โดย Ms. Jareerat Meesupanan.

ไอสไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า “จินตนาการสำคัญมากกว่าความรู้” จิตนาการเกิดจากความคิดที่สร้างสรรค์ ซึ่งจะนำพาให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆที่ช่วยให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง โดยอาศัยความรู้และเทคโนโลยีที่มีอยู่เป็นเครื่องมือเพื่อให้บรรลุผลตาม

จินตนาการที่สร้างขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าในองค์กรที่สนับสนุนให้บุคลากรในองค์กรมีความคิดที่นอกกรอบ นอกกฎระเบียบที่วางไว้ หรือสนับสนุนส่งเสริมการทำวิจัยเพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ ส่งเสริมให้มีการฝึกคิดเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ อย่างมีระบบ ทำให้เกิดสินค้าและบริการใหม่ๆ ออกมาแข่งขันกับองค์กรอื่นๆ ได้อย่างคาดไม่ถึง และได้เปรียบในเชิงธุรกิจ

แต่สิ่งที่น่าสงสัยนั้นคือ องค์กรเหล่านั้นมีวิธีการอย่างไรเพื่อให้บุคลากรในองค์กรเกิดการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของตนเองอยู่เสมอๆ ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทุกองค์กรจะสามารถปฏิบัติได้เหมือนกัน

แม้ว่าจะมีแนวทางหรือนโยบายออกมาโดยการที่ส่งบุคลากรไปอบรมเพื่อให้ได้รับ ความรู้เพิ่มเติมขึ้นแต่ความรู้ที่ได้รับนั้นอาจไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาองค์กร ซึ่งเป็นการสูญเสียเงินงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ โดยก่อนที่จะกล่าวถึงวิธีการในการสร้างความคิดเชิงสร้างสรรค์ของบุคลากรใน องค์กร เราจะมาดูกันว่าระดับขั้นตอนการคิดและการเรียนรู้ของคนที่เกิดขึ้นนั้นมีที่ มาอย่างไร ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างน่าอัศจรรย์

มีทฤษฎีของ เบนจามิน บลูม อาจารย์มหาวิทยาลัยชิคาโก ได้นำเสนอ “Taxonomy of Educational Objectives” ที่ต่อมา ได้เป็นที่รู้จักกันดีทั่วไปคือ Bloom’s Taxonomy ได้แยกระดับทักษะของกระบวนการคิดของคนไว้ 6 ระดับ มีการแสดงโดยแบบจำลองที่มีลักษณะรูปพีระมิดดังต่อไปนี้

 

null


แหล่งที่มา : http://coe.sdsu.edu/eet/Articles/bloomrev/index.htm

 จากรูปเราจะเห็นได้ว่าทักษะกระบวนการคิดในระดับล่างสุดคือ ระดับความรู้/ ความจำ ซึ่งถือเป็นทักษะการคิดที่ต่ำที่สุด หมายถึง มีเพียงแต่ความรู้ซึ่งสามารถค้นหาได้จากหนังสือ ตำรา เอกสาร หรือแหล่งความรู้ทางอินเทอร์เน็ตที่มีอยู่อย่างมหาศาล จดจำและนำมาใช้ได้ชั่วคราวแต่ไม่สามารถนำความคิดนี้ไปใช้ประโยชน์ได้ เพียงแค่เกิดความรู้ และสามารถหายไปจากความทรงจำได้เมื่อระยะเวลาผ่านไป

ทักษะการคิดที่สูงขึ้นคือ ระดับความเข้าใจ หมายถึง เข้าใจว่าความรู้นั้นมีประโยชน์อย่างไร ลำดับขั้นตอนการทำงาน หรือสามารถอธิบายสาเหตุของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้

ทักษะการคิดที่สูงขึ้นกว่าระดับนี้คือ ระดับการประยุกต์ใช้ หมายถึง สามารถนำความรู้ ความเข้าใจที่รู้มามาใช้ในการแก้ปัญหาในเรื่องต่างๆ ในสถานการณ์ใหม่ได้อย่างมีเหตุผล จากระดับทักษะการคิดของคนใน 3 ระดับที่ผ่านมานั้นยังไม่ถือว่าทักษะการคิดขั้นสูง และเป็นที่น่าสังเกตว่าระบบการศึกษาในขณะนี้ รวมไปถึงการเรียนรู้ในการทำงานตามองค์กรโดยส่วนใหญ่จะหยุดอยู่ในทักษะการคิด 3 ระดับนี้เท่านั้น คือ รู้ เข้าใจ ทำได้ และหยุดอยู่ที่การทำได้คือการทำงานซ้ำๆ แบบเดิมทุกวัน หากมีปัญหาก็ใช้ความรู้ความข้าใจที่มีอยู่มาแก้ไขปัญหา จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการไม่พัฒนาหรือการสร้างนวัตกรรมของสินค้า หรือบริการแบบใหม่

ต่อไปเราจะมาดูทักษะการคิดในขั้นสูง ซึ่งอยู่ใน 3 ระดับบนของยอดพีระมิด ได้แก่ ระดับการวิเคราะห์ หมายถึง การบอกรายละเอียดและมีความสามารถในการจำแนกและบอกความแตกต่างของส่วนที่เป็น องค์ประกอบของสถานการณ์หรือข้อมูล สามารถบอกสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีเหตุผล โยใช้วิจารณญาณในการตัดสิน บอกถึงผลดี ผลเสียและผลกระทบที่เกิดขึ้นได้

ระดับการประเมินค่า หมายถึง ความสามารถในการตัดสินคุณค่าหรือการใช้ข้อมูลโดยการใช้เกณฑ์ที่เหมาะสม (สนับสนุนการตัดสินใจด้วยเหตุผล) สามารถบอกได้ว่าสิ่งใดดีกว่ากัน สิ่งใดแย่กว่ากัน สิ่งใดคือความถูกต้อง และสิ่งใดไม่ถูกต้องโดยมีเหตุผลสนับสนุน

และทักษะการคิดของคนที่สูงที่สุดคือ ระดับสังเคราะห์ / ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความสามารถในการรวบรวมส่วนย่อยเข้าด้วยกันเพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมด เช่นการพัฒนาสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ การออกแบบปรับปรุงระบบงานให้สามารถทำงานได้ดีขึ้น สะดวกขึ้น ลดค่าใช้จ่าย โดยอาศัยพื้นฐานจากความรู้ ความเข้าใจ การประยุกต์ใช้ทฤษฎี การวิเคราะห์ถึงผลประโยชน์ และข้อเสีย และการประเมินค่า จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะทำให้เราเข้าใจได้ว่า การที่จะสร้างสรรค์จินตนาการนั้นต้องอาศัยพื้นฐานจากความรู้ ความเข้าใจ และฝึกการคิดอยู่ตลอดเวลา

ขอส่งท้ายด้วยคำพูดของไอสไตน์อีกครั้งหนึ่ง “ Logic can move from A to B , but Imagination can move around the earth” ซึ่งถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรจะหมั่นฝึกฝนการคิดในเชิงสร้างสรรค์เพื่อ ให้เกิดการพัฒนาองค์กรมากว่าการคิดร้ายและคอยกลั่นแกล้งกันเองเพื่อให้ตน เองอยู่รอด

ที่มา http://catadmin.cattelecom.com/km/blog/jareerat/2007/08/29/creative-thinking-high-order-thinking-skills/

Comment

Comment:

Tweet

ระบบคิวซีซีของญี่ปุ่นฝึกคนอย่างยอดเยี่ยม สอนคนเป็นผู้นำ เรียนรู้ตามธรรมชาติ เข้าใจง่าย ตามวิถีพุทธ

#6 By สว.หอม (182.255.14.53|10.249.140.7, 182.255.14.53) on 2015-08-05 12:07

Old era students performed the custom written essays themselves and it could failure their academic career. Nevertheless, all is changed in modern world and students would have an opportunity to buy custom essays at supreme term papers writing services.

#5 By term paper (91.212.226.136) on 2012-01-11 10:36

Are you not experienced in term papers writing? You can order an Essay Editing Service if you're not sure about your papers writing skills!

#4 By JANETTEMatthews (31.184.238.21) on 2012-01-01 09:51

The blog is quite amazing and wonderful and will help the students to understand the real and correct meaning of the structure, beautiful work.

#3 By Thesis Introduction (119.155.10.42) on 2011-06-17 13:03

หรือหากใครมีเหตุผลอื่นๆ ที่ดีกว่านี้ ก็อาจนำมาตอบได้อีก เช่น

ผู้นำที่พึงประสงค์ ควรจะต้องเป็นผู้ที่ มีทั้ง IQ และ EQ

IQ คือ มีความฉลาด ...ก็อาจจะอ้าง อัจฉริยะภาพ 8 ด้านของ ศ.Howard Gardner มาช่วยอธิบาย

EQ คือ เก่งเรื่องคน (people skills) ..... แล้วก็อธิบายไป อาจจะยกนักทฤษฎีมาซักคน เช่น Maslow หรือ 7 habits ของ Covey ในเรื่องการสร้างทีม (Synergize) มาช่วยอธิบาย

แล้วสรุปว่า
ผู้นำที่พึงประสงค์จึงควรจะมีทั้ง IQ และ EQ

ก็เป็นอันจบ การตอบ

เห็นมั๊ยคะ ไม่ยากหรอกนะ

ยิ่งเราสามารถ สรุปเป็นหัวข้อสั้นๆ ด้วยความคิดเห็นของเราเองได้มากแค่ไหน ก็จะยิ่งได้คะแนนเยอะค่ะ

ลองอ่านคำตอบของนักศึกษาแอมมี่ดูนะคะ หลายท่านที่ตอบแบบสังเคราะห์
http://gotoknow.org/blog/best-training/277682

โชคดีค่ะ

#2 By Leadership Guru on 2009-09-13 06:40

ถึงเพื่อนๆ พี่ๆ ผู้นำรุ่น 3

ในระดับปริญญาเอก ต้องการการคิดในระดับสังเคราะห์ค่ะ

ที่จริงไม่ยากเลย มันก็คือ การตอบคำถามต่างๆ ด้วยประสบการณ์การเรียนรู้ของตัวเราเอง แต่อ้างอิงให้มีเหตุผลมากขึ้น เช่นอ้างจาก คติพจน์ หรือคำคม หรือปรัชญาชีวิต แต่ที่แน่ๆ คือ ผลงานวิจัย (เพราะมีข้อมูลทางสถิติที่เชื่อถือได้)

เช่น คำถามว่า ผู้นำที่พึงประสงค์ควรเป็นอย่างไร?

ก็อาจจะตอบว่า ควรจะเป็นผู้ที่ "คิดกว้าง มองไกล ใฝ่สูง" (ป.อ. ปยุตโต) เพราะว่า

คิดกว้าง ..หมายถึง การมีสติปัญญา การนำความรู้ และข้อมูลที่มากพอ ทุกมิติ มาใช้ในการพิจารณาและตัดสินใจอย่างมีเหตุผล และน่าเชื่อถือที่สุด

มองไกล .. หมายถึง การมีวิสัยทัศน์ ...(อธิบาย) ...

ใฝ่สูง ... หมายถึง .....(อธิบาย) ...

(แล้วสรุปด้วย)
ดังนั้น ผู้นำที่พึงประสงค์จึงควรจะมีคุณลักษณะ "คิดกว้าง มองไกล ใฝ่สูง" ดังเหตุผลที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

เป็นต้น




#1 By Leadership Guru on 2009-09-13 06:29