนาในสังคมตะวันตก

ลัทธินี้ "มีสปิริตทางศาสนาที่สูงส่งมาก" จนสะท้อนออกมาในภาษา เช่น "ช่วยชีวิต"โลกจากการข่มขืนและปล้นชิง, สร้าง"โบสถ์"ในป่ารกร้าง , อนุรักษ์ธรรมชาติจาก"เสียงเรียกของจิตวิญญาณ"

เนลสันบอกว่า นี่มันลัทธิคลั่งศาสนาหัวรุนแรงชัดๆ

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงจริงๆ คือยุคของปัจเจกชนผู้เปี่ยมพลังมากกว่า คำถามที่น่าสนใจคือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ระดับไหนควรปกปิดต่อสาธารณะ

เดวิด บัลติมอร์ นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล กล่าวว่า "การแยกแยะความรู้ว่าเป็นอันตรายหรือไม่นั้นยากมาก เพราะนั่นไปขึ้นกับวิธีใช้เสียมาก คนที่รู้วิธีต่อต้านอาวุธชีวภาพ ก็จะรู้ไปด้วยว่า จะสร้างอาวุธชีวภาพได้อย่างไร"

การเป็นอัมพาตของวิทยาศาสตร์ ย่อมหมายถึงความตีบตันของสังคมความรู้ และนั่นเป็นสิ่งที่จะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้

อ่านบล็อคผู้แปล http://www.fringer.org/?p=402

ชอบความคิดเห็นของคุณ Tentty เลยขอโพสต์ไว้ที่นี้ค่ะ

ในเล่มนี้ผมชอบ เกี่ยวกับเรื่องแนวคิดที่ว่า การปะทะระหว่างคลื่นลูกเก่า กับ คลื่นลูกใหม่ คนที่อยู่ในอิทธิพลของคลื่นคนละลูกจะมีแนวคิดที่ค่อนข้างต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากปัจจัยต่างๆที่ต่างกัน ทั้งเวลา สถานที่ และความรู้ โดยเฉพาะเรื่องของ ความรู้ที่ล้าสมัย Obsoledge ที่จะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผมว่าอันนี้มันจริงเลย แนวคิดหลายๆอย่างที่ยังสอน ยังเรียน หรืออ.ยังสั่งให้ไปค้นคว้าจากห้องสมุด มันใช้ไม่ได้แล้ว โลกมันเปลี่ยน แต่เรายังสอนกันแต่เรื่องเดิมๆ (ผมจำได้คร่าวๆจากบทความชิ้นหนึ่ง เขาบอกว่า หลักสูตรเกินครึ่งที่ใช้สอนกันอยู่ในปัจจุบันนั้นล้าสมัยไปแล้ว..)

เอ้า!! ฝากรมว.ศึกษาฯ ช่วยเอาไปคิดด้วยนะ..เหอะๆ ^^

Comment

Comment:

Tweet

Great Love it

#5 By best plastic surgeon bay area (112.202.115.36) on 2011-11-20 13:54

The blog is quite amazing and wonderful and will help the students to understand the real and correct meaning of the structure, beautiful work.

#4 By Thesis Proposal (116.71.34.173) on 2011-06-15 18:42

เป็นการนำความรู้ หนังสือที่น่าสนใจ เปิดโลกทรรศน์ให้คนรู้น้อยอย่างดิฉันดีมากค่ะ พอดีเพิ่งเปิดมาเจอ ชอบมากค่ะ

#3 By เมตตา (49.48.159.83) on 2011-04-26 09:04

it's good to see this information in your post, i was looking the same but there was not any proper resource, thanx now i have the link which i was looking for my research.

#2 By uk dissertation (116.71.6.253) on 2011-02-09 23:35

คลื่นลูกใหม่ big smile

#1 By Krai W. on 2009-07-21 15:38