Book-Reviews

          น้องๆ หลายท่านปีใหม่นี้ได้รับการโปรโมทให้ขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น (ขอแสดงความยินดีมา ณ ที่นี้ ด้วยนะคะ ^^)  มาขอคำปรึกษาว่าให้ช่วยแนะนำหนังสือที่จำเป็นต้องอ่านสำหรับการเลื่อนตำแหน่งหน่อย  แอมมี่เลยจะขอแนะนำไปตามระดับความรับผิดชอบในตำแหน่งแล้วกันค่ะ  ก็จะแบ่งเขียนออกเป็นเล่มๆ ไปตามตำแหน่งระดับต้น-กลาง-สูง นะคะ

          หนังสือเล่มแรกสำหรับผู้ที่เพิ่งจะเริ่มรับตำแหน่งทางด้านการบริหารควรอ่านก็คือ The One Minute Manager (1982) หรือเล่มแปลชื่อ ผู้จัดการ 1 นาที (2545) เขียนโดยเคนเน็ธ บลังชาร์ดและสเปนเซอร์ จอห์นสัน ซึ่งเป็นหนังสือด้านการจัดการที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกาที่ขายไปมากกว่า 13 ล้านเล่ม และแปลไปแล้วกว่า 27 ภาษา

  

          ข้อดีของหนังสือเล่มนี้ก็คือ จะเผยเคล็ดลับที่ทำให้สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในเรื่องของการบริหารและการเป็นผู้นำค่ะ  ซึ่งผู้บริหารน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักหนังสือเล่มนี้นะคะ  แอมมี่เองก็ถูกบังคับให้ต้องอ่านเป็นเล่มแรกๆ เมื่อเข้าโปรแกรมผู้บริหารระดับต้นเมื่อครั้งทำงานที่สหรัฐอเมริกาเช่นกัน  แต่เนื่องจากเป็นเล่มเล็กๆ ไม่หนามาก ก็เลยอ่านแป๊บเดียวจบค่ะ

          โดยสรุปแล้ว เคล็ดลับการเป็นผู้จัดการ 1 นาทีก็มีอยู่ 3 ประการค่ะ ได้แก่

  1. การกำหนดเป้าหมาย 1 นาที (1 minute goal) -- ในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคของการมีส่วนร่วม  ผู้จัดการก็ควรจะจัดให้มีการประชุมขึ้นในทีม และตกลงกันในเรื่องเป้าหมายร่วมของทีม  เขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร  แล้วคอยมาทบทวนบ่อยๆ เพื่อเช็คว่า ทีมได้ทำตามนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่  ขั้นตอนนี้ใช้เวลาสั้นๆ เพียง 1 นาทีเท่านั้นค่ะ
  2. การชมเชย 1 นาที (1 minute praising) – หนังสือกล่าวว่า เมื่อลูกน้องในทีมงานทำงานมีประสิทธิภาพ ก็เป็นหน้าที่ของผู้จัดการที่จะต้องกล่าวชมเชย และควรกล่าวชมเชยทันทีที่ทีมทำงานได้ถูกต้อง ภาษาอังกฤษมีคำว่า “I am so proud of you” ซึ่งแปลว่า ฉันภูมิใจในตัวคุณจริงๆ แล้วเราในฐานะผู้จัดการก็มักจะชอบพูดกันติดปากเมื่อทีมงานของเราได้ทำอะไรซักอย่างประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นงานเล็ก-กลาง-ใหญ่ แค่ไหนค่ะ ชมแล้วก็เชคแฮนด์ จับมือเขย่าแรงๆ ซึ่งเห็นได้ชัดเลยค่ะว่าลูกน้องเค้าดีใจมากๆ ที่ทำงานสำเร็จและถูกใจเรา เราจึงชื่นชม  ทำบ่อยๆ รับรองว่า ทีมงานของคุณจะสร้างปรากฏการณ์ในทางที่ดี เพิ่มผลผลิต  เพิ่มยอดขาย  เพิ่มการบริการทะลุเป้าหมายกันทีเดียว  ลองทำดูค่ะ
  3. การตักเตือน 1 นาที (1 minute reprimand) – แต่เมื่อลูกน้องในทีมของเราทำผิดอะไรก็แล้วแต่  เราก็ต้องรู้จักตักเตือนทันทีเช่นกัน และให้เตือนเฉพาะเรื่องที่ทำผิดเท่านั้นค่ะ  (เค้าให้เวลาแค่ 1 นาที  เพราะฉะนั้นไม่ต้องย้อนอดีตความผิดแล้วตักเตือนเลยเถิดนะคะ  คนเราทำผิดกันได้ และแก้ไขปรับปรุงกันได้ค่ะ  ถ้าอยากได้ทีมงานที่รักเราและยอมทำงานเพื่อเรา ก็ต้องรู้จักอดทนนะคะ)   วิธีการตักเตือนทันทีเมื่อทำผิด จะช่วยสอนให้ลูกน้องเรารู้จักรับผิดชอบในหน้าที่ และรู้ทันทีว่าต้องแก้ไขให้ถูกต้องได้อย่างไร  พูดเสร็จเราก็เชคแฮนด์เหมือนเดิมแล้วบอกต่อด้วยว่า ที่เราเตือน เราเตือนให้ทำงานได้ถูกต้องเท่านั้น (ไม่เกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ แต่อย่างใด)  ทีนี้ถ้าเป็นคนไทยไม่นิยมจับมือก็อาจใช้วิธีแตะไหล่แทนได้  ทั้งนี้ ก็เพื่อสร้างความสนิทสนมและส่งกระแสความหวังดี (ต่องานเท่านั้นนะจ๊ะ ไม่ต้องส่งผ่านความเอ็นดูส่วนตัวไปด้วยจ้า) 

แอมมี่ใช้วิธีนี้ในการสร้างทีมงาน (และเชื่อว่าผู้บริหารเก่งๆ หลายๆ ท่านก็ใช้วิธีนี้ด้วยเช่นกัน) แต่ก็ใช้เทคนิคอื่นๆ จากหนังสือดีดีเล่มอื่นด้วยในการบริหารทีมงานจนได้ตำแหน่งผู้สร้างทีมยอดเยี่ยมมาแล้วค่ะ

ลองหาเล่มเต็มๆ มาอ่าน แล้วจะได้เรียนรู้การพัฒนาภาวะผู้นำสำหรับผู้บริหารระดับต้นแบบง่ายๆ ได้เป็นอย่างดีค่ะ

 

อิศราวดี (แอมมี่) ชำนาญกิจ

บริษัท เบรนว้อทช์ คอนซัลติ้งกรุ๊ป จำกัด

http://brainwatch.webs.com/

6 มกราคม 2553

เขียนโดย อิศราวดี  ชำนาญกิจ

 แอมมี่กำลังสรุปความหนังสือเล่มใหม่ของศจ. Jim Collins อยู่ค่ะ ชื่อหนังสือคือ "How The Mighty Fall : and why some companies never give in"  (2009)

 

http://www.bradreese.com/images/how-the-mighty-fall.jpg

 

ขณะที่ ผู้นำรุ่น 3 กำลังขะมักเขม้นอ่าน Built to Last และ Good to Great ซึ่งบอกความเป็นมาและวิธีการในการสร้างบริษัทให้ยิ่งใหญ่มั่นคง  แ่ต่หนังสือเล่มใหม่ของศจ.คอลลินส์นี้ ชี้ให้เห็นว่า พอยิ่งใหญ่แล้ว บางทีผู้นำจะลืมๆ นิ่งเฉย และเพิกเฉยต่อสัญญาณอันตรายต่างๆ ที่มาเตือนว่า เอ้ย..องค์กรของคุณกำลังเริ่มตกต่ำแล้วนา  ซึ่งเล่มนี้ค่อนข้างจะทันสมัยต่อสถานการณ์ในปัจจุบันมากทีเดียวที่องค์กรใหญ่ๆ ต่างเข้าแถวเรียงหน้ากันค่อยๆ ล้มไปทีละองค์กรๆ อย่างไม่รู้ว่าเมื่อไหร่สถานการณ์นี้จะสิ้นสุด

 

ศจ.คอลลินส์ เป็นคนที่พูดเร็วมากค่ะ เพื่อนๆ สามารถเข้าไปฟังคลิปสรุปของท่านได้ที่นี่ http://www.businessweek.com/magazine/content/09_21/b4132026786379.htm

และหนังสือเล่มนี้ หรือแนวคิดเรื่องนี้เป็นเรื่องลีด (Lead) ในนิตยสาร Business Week ของเดือนพฤษภาคม 2009 ด้วยค่ะ และเป็นหนังสือที่พูดถึงกันมากที่สุดในอเมริกาในเวลานี้

สรุปสั้นๆ ว่า งานวิจัยที่ใช้เวลาถึง 4 ปีในการรวบรวมข้อมูล บ่งชี้ว่า จากสถานการณ์ที่มั่นคง นำไปสู่การตกต่ำขององค์กรมีอยู่ 5 ช่วง ตามภาพ

 

 

ที่มาภาพ http://www.businessweek.com/magazine/content/09_21/b4132026794600.htm

เป็นการวิจัยที่ทำต่อจากหนังสือทั้ง 2 เล่มแรก โดยเลือกศึกษาเพียง 11 บริษัท (เลือกออกมาจาก 60 บริษัทที่อาศัยกรอบแนวคิดการเลือกของงานวิจัย Good to Great และ Built to Last เดิม) โดยต้องการตอบคำถาม 2 คำถาม คือ เกิดอะไรขึ้นบ้างจนนำให้เราเห็นสัญญาณการตกต่ำขององค์กรอย่างชัดเจน?  และองค์กรดำเนินการอย่างไรบ้างเมื่อเริ่มตกต่ำลง?

ส่วนรายละเอียดเนื้อหาที่เหลือจะเป็นอย่างไร  ตามอ่านได้ในวารสารศาตร์แห่งผู้นำ ซึ่งจะออกพิมพ์เร็วๆ นี้ค่ะ

แกรี่ บาชูล่า ปลัดกระทรวงพาณิชย์ของอเมริกา เคยกล่าวไว้ว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี อาจเป็นองค์ประกอบถึงครึ่งหนึ่งของการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา

จนถึงวันนี้ วิทยาศาสตร์สร้างศัตรูไว้ไม่น้อย
กลุ่มหัวรุนแรงทางสิทธิสัตว์ เคยส่งจดหมายขู่ฆ่านักวิทยาศาสตร์ "ถ้าเขาไม่เลิกใช้สัตว์ทดลอง" ในยุโรป พืชตัดต่อพันธุกรรมถูกต่อต้านอย่างรุนแรง ในเมืองโลดิ ประเทศอิตาลี มีการจุดไฟเผาข้าวโพด และเมล็ดถั่วเหลืองในโกดังของมอนซานโต พร้อมทั้งพ่นสีว่า "ฆาตกรมอนซานโต" และ "ไม่เอาจีเอ็มโอ" เมื่อผนวกกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองเกี่ยวกับ "อาหารผีดิบ" ทำให้แม้เกิดปัญหาอดอยากในซิมบับเว รัฐบาลก็ยังคงปฏิเสธ อาหารที่อเมริกาส่งมาช่วยเหลือ เพราะว่ามันตัดต่อพันธุกรรม

เจมส์ มอริส ผู้อำนวยการโครงการอาหารโลกของสหประชาชาติ กล่าวกับรัฐบาลหลายชาติในอัฟริกาว่า "ข้าวโพดตัดต่อพันธุกรรมเหล่านั้น มีคนกินหลายพันล้านครั้งโดยไม่มีอันตรายใดๆ"

น่าเสียดาย หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ มักไม่ดังพอ...

คนต่อต้านวิทยาศาสตร์ เรียงตัวได้ยาวเหยียด ในฟากหนึ่งเราเห็นสมาชิกของลัทธิผู้สร้าง(Creationist) ที่รณรงค์มายาวนานให้ต่อต้านดาร์วิน ฟ้องศาล เรื่องหลักสูตรและมาตรฐานการศึกษา(สนใจเรื่องนี้ ติดต่อคุณ repentant น่าจะอภิปรายได้มันส์กว่าผมมาก :D ) ไปจนถึงหนังสือและเว็ปไซต์จำนวนมาก ที่ครอบคลุม "โหราศาสตร์ หมอผี เทวดา โยคะ ยิปซี ดูลายมือ ฯลฯ" เรื่องพวกนี้ท่วมทับซะจนมีเนื้อที่ใน นสพ.

ในอีกฟาก การเคลื่อนไหวทางด้านสิ่งแวดล้อม ก็มีลักษณะใกล้ศาสนาเข้าไปทุกที โรเบิร์ต เอ็น เนลสัน แห่งมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ บอกว่า มันเป็นสิ่งทดแทนสูญญากาศทางศาสนาในสังคมตะวันตก

ลัทธินี้ "มีสปิริตทางศาสนาที่สูงส่งมาก" จนสะท้อนออกมาในภาษา เช่น "ช่วยชีวิต"โลกจากการข่มขืนและปล้นชิง, สร้าง"โบสถ์"ในป่ารกร้าง , อนุรักษ์ธรรมชาติจาก"เสียงเรียกของจิตวิญญาณ"

เนลสันบอกว่า นี่มันลัทธิคลั่งศาสนาหัวรุนแรงชัดๆ

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงจริงๆ คือยุคของปัจเจกชนผู้เปี่ยมพลังมากกว่า คำถามที่น่าสนใจคือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ระดับไหนควรปกปิดต่อสาธารณะ

เดวิด บัลติมอร์ นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล กล่าวว่า "การแยกแยะความรู้ว่าเป็นอันตรายหรือไม่นั้นยากมาก เพราะนั่นไปขึ้นกับวิธีใช้เสียมาก คนที่รู้วิธีต่อต้านอาวุธชีวภาพ ก็จะรู้ไปด้วยว่า จะสร้างอาวุธชีวภาพได้อย่างไร"

การเป็นอัมพาตของวิทยาศาสตร์ ย่อมหมายถึงความตีบตันของสังคมความรู้ และนั่นเป็นสิ่งที่จะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้

อ่านบล็อคผู้แปล http://www.fringer.org/?p=402

ชอบความคิดเห็นของคุณ Tentty เลยขอโพสต์ไว้ที่นี้ค่ะ

ในเล่มนี้ผมชอบ เกี่ยวกับเรื่องแนวคิดที่ว่า การปะทะระหว่างคลื่นลูกเก่า กับ คลื่นลูกใหม่ คนที่อยู่ในอิทธิพลของคลื่นคนละลูกจะมีแนวคิดที่ค่อนข้างต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากปัจจัยต่างๆที่ต่างกัน ทั้งเวลา สถานที่ และความรู้ โดยเฉพาะเรื่องของ ความรู้ที่ล้าสมัย Obsoledge ที่จะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผมว่าอันนี้มันจริงเลย แนวคิดหลายๆอย่างที่ยังสอน ยังเรียน หรืออ.ยังสั่งให้ไปค้นคว้าจากห้องสมุด มันใช้ไม่ได้แล้ว โลกมันเปลี่ยน แต่เรายังสอนกันแต่เรื่องเดิมๆ (ผมจำได้คร่าวๆจากบทความชิ้นหนึ่ง เขาบอกว่า หลักสูตรเกินครึ่งที่ใช้สอนกันอยู่ในปัจจุบันนั้นล้าสมัยไปแล้ว..)

เอ้า!! ฝากรมว.ศึกษาฯ ช่วยเอาไปคิดด้วยนะ..เหอะๆ ^^

ต่อ ตอนที่ 2 ขอบคุณคุณ house สำหรับรีวิวดีดีค่ะ

Fountain of Wealth, Singapore
จากข้อมูลดิบจำนวนมหาศาลบนโลก อะไรคือความจริง?
เรารู้ได้อย่างไรว่า คนๆนั้นไม่ได้พูดโกหก? เรารู้ได้อย่างไรว่า ฟอร์เวิร์ดเมล์นั้นเป็นความจริง?

ทอฟเลอร์บอกว่า คนทั่วๆไปใช้เกณฑ์ หกข้อต่อไปนี้ ในการตัดสินความจริง

1. มติข้างมาก(Consensus)
เอาล่ะ ถ้าทุกคนคิดว่า มันถูก มันก็ควรจะถูก เกณฑ์ง่ายๆ ที่ทอฟเลอร์เย้ยหยันว่า เป็นสปิริตแบบตัวเล็มมิ่ง(คือเดินตามๆกันไปตกเหว) ที่คนทั่วๆไปทำกันเต็มไปหมด
ข้อดี? คุณไม่ดูเป็นตัวหน้าโง่เวลาผิด ก็ในเมื่อทุกคนผิดเหมือนกัน ก็ไม่มีใครว่าอะไรใครได้ เราเห็นนักลงทุนแห่ซื้อหุ้นราคาสูงเพราะใครๆก็ซื้อกันทั้งนั้นแหละ แล้วเวลามันตกก็...(ตายหมู่) เราเห็นธุรกิจการเงินแห่กันออกซัพไพรม์ เพราะ "ใครๆเขาก็ทำกัน" แล้วดูสิ ว่าทุกวันนี้มันเป็นยังไง

2. สอดคล้อง(Consistency)
ถ้าหลักฐานชิ้นหนึ่งมันเข้ากันได้กับอีกชิ้นหนึ่ง มันก็น่าจะเป็นความจริง แต่ถ้ามันขัดแย้งกัน ก็น่าจะมีจุดผิด นี่เป็นกระบวนการปกติของการตรวจสอบบัญชี และ ระบบศาลทีเดียว
แน่นอน ความผิดพลาดอาจมีได้ เพราะถ้ามันผิดทั้งกระบิ เราก็จะหาจุดผิดไม่เจอ

3. ผู้นำทางความคิด(Authority)
ตัวอย่างคลาสสิคคือ ศาสนา ในยุคกลาง,สันตะปาปา ถูกเสมอสำหรับชาวคริสต์ อิสลามคนไหนจะกล้าเถียงอิหม่าม? แล้วเราก็เห็นความผิดพลาดของบุคคลเหล่านั้นในประวัติศาสตร์แบบมหาศาล
วันนี้? เยอะแยะไปหมด ใครกล้าเถียง แจ็ค เวลล์ หรือ วอเรนต์ บัฟเฟตในโลกธุรกิจ?
ทั้ง ดร. โกร่ง ,สนธิ , ทักษิณ, อ. นิธิ ต่างมีคนฟังของตัวเอง แบบเหนียวแน่นด้วย
ถ้าเขาถูก เราก็ถูก ถ้าเขาผิด เราก็ผิดด้วย เพราะเราเดินตามเขานี่

4. ประสบการณ์ทางวิญญาณ(Revelation)
เอาล่ะ ผมคงพูดอะไรไม่ได้มากกว่า "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" อ่านเรื่องของหมอแมว เพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้น

5. ความยั่งยืน(Durability)
ถ้ามันเคยถูก วันนี้มันก็ต้องถูก เคยเถียงผู้ใหญ่ที่บอกว่า "สมัยก่อนเขาก็ทำกันแบบนี้" หรือเปล่า?
นั่นล่ะ เขาใช้เกณฑ์ข้อนี้อยู่

6. วิทยาศาสตร์(Science)
เกณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันน้อยที่สุด มีผลกระทบต่อความมั่งคั่งสูงสุด และใกล้เคียงต่อการสูญพันธ์มากที่สุด 
  • หลักการทางวิทยาศาสตร์ตั้งอยู่บนคำว่า ต้องผิดพลาดได้(Falsifiable) นั่นคือทุกสมมติฐานต้องทดสอบได้ว่าถูกหรือผิด โยนทิ้งได้ 
  • ไม่มีอะไรเป็นความจริงสัมบูรณ์ในทัศนะของวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของความจริง ที่อาจมีการค้นพบใหม่ ล้มทิ้งได้ทุกเมื่อ

คุณสมบัติข้อนี้นำมาซึ่งเอกลักษณ์ในบรรดาตัวกรองทั้งหมด นั่นคือ

1. วิทยาศาสตร์ ต่อต้านความคลั่งทุกรูปแบบ คุณไม่เจอนักวิทยาศาสตร์ยืนยันหัวชนฝาว่าทฤษฏีของเขาถูกหากการทดลองคัดค้านผลการทำนายทฤษฏีนั้นๆ เขาอาจเอาทฤษฏีกลับไปปรับปรุงใหม่ หรือขอให้ทดลองซ้ำอีกครั้ง แต่การโวยวายแบบหัวชนฝานั้นไม่มี
2. เป็นเกณฑ์เดียวที่ปรับปรุงตัวเอง(Self Correction) หากพบว่าผิด วิทยาศาสตร์ยอมรับความจริงใหม่ได้อย่างเต็มใจ หลายทฤษฏีในปัจจุบันล้วนผ่านการปรับปรุงมาหลายสิบหลายร้อยรอบแล้วทั้งสิ้น

โจเซฟ นีดแฮม นักประวัติศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งเดียวที่ทำให้ยุโรปที่ล้าหลังจีนมหาศาลในช่วงโบราณ กลับมาแซงหน้าได้ คือการค้นพบระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ หรือ วิธีการค้นหาความรู้ ที่ดีที่สุด ในศตวรรษที่ 16-17 

หลังจากนั้นหลายสิบปี วิทยาศาสตร์ค่อยๆ ทดแทนเกณฑ์อื่นๆ มันตรวจสอบคำอ้างมากมาย เชื่อมโยงศาสตร์ ต่างๆเข้าด้วยกัน และสร้างโลกในทุกวันนี้

แต่ตอนนี้วิทยาศาสตร์กำลังอยู่ในอันตราย!
จะอันตรายอย่างไร....โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ ^^

หนังสือเล่มล่าสุดของทอฟเลอร์ ก็คือ หนังสือ Revolutionary Wealth (หรือ เล่มแปลชื่อ ความมั่งคั่งปฏิวัติ)

 

แอมมี่ขออนุญาตนำรีวิว บางส่วน ของคุณ house มาให้อ่านกันค่ะ

ความมั่งคั่งปฏิวัติ  (Revolutionary Wealth) ของอัลวิล และไฮดี้ ทอฟเลอร์ แปลโดย สฤณี อาชวานันทกุล(Fringer) เป็นหนังสือดีที่อ่านจบแล้วผมพบว่าไม่สามารถเขียนรีวิว ให้กระชับได้

ดังนั้นก็เลยกะเขียนไปเรื่อยๆ จบตรงไหน ก็ตรงนั้น ก็แล้วกัน

ทอฟเลอร์ไม่ได้ใช้คำว่า "มั่งคั่ง "(Wealth)ในความหมายทั่วๆไปเช่นเงินทอง แต่ใช้่ในความหมายที่กว้างกว่านั้นมาก ผมอยากจะเรียกว่าความ "อยู่ดีกินดี" มากกว่า ดัีงนั้น ความมั่งคั่งปฏิวัติ โดยรวมแล้ว จึงกล่าวถึง กระบวนการที่ทำมนุษย์อยู่ดีกินดี นั่นเองที่เปลี่ยนไปอย่างพลิกโฉม ทั้งที่เริ่มขึ้่นแล้ว และจะเริ่มต่อไป

ทอฟเลอร์นำเสนอคำใหม่ ปัจจัยที่ยิ่งกว่าพื้นฐาน หรือ Deep Fundamental ซึ่งประกอบไปด้วย เวลา พื้นที่ และความรู้


1. เวลา

ไม่มีเศรษฐกิจใดก้าวหน้าไปได้ โดยไม่หอบเอาสังคมไปด้วย ในขณะที่วงล้อของภาคธุรกิจหมุนเร็วขึ้นๆมันก็ยิ่งทิ้งส่วนอื่นๆไว้ไกลขึ้นทุกที ลองดูที่ทอฟเลอร์เปรียบเปรยสิ

 - 100 miles/hour บริษัท วิ่งเร็วสุดขีดด้วยอำนาจของการแข่งขัน และทุกครั้งที่บริษัทหนึ่งเร็วขึ้นมันก็ลากคู่แข่ง และซัพพลายเออร์ ให้เร็วขึ้นด้วย 

- 90 miles/hour ภาคสังคม ทั้ง NGO รากหญ้า และสมาพันธ์อีกล้านแปด วิ่งตามภาคธุรกิจมาติดๆ มีทั้งกลุ่มที่สนับสนุน และกลุ่มที่คัดค้าน หลายๆคนในนี้เรียกร้องอย่างสิ้นหวังที่จะ้เห็นภาครัฐตามมาเสียที

 - 60 miles/hour ครอบครัว วิถีชีวิตกำลังเปลี่ยนเพื่อตอบรับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ครอบครัวขยายเป็นครอบครัวเดี่ยว ความสัมพันธ์ระหว่างวัยที่เปลี่ยนไป จนถึงความถี่ของการหย่าร้าง

 - 30 miles/hour สหภาพแรงงาน  สหภาพติดหล่มของโครงสร้างเก่าแก่ ในขณะที่บริษัทสรรหา นวัตกรรม และพนักงานดาวเด่น งานแบบสัญญาจ้าง(subcontract) เพิ่มขึ้นทุกที พนักงานและระบบของสหภาพก็ล้าหลังลงทุกวัน

 - 25 miles/hour ราชการ คงหาคำประชดที่เจ็บกว่าของทอฟเลอร์ไม่ได้แล้ว ระบบราชการมีทักษะในการปัดเสียงวิจารณ์และชะลอการเปลี่ยนแปลงทีละเป็นสิบๆปี กำลังพยายามชะลอความเร็วของภาคธุรกิจอย่างมุ่งมั่น

และที่ช้าสุดๆ

 - 10 miles/hour ระบบโรงเรียน อันนี้ดูหน้าหนังสือพิมพ์เราเร็วๆนี้ก็คงรู้ 

 - 5 miles/hourสถาบันไร้ความสามารถ ในลิสต์มีทั้ง สหประชาชาติื ไอเอ็มเอฟ องค์การค้าโลก

- 3 miles/hour สถาบันการเมือง ล้าหลัง ไร้ความสามารถ เวลาสองในสามหมดไปกับแึคมเปญหาเสียง และอีก 1 ใน 3 หมดไปกับการแก่งแย่งอำนาจ

- 1 miles/hour ระบบกฏหมาย กฏหมายไม่เคยเปลี่ยนแปลงทันสภาพสังคม ดูการไล่ตามบล็อกอินเตอร์เน็ตอย่างสิ้นหวังของรัฐบาลสิ ดูกฏหมายลิขสิทธิ์ที่ไร้ประสิทธิภาพสิ กฏหมายภาษีที่ดินอีกกี่ชาติถึงจะบังคับใช้ได้?

 ความเหลื่อมล้ำของความเร็วเหล่านี้ ทำให้การประสานงาน(Synchronization) ผิดเพี้ยน ความพยายามในยุคอุตสาหกรรม คือทำให้ทุกอย่างเข้าจังหวะกัน ระบบต่างๆเช่น JIT ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อการนั้น แต่ยิ่งกระบวนการเข้าจังหวะจำเป็นต้องแม่นยำมากเท่าไหร่ ความซับซ้อนของมันก็มากขึ้นเท่านั้น

วันนี้ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป เพราะเวลากำลังจะผิดจังหวะกันอีกครั้ง ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นความจงใจ

คนหลายคน ไม่ทำงาน 9 โมงถึง 5 โมงเย็นอีกแล้ว เขามาทำงานตามเวลาที่เขากำหนด ไม่ใช่นายจ้่างกำหนด(หมายถึงพวกฟรีแลนซ์)

บรรเทิงล่ะ? ทีวีกำลังสูญเสียความสามารถในการกำหนดตาราง คนดูต่างหากที่เป็นผู้กำหนด ผ่านเคเบิ้ลทีวี หรือ ไอพีทีวี 

ครอบครัว? เวลาแสนสุขที่ทุกคนได้กินข้าวเย็นด้วยกันผันผ่านไปแล้ว เดี๋ยวนี้ตารางเวลาไม่มีมาตรฐาน โอกาส เจอกันพร้อมหน้าช่างยากเย็น

ทุกอย่างกำลังกลายเป็น 24/7

และนี่คือปัจจัยพื้นฐานประการแรกที่ทอฟเลอร์พูดถึง!

ถัดจากเวลา ทอฟเลอร์ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยอย่างที่สองที่พลิกผันอย่างรุนแรงคือ

2. พื้นที่ 

ในอดีต คลีฟแลนด์เคยเป็นต้นแหล่งอุตสาหกรรมเหล็กที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐ วันนี้ มันกลับลดความสำคัญลง งานไหลบ่าไปยังเอเชีย เขตอุตสาหกรรมใหม่ในจีน และอินเดีย กำลังเปลี่ยนทุกอย่างไป

เดิม เม็กซิโกเคยได้เปรียบอย่างมากเนื่องจากความสะดวกในการขนส่ง เศรษฐกิจที่วางรากฐานอยู่บนความรู้ก็แสดงให้เห็นว่านั่นไม่จำเป็นอีกต่อไป งานสามารถโยกย้ายไปครึ่งโลกได้โดยไม่มีผลกระทบ เขตแดนต่างๆกำลังหมดความหมาย คนห้าร้อยล้านเดินทางข้ามประเทศของตนทุกปี

บริษัทขนาดใหญ่ และองค์กรต่างๆ(ทั้งสว่างและมืด) ขยายตัวไปทั่วโลก  ธุรกิจยาผิดกฏหมายมีขนาดกว่าสี่แสนล้านดอลลาห์ และโยกย้ายอย่างอิสระ ในขณะที่ประเทศต่างๆร่ำไห้ด้วยความสิ้นหวัง แทบไม่เหลือทางในการจัดการกับเครือข่ายข้ามชาติขนาดใหญ่

ปัจจัยสุดท้ายคือ

3. ความรู้
ความรู้เป็นปัจจัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และเป็นตัวการที่ทำให้นักเศรษฐศาสตร์กินไม่ได้นอนไม่หลับ

ทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ตั้งขึ้นบนพื้นฐานของความขาดแคลน(ทุกสิ่งต้องมีต้นทุน) แต่ความรู้นั้น
1. ไม่มีการแย่งชิง ผมเรียนฟิสิกส์ คุณก็เรียนได้
2. เป็นนามธรรม
3. ไม่เป็นเส้นตรง ความคิดเล็กๆอาจให้ผลลัพธฺ์ที่ยิ่งใหญ่
4. เป็นเรื่องสัมพัทธ์  และผสมผเสกับความรู้อื่นๆได้
5. เคลื่อนย้ายได้ บีบอัดเป็นสัญลักษณ์ได้
6. จัดเก็บง่าย และเล็กลงเรื่อยๆ
และ 7. กักขังยาก เมื่อคนหนึ่งรู้อีกไม่นานทุกคนก็จะรู้

ทอฟเลอร์เรียกความรู้ว่าเป็น "น้ำมันของวันพรุ่ง" ยิ่งใช้เท่าไหร่ยิ่งเพิ่ม ยึ่งมีคนรู้มาก ยิ่งมีคนช่วยคิดมาก และก็ยิ่งสร้างความรู้ใหม่ๆมากขึ้นไปอีก(ผมนั่งพิมพ์อยู่นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งน่ะนะ :D)

ปัญหาที่ตามมาคือ
คุณจะย่อยความรู้มหาศาลนี้ได้อย่างไร คุณจะสร้างองค์ความรู้เจ๋งๆใหม่ได้อย่างไร เราจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลใดเป็นจริงหรือเท็จ?

ยังมีต่อค่ะ แล้วจะขออนุญาตนำมาลงต่อนะคะ  ^^

หนังสือ Power Shift ของ Alvin Toffler

posted on 02 Jul 2009 21:35 by leadership in Book-Reviews

สืบเนื่องมาจาก แอมมี่กำลังรวบรวมวรรณกรรมเพื่อทำดุษฎีนิพนธ์ค่ะ ดังนั้น เมื่ออ่านเจออะไรดีดี ก็จะขอเอามาลงไว้ในบล็อคเพื่อให้เพื่อนๆ ในหลักสูตรผู้นำฯ ได้ใช้ประโยชน์ด้วย 

Alvin Toffler นั้น หนังสือส่วนใหญ่มักจะก่อให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้อย่างรุนแรง หรือที่เรียกว่าเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (paradigm shift) กันเลยทีเดียว

หนังสือ "อำนาจใหม่" (Power Shift) เว็บไซต์ คลังปัญญาชนสยาม รีวิวได้ครบถ้วนได้ใจความดีค่ะ เลยขอนำมาเผยแพร่ต่อ เพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาและต่อยอดความรู้ของผู้คนทั่วไปในสังคม เนื้อหามีดังนี้ค่ะ

หนังสือเล่มนี้ของอัลวิน ทอฟเลอร์เป็นเล่มที่สาม ในหนังสือชุดว่าด้วยความพยายามการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเริ่มตั้งแต่ ฟิวเจอร์ช็อค(พ.ศ. ๒๕๑๓) คลื่นลูกที่สาม(พ.ศ. ๒๕๒๓) และอำนาจใหม่(พ.ศ. ๒๕๓๓) มิติทางด้านเวลาของหนังสือชุดนี้ครอบคลุมราว พ.ศ. ๒๔๙๓ - ๒๕๗๘

เมื่อสังเกตเทียบกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลกในทศวรรษที่่ผ่านมา โลก ก็ดูเหมือนจะหมุนไปในทิศทางที่เขาพยากรณ์ไว้ ทั้งเขาเองได้รับเชิญเป็นที่ปรึกษาประธานาธิบดีคลินตัน หนังสือเขามีอิทธิพลต่อรองประธานาธิบดีอัล กอร์ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองที่เป็นปัญญาชนคนหนึ่ง ขนาดไหน ก็ดูได้จากว่าอัล กอร์ใฝ่ใจกับการผลักดันให้อเมริกาเป็นประเทศผู้นำทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนสังคมความรู้อย่างไร

ฟิวเจอร์ช็อค อธิบายถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก คลื่นลูกที่สาม แสดงให้เห็นถึงทิศทางในการเปลี่ยนแปลง ส่วนอำนาจใหม่ บอกว่าใครจะเป็นผู้ควบคุมการเปลี่ยนแปลง

ข้าพเจ้าเองเห็นว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีสารสนเทศได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตมนุษย์อย่างไร มิพักจำเป็นต้องพูดถึงอีกต่อไปแล้ว อำนาจใหม่จึงเป็นหนังสือที่อธิบายยุคสมัยปัจจุบันได้ค่อนข้างเด่นชัด

หนังสือเล่มนี้มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า Powershift: Knowledge, wealth and violence at the edge of the 21st century - การเคลื่อนย้ายอำนาจ: ความรู้ ความมั่งคั่ง และความรุนแรง ณ จุดเริ่มของศตวรรษที่ ๒๑ อัลวินได้แจกแจงอำนาจออกเป็นสามประเภท คือ อำนาจที่เกิดจากการใช้กำลัง อำนาจที่เกิดจากเงิน และอำนาจที่เกิดจากความรู้ ทั้งนี้ เขายืนยันว่าความรู้เป็นอำนาจที่มีคุณภาพมากที่สุด โดยได้แสดงภาพอำนาจจากความรู้ซึ่งมีบทบาทมากที่สุดในสังคมเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นทิศทางของโลกในปัจจุบัน ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ควบคุมช่องทางของความรู้ก็คือผู้ที่ควบคุมอำนาจเหล่านั้น

เขาได้ชี้ให้เห็นชิ้นส่วนต่าง ๆ ของอำนาจในทางสังคมและการเมือง การช่วงชิงอำนาจในระดับต่าง ๆ ทั้งระดับประเทศและโลกก็คือการประสานใช้อำนาจทั้งสามประเภท คือความรู้ เงิน และกำลัง อย่างเหมาะสม

เมื่ออ่านจบก็ทำให้มองเห็นภาพรวมของสังคมร่วมสมัยได้ไม่ยาก และทำให้เข้าใจได้มากขึ้นว่าอำนาจนั้นอยู่ในมือใครบ้าง และอย่างไร

อัลวินเป็นผู้เชี่ยวชาญในการคิดคำใหม่ขึ้นมาใช้ ตอนที่เขาเขียนหนังสือคลื่นลูกที่สาม เขาใช้คำว่า globalization แต่ภาษาไทยยังไม่มีคำว่าโลกาภิวัฒน์ จึงจะเห็นคำแปลที่่ว่า เป็นไปทั้งโลกอยู่ทั่วไป เมื่อเขาเขียนหนังสือเล่มใหม่ คำว่าสังคมความรู้ ก็เป็นคำใหม่ที่เขาเสนอขึ้นมา

วาทกรรมเรื่องสังคมความรู้นั้นกำลังก่อให้เกิดความสับสนในสังคมไทยพอควร เพราะ นัยยะสังคมความรู้ของทางตะวันตกนั้น เป็นที่มาของอำนาจ ซึ่งจะนำมาซึ่งความมั่งคั่งในท้ายที่สุด ทั้งนี้ความผาสุกของสังคมโดยรวมนั้นกลับเป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามโดยปริยาย อัลวินเองก็ออกจะยอมรับข้อบกพร่องในการมองโลกแง่ดีของตนในแง่นี้ เขาจึงได้เขียนหนังสือ สงครามและสันติภาพ ออกมาอีกเล่ม โดยมีเนื้อหากล่าวเตือนว่า หากมีการใช้อำนาจที่ก่อให้เกิดความตึงเครียดบีบคั้น โลกก็จะสูญเสียความสมดุล ก่อให้เกิดสงครามและความขัดแย้งไม่มีสิ้นสุด คำกล่าวเตือนของเขาเป็นจริงหรือไม่นั้น ก็ขอให้พิจารณาว่าช่วงปีที่ผ่านมา มนุษย์โลกต้องผจญกับสงครามทั้งที่ประกาศและไม่ประกาศ โดยเหตุแห่งการใช้อำนาจอันไม่ชอบธรรมมาแล้วกี่ครั้ง

สารบัญ

ภาคที่ ๑ อำนาจในความหมายใหม่

บทที่ ๑ ยุคสมัยแห่งการเคลื่อนย้ายอำนาจ
บทที่ ๒ กล้ามเนื้อ เงินตรา และมันสมอง

ภาคที่ ๒ ชีวิตในระบบเศรษฐกิจแบบอภิสัญลักษณ์

บทที่ ๓ เบื้องหลังความหวือหวา
บทที่ ๔ กำลัง-อำนาจของยากูซ่า
บทที่ ๕ ความมั่งคั่ง: มอร์แกน มิลเกน และหลังจากนั้น
บทที่ ๖ ความรู้ รูปแบบใหม่ของความมั่งคั่ง
บทที่ ๗ ลัทธินิยมวัตถุ
บทที่ ๘ ที่สุดของสิ่งทดแทน

ภาคที่ ๓ สงครามสารสนเทศ

บทที่ ๙ สงครามที่เคาน์เตอร์คิดเงินในซุปเปอร์มาร์เก็ต
บทที่ ๑๐ ความฉลาดจากภายนอก
บทที่ ๑๑ อำนาจสุทธิ
บทที่ ๑๒ สงครามมาตรฐาน
บทที่ ๑๓ วิศวกรและตำรวจบนไฮเวย์อิเล็กทรอนิกส์
บทที่ ๑๔ สงครามสารสนเทศเบ็ดเสร็จ

ภาคที่ ๔ อำนาจในองค์กรแบบยืดหยุ่น

บทที่ ๑๕ การล่มสลายของระบบช่องเก็บของ
บทที่ ๑๖ องค์กรแบบยืดหยุ่น
บทที่ ๑๗ โครงสร้างแบบองค์กรยืดหยุ่น
บทที่ ๑๘ กฎเกณฑ์ใหม่ของการทำงาน
บทที่ ๑๙ ชิ้นส่วนอำนาจ
บทสรุป ระบบใหม่ในการสร้างความมั่งคั่ง

ภาคที่ ๕ การเคลื่อนย้ายของอำนาจการเมือง

บทที่ ๒๐ อนาคตของประชาธิปไตยมวลชน
บทที่ ๒๑ พรรคที่มองไม่เห็น
บทที่ ๒๒ อินโฟ-แท็คติค
บทที่ ๒๓ เมตะ-แท็คติค
บทที่ ๒๔ ตลาดงานจารกรรม
บทที่ ๒๕ วาระด้วยสารสนเทศ
บทที่ ๒๖ ผู้สร้างจินตภาพ
บทที่ ๒๗ สื่อแห่งการโค่นล้มอำนาจ
บทที่ ๒๘ ชนรุ่น "สกรีนนีย์"
บทสรุป เสียงเรียกร้องการกลับมาของยุคมืด

ภาคที่ ๖ การเคลื่อนย้ายอำนาจโลก

บทที่ ๒๙ ปัจจัย "เค"
บทที่ ๓๐ ประเทศเร็วกับประเทศช้า
บทที่ ๓๑ เมื่อสังคมนิยมปะทะกับอนาคต
บทที่ ๓๒ อำนาจแห่งความสมดุล
บทที่ ๓๓ สามเส้าอำนาจ: โตเกียว-เบอร์ลิน-วอชิงตัน
บทที่ ๓๔ นักล่าอำนาจระดับโลก
บทสรุป เสรีภาพ คำสั่ง และโอกาส

เกี่ยวกับผู้เขียน

อัลวิน และ ไฮดี ทอฟเลอร์ - Alvin and Heidi Toffler

นักคิดที่มีชื่อเสียง นับตั้งแต่หนังสือฟิวเจอร์ช็อคของเขาถูกตีพิมพ์ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ หนังสือของเขาได้รับการตีพิมพ์มากกว่า ๕๐ ประเทศทั่วโลก ความคิดของเขามีอิทธิพลต่อผู้คนร่วมสมัย

เขาเคยเป็นผู้สื่อข่าวในวอชิงตัน เคยใช้ชีวิตเป็นคนงานในโรงงานผลิตรถยนต์ โรงงานเหล็ก และโรงงานอุตสาหกรรมอื่น ๆ เป็นเวลาถึง ๕ ปี ก่อนที่จะมาิเป็นอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยคอร์แนล และเป็นสมาชิก American Association for the Advancement of Science

หนังสือของเขาส่วนใหญ่เขียนร่วมกับไฮดี ผู้เป็นภรรยา ได้รับรางวัลทั้งในสหรัฐอเมริกา จีน และฝรั่งเศส ในฐานะวรรณกรรมดีเด่นด้านการบริหาร

 ที่มา http://www.geocities.com/siamintellect/writings/b_powershift.htm

วันนี้แอมมี่ได้อ่านสรุปหนังสือชื่อ "ห้องเรียนผู้นำของฮาร์วาร์ด (Leadership Can Be Taught)" เขียนโดย Sharon Daloz Parks แปลโดย ดร.ปัญญาลักษณ์ อุดมเลิศประเสริฐ และเรียบเรียงโดย ประสิทธิ์ชัย วีระยุทธวิไล ที่สรุปและเก็บประเด็นจากหนังสือเอาไว้โดยคุณไชยยศ ปั้นสกุลไชย เห็นว่าวิธีการเรียนการสอนน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะแอมมี่ก็สอนวิชานี้อยู่ด้วยในระดับมหาวิทยาลัย และสอนวิชา Advance Leadership ให้กับผู้บริหารระดับสูงขององค์กรขนาดใหญ่หลายแห่ง  จึงน่าจะเอาไปลองปรับใช้ดูบ้าง

 

สรุปหนังสือ ดังนี้ค่ะ

หนังสือเล่มนี้ถ่ายทอดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนวิชา PAL 101 ซึ่งเป็นวิชาที่ว่าด้วยภาวะผู้นำ ที่สอนโดย ศาสตราจารย์ โรนัลด์ ไฮเฟทซ์ แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและได้รับการประเมินผลการสอนยอดเยี่ยมในหลายภาคการศึกษา  และยังเป็นหนึ่งในรายวิชาที่มีผู้ลงทะเบียนเป็นจำนวนมากเป็นพิเศษ 

 

สิ่งที่แตกต่างของวิธีการสอนวิขานี้กับวิธีอื่น ๆ ก็ คือ การใช้ผู้เรียนเป็นตัวดำเนินเรื่อง หรือเป็น กรณีศึกษาเฉพาะตัว” โดยมีอาจารย์เป็นเหมือนผู้กำกับเวทีทีนักแสดง หรือผู้เรียนจะแสดงออกมาตามสิ่งที่ผู้กำกับกระตุ้นให้เรื่องราวถูกดำเนินไป

สิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์.ในการเรียนด้วยตนเองและยังเป็นการแสดงออกถึงบทบาทที่แท้จริงของพวกเขาที่มีต่อกลุ่ม

การนำสัญลักษณ์ ภาษา คำเปรียบเปรยมาเป็นเครื่องมือเพื่อช่วยจดจำถือเป็นกลยุทธ์ที่สามารถใช้อย่างได้ผลทีเดียว

หนังสือเล่มนี้ได้หยิบหยกคำอุปมาอุปไมยที่น่าสนใจหลายต่อหลายคำ เช่น เทคนิคการมองปัญหาอย่างถ่องแท้ด้วยการคำว่า “การมองลงมาจากระเบียง ซึ่งเปรียบเสมือนกับการที่เรามองปัญหาจากมุมอื่นหรือจากสิ่งที่สูงกว่า จึงทำให้เห็นปัจจัยต่างๆ ได้อย่างครบถ้วนยิ่งขึ้น

หรือ “ลานเต้นรำ” ที่เปรียบได้กับเหตุการณ์ที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่และอาจสังเหตเห็นเพียงแค่คู่เต้นรำของเราเท่านั้น การรับรู้ถึงความเป็นไปที่แท้จริงอย่างรอบด้านถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่าหนึ่งในการเป็นผู้นำทุกๆ ระดับสถานการณ์ และองค์กรไม่ว่าใหญ่หรือเล็กหรือแม้กระทั่งปัจจเจกบุคคลก็ตาม

ศาสตราจารย์ ไฮเฟทซ์ ยังได้สอนให้เราปรับทัศนคติว่าผู้นำนั้นเป็นเหมือนกับศิลปินที่กำลังถ่ายทอดงานของพวกเขาออกมา ซึ่งเมื่อศิลปินฝึกฝนศิลปะมากขึ้นเท่าใดความชำนาญก็จะเกิดมากขึ้นเท่านั้น  เนื่องจากการเรียนภาวะผู้นำที่ฮาร์วารด์นี้มุ่งเน้นสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เรียน

ผู้ที่ผ่านหลักสูตรภาวะวิชาผู้นำซึ่งสอนโดย ศาสตราจารย์โรนัลด์ ไฮเฟทซ์ ต่างลงความเห็นว่าหลักการดังกล่าวสามารถสร้างภาวะผู้นำที่ดีได้จากการฝึกด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงานต่างก็สังเกตเห็นถึงพัฒนาการด้านภาวะผู้นำที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นด้วย

ในการสอนแบบกรณีศึกษาเฉพาะตัวที่ไฮเฟทซ์ และทีมงานได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้เป็นรูปแบบและวิธีการสอนในฮาร์วาร์ด อาทิ การสัมมนาการจำลองเหตุการณ์ การเสนอแนวความคิดและทัศนคติ (ผ่านรูปแบบการสอน การอ่าน และภาพยนตร์) การสนทนาพูดคุย การฝึกหัด การทดลอง ซึ่งจะเป็นการสะท้อนความคิดอย่างมีระบบ

การเรียนรู้ด้วยวิธีการใช้กรณีศึกษาเฉพาะตัวนั้น ริเริ่มที่ภาควิชากฎหมายและบริหารธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจถึงสถานการณ์และข้อมูลประกอบที่สำคัญ ในการตัดสินแนวคิดต่างๆ และสามารถจินตนาการถึงประสบการณ์ทำงาน ซึ่งพวกเขายังไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสมาก่อน

เป็นที่พูดกันในแวดวงการศึกษาถึงการศึกษาว่ามนุษย์โดยเฉพาะผู้ใหญ่นั้น สามารถเรียนรู้ได้ดีที่สุดจากการที่พวกเขาได้สัมผัสด้วยประสบการณ์ตนเอง

ดังนั้นกรณีศึกษาแบบเดิม ๆ ซึ่งเกิดจากการรับรู้ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง (ของคนอื่นนั้น)  แต่ไม่ใช่จากประสบการณ์จริงของผู้เรียนนั้น ทำให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์จากพฤติกรรมเดิม ๆ ที่ผู้อื่นกระทำมาในอดีต

สำหรับการเรียนการสอนแบบกรณีศึกษาเฉพาะตัวนั้น ต้องการให้ผู้เรียนได้รับรู้และใช้ประสบการณ์ตรงที่ตัวเขาเองได้สัมผัสถึงอย่างเข้มข้น

ตัวอย่างภาพการสอนวิชา Sustainable Happiness ที่ Harvard

การสอนกรณีศึกษาเฉพาะตัว ในวิชาภาวะผู้นำ มีจุดประสงค์เพื่อสร้างสะพานข้ามไปสู่เส้นทางแห่งประสบการณ์ด้วยตนเอง แม้ว่าบางแง่มุมจะตรงกับความคาดหวังของผู้เรียนอยู่แล้ว

แต่กลไกอื่นๆ ก็ยังจะช่วยสร้างสรรค์รูปแบบของพื้นที่ในสตูดิโอให้เป็นพื้นที่แห่งการฝึกหัดทดลอง ปฏิบัติและเรียนรู้ เปรียบเสมือนสถานทีที่เฉดสีเทาทั้งหลายปรากฏให้เห็น ราวกับว่านักศึกษากำลังวาดความใฝ่รู้ และพฤติกรรรมทั้งหลายของผู้นำลงบนผืนผ้าของพวกเขา

          ประสบการณ์และความพร้อมสามารถสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนในหมู่ผู้เรียน ดังนั้นส่วนหนึ่งของสิ่งที่จะเกิดขึ้นที่นี่จึงขึ้นอยู่กับความแน่วแน่ของคนๆ นั้นในการที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์ของพวกเขาเองบนพื้นฐานความพร้อมของแต่ละคน ตัวอย่างเช่นการสอนกรณีศึกษาเฉพาะตัว มุ่งเน้นที่จะนำมาซึ่งการกระทำและการสะท้อนความเป็นอยู่ของแต่ละคนพร้อมๆ กัน ตั้งแต่เริ่มต้นการเรียน นักศึกษาจะถูกสอนให้มองชั้นเรียนให้เหมือนระบบสังคมระบบหนึ่งที่พวกเขาเป็นสมาชิก

ส่วนห้องทดลองสตูดิโอก็เป็นที่ซึ่งพวกเขาสามารถฝึกหัดการเป็นผู้นำ และเรียนรู้จากการทดลองเหล่านั้นไดสะพานข้ามเส้นทางแห่งประสบการณ์ด้วยตัวเอง

 

สรุปได้ว่า การสอนวิชาภาวะผู้นำที่ฮาร์วาร์ด โดย ศาสตราจารย์ โรนัลด์ ไฮเฟทซ์  ต้องการให้หลักคิดและแนวทางกับผู้สอนและผู้เรียนเรื่องภาวะผู้นำ ไว้ดังนี้ คือ

-          การคิดแบบผู้นำมิได้เป็นไปในรูปแบบเดิม ๆ ที่ว่า ผู้นำนั้นเกิดขึ้นมาพร้อมกับบุคคลนั้นๆ หรือเป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวมา” แต่การฝึกความเป็นผู้นำจะต้องเริ่มจากความคิดที่ว่า ผู้นำนั้นเรียนรู้และฝึกฝนกันได้

-          แท้จริงแล้วองค์กรหรือสังคมต้องการผู้นำที่สามารถนำพาพวกเขาก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก มิใช่เพียงผู้นำแบบบังคับบัญชาหรือสั่งการสิ่งต่าง ๆ

-          การปรับทัศนคติเกี่ยวกับการเรียนรู้ภาวะผู้นำนั้นอาจใช้วิธีการง่ายๆ ด้วยการเปรียบเทียบ “ภาวะผู้นำ เหมือนดัง ศิลปะซึ่งเมื่อได้รับการฝึกฝนยิ่งมากเท่าใดก็จะเกิดความชำนาญมากขึ้นเท่านั้น

-          การใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองหรือในที่นี้เราเรียกว่า “กรณีศึกษาเฉพาะตัว เป็นการเรียนรู้พินิจพิเคราะห์ต่างๆ ที่พวกเขาได้กระทำไปแล้วไม่ว่าจะล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จซึ่งพวกเขาก็จะได้เรียนรู้ถึงพฤติกรรมของตนที่ผ่านมาว่าเป็นเหตุแห่งผลนั้นหรือไม่ การเรียนวิชาด้านภาวะผู้นำหรือธุรกิจโดยทั่วไปนั้นมักจะมีการอ้างอิงถึง กรณีศึกษาเช่นเดียวกัน แต่กรณีดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องไกลตัว และอาจจะมีข้อมูลไม่ครบถ้วนเช่นกรณีศึกษาเฉพาะตัวที่เกิดขึ้นจริง

 

หวังว่า คงจะได้ประโยชน์และลองเอาไปใช้กันนะคะ ^^

 

 

Jim Collins - Good to Great

posted on 16 Jan 2009 06:50 by leadership in Book-Reviews

แอมมี่ ติดตามดูรายการของคุณชาลี โรส (Charlie Rose) อยู่บ่อยๆ ซึ่งมักจะสัมภาษณ์บุคคลสำคัญๆ ของสหรัฐอเมริกาไม่ว่าจะเป็นดารา  นักการเมือง  นักธุรกิจ  ศาสตราจารย์ หรือนักเขียนมากมาย  เพราะแนวการสัมภาษณ์ในรายการ มักจะเป็นการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก  ซึ่งจะทำให้เข้าใจตัวตน การก่อความคิด  หรือสาเหตุที่มาที่ไปของการแสดงความคิดเห็นในเรื่องนั้นๆ ของบุคคลผู้ถูกสัมภาษณ์อย่างชัดเจน

ช่วงเบรคจากการเรียน แอมมี่ ลงมืออ่านหนังสือ 2 เล่ม คือ Built to Last และ Good to Great ของศ.จิม คอลลินส์ (Jim Collins) อย่างจริงจังอีกรอบหนึ่ง  เนื่องจากว่า ตอนที่เรียนก็ทำได้แต่อ่านผ่านๆ และจับประเด็นความสำคัญ  แต่ไม่ได้ทำความเข้าใจที่มาที่ไปของงานวิจัยระดับคลาสสิคทั้งสองชิ้นนี้  ผู้ที่สนใจอยากจะอ่านเรื่องย่อ ภาษาไทยก็ลองคลิกเข้าไปที่  Built to Last (เรื่องย่อ) และ Good to Great (เรื่องย่อในแนว KM) (สนับสนุนให้อ่านจากต้นฉบับภาษาอังกฤษเพราะจะได้อรรถรสมากกว่าค่ะ ^^)

ขอบคุณ Youtube ที่เราสามารถดูรายการ (ฟรี) ที่่มีประโยชน์ ข้ามโลก มาเสริมสร้างปัญญาอันน้อยๆ ของเราได้ 

Jim Collins ให้สัมภาษณ์ในรายการของ Charlie Rose

 

คุณ Conductor สรุปไว้น่าฟังเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ว่า "หนังสือเป็นการศึกษาบริษัทที่ยิ่งใหญ่ของสหรัฐว่ามี ลักษณะอะไรที่ร่วมกันในการรักษาให้กิจการดำเนินไปได้เป็นห้าสิบปี-ร้อยปี  ผ่านร้อน-ผ่านหนาว ถ่ายทอดความสำเร็จผ่านผู้บริหารหลายรุ่น

ข้อสรุปหลักของหนังสือสรุปอยู่ในรูป Figure I.A ซึ่งพูดถึงความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลงของบริษัทที่ยิ่งใหญ่ (Continuity and Change in Visionary Companies) เป็นรูปหยิน-หยาง ครึ่งหนึ่งเป็น "รักษา" (Preserve Core Values; Preserve Core Purpose) อีกครึ่งหนึ่งเป็น "เปลี่ยนแปลง" (Change Cultural & Operating Practices; Change Specific Goals & Strategies) ทั้งหมดมีความหมายว่า Preserve the core, but stimulate progress"  และ Myth สำคัญ 12 ข้อ ที่ไม่มีอยู่ในหนังสือภาษาไทย

Myth 1. It takes a great idea to start a company

Reality 1. Few visionary companies started with a great idea. Many companies started without any specific ideas (HP and Sony) and others were outright failures (3M). In fact a great idea may lead to road of not being able to adapt.

Myth 2. Visionary companies require great and charismatic visionary leaders

Reality 2. A charismatic leader is not required and, in fact, can be detrimental to a company's long-term prospects.

Myth 3. The most successful companies exist first and foremost to maximize profits

Reality 3. Not true. Profit counts, but is usually not at the top of the list.

Myth 4. Visionary companies share a common subset of "correct" core values

Reality 4. They all have core values, but each is unique to a company and it's culture.

Myth 5. The only constant is change

Reality 5. The core values can and often do last more then 100 years.

Myth 6. Blue-chip companies play it safe

Reality 6. They take significant bet the company risks.

Myth 7. Visionary companies are great places to work, for everyone

Reality 7. These companies are only great places to work if you fit the vision and culture.

Myth 8. Highly successful companies make some of their best moves by brilliant and complex strategic planning.

Reality 8. They actually try a bunch of stuff and keep what works.

Myth 9. Companies should hire outside CEOs to stimulate fundamental change

Reality 9. Most have had their change agents come from within the system.

Myth 10. The most successful companies focus primarily on beating the competition.

Reality 10. They focus on beating themselves.

Myth 11. You can't have your cake and eat it too.

Reality 11. Decisions don't have to either or, but can be boths.

Myth 12. Companies become visionary primarily through "vision statements".

Reality 12. Vision is not a statement it is the way you do business.

Myth ทั้ง 12 อันสำคัญมาก ก็เพราะว่าทั้ง 12 ประเด็นมาจากงานวิจัยสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต (เวลาเรามองย้อนไปเพื่อหาเหตุผล ก็จะพบเหตุผลที่ดีเสมอ) myth ทั้ง 12 อันเป็นข้อสรุปจากเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกับบริษัทที่ยิ่งใหญ่หลายแห่ง

แต่เหตุที่ผมเห็นว่ามันสำคัญมาก คือ

  1. ความสำเร็จของบริษัทที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ ไม่ได้มีมาตั้งแต่ต้น หากแต่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของคนจำนวนมาก ที่จะทำให้องค์กรสามารถบรรลุเป้าประสงค์
  2. บริษัทที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ ให้ความสำคัญกับสาระ มากกว่ารูปแบบ
  3. องค์กรจะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้ ก็ต้องไม่ยอมให้เรื่องขี้วัว (bullsh!t) เกิดขึ้น
  4. Myth เหล่านี้ เป็นแรงบันดาลใจอย่างดี สำหรับพวกที่หัวใจอ่อนแอ (พวกที่ชอบตั้งเงื่อนไข)"

เห็นด้วยมั๊ยคะ เพื่อนๆ ^^

อีกครั้งค่ะ หนังสือเล่มนี้น่าอ่านมากๆ เพราะพูดถึงเรื่อง ภาวะผู้นำระดับ 5  เรื่องคนทำงาน  เรื่องแนวคิด  เรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กร  และสุดท้ายการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นตัวช่วยเร่ง (แต่ไม่ใช่เป็นกลยุทธ์หลักซะทีเดียว)

อ่านแล้วได้อะไรกลับไปใช้ประโยชน์มากมาย   ชอบค่ะ

 

โดย แอมมี่

Cover of Deadheads: 2500 Headwords (Oxford Bookworms Library) by Reginald Hill  
หนังสือ Deadheads และดีวีดี ซีรีส์ ดาลซีเอล & พาสโค
 

เมื่อวานเพื่อนๆ หยิบหนังสือเล่มนี้ส่งให้ แล้วบอกว่า ไหนช่วยอ่านให้หน่อยแล้วมา discuss กัน

อ่านจบแล้วก็ไปเสิร์ชหาข้อมูลต่อในเน็ต พบว่า ผู้เขียน เรจินัล ฮิล (Reginald Hill) ได้เขียนหนังสือประเภทฆาตรกรรมสืบสวนสอบสวนซีรีส์นี้มาหลายเล่มแล้วค่ะ  แล้วยังถ่ายทำเป็นซีรีส์ละครทางโทรทัศน์ออกทางสถานีโทรทัศน์ BBC อีกด้วย (แสดงว่าน่าจะดังพอสมควร)  นักวิจารณ์บางท่านถึงขนาดกล่าวว่า ฮิลเป็นนักเขียนนิยายแนวฆาตรกรรมสืบสวนสอบสวนที่เก่งที่สุดในอังกฤษที่ยังมีชีวิตอยู่ทีเดียว

ทั้งหนังสือและละคร (ซึ่งเป็นเล่มที่ 7 ของซีรีส์นี้)  เป็นเรื่องของตัวละครเอกสองคู่หูคือ Andrew (ชื่อเล่น Andy) Dalziel (ดาลซีเอล) ตำรวจหัวหน้านักสืบและ Peter Pascoe (พาสโค) นักสืบ แห่งเมืองยอร์คไชร์ (Yorkshire) จะต้องไปสืบเรื่องที่ เจ้าของบริษัทขายเครื่องสุขภัณฑ์ Perfect Co. คือ ริชาร์ด Richard (ชื่อเล่น แดนดี้ Dandy หรือ ดิ๊ก Dick) เอลกู๊ด Elgood มาแจ้งว่า เค้าสงสัยว่าเพื่อนร่วมงานของเขาชื่อ แพทริค อัลเดอร์แมน(Patrick Aldermann) เริ่มเขี่ยเพื่อนๆออกไปทีละคน และตอนนี้ก็อาจจะเป็นเค้า  โดยเริ่มจากการที่ตะเกียงระเบิดแตกต่อหน้าต่อตาและประตูโรงรถเกือบจะเลื่อนปิดทับเค้า  ซึ่งพาสโคก็เริ่มสืบจากตรงนี้  แล้วก็เริ่มต้นค้นหาว่า ชายที่รักดอกกุหลาบคนนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตาย 7-8 กรณีหรือไม่ และทำไมผู้คนรอบๆตัวเค้าถึงค่อยๆตายลงทีละคน แล้วการตายทุกกรณีดูเหมือนจะเป็นการตายโดยอุบัติเหตุหรือเหตุบังเอิญทั้งสิ้น

หนังสือเริ่มจากบทแรก คุณนายฟลอเร๊นซ์ Florence (ชื่อเล่น ฟลอ Flo) ซึ่งเป็นป้าของแพทริค กำลังใช้กรรไกรคมกริบตัดดอกกุหลาบที่แห้งคาต้น (Deadheads) ออกจากก้าน ปากก็สอนว่า "ตัดดอกเหี่ยวแห้งทิ้งไปซะ ดอกใหม่ๆ จะได้เติบโตขึ้นมาได้" ซึ่งประโยคนี้ถูกย้ำหลายครั้งมากในหนังสือ (และก็เป็นชื่อเรืองด้วย) บทแรกเล่าเหตุการณ์ชัดเจนว่า แพทริค (ที่อายุเพียง 11 ปี) ปล่อยให้ป้าตายอย่างไร และผู้เขียนน่าจะกำลังบอกถึงจุดเริ่มต้นของการเริ่มต้นฆ่าของแพทริค  ฉากคล้ายกันนี้ กลายมาเป็นฉากจบในบทสุดท้าย ที่นายแพทริคใช้กรรไกรคมกริบ (ไม่รู้ด้ามเดียวกันหรือเปล่า) ตัดกุหลาบดอกเหี่ยวออกจากต้นแล้วปากก็สอนลูกชาย เดวิด (David) ด้วยประโยคเดียวกัน (น่ากลัวจริงๆ)

เมื่อโตขึ้น แพทริค ทำงานเป็นนักบัญชี และภรรยาของเขา แดฟเน่ (Daphne)  กลายมาเป็นเพื่อนซี้กับ  แอลลี่ (Ellie) ภรรยาของนักสืบพาสโค  เรื่องของเหตุบังเอิญหรือ co-incident นี้ (บางทีก็ใช้คำว่า เดจาวู dejavu) ยังมีอีกว่า แม่ของแพทริค หรือ เพนีโลปี (Penelope หรือชื่อเล่น เพนนี Penny) กลับกลายเป็นเพื่อนเก่าโรงเรียนเดียวกันกับนายตำรวจดาลซีเอล (สุดท้ายก็นอนด้วยกัน)  แดฟเน่เป็นชู้กับดิ๊ก  และดิ๊กเจ้าของบริษัทวัย 60 ปี ก็นอนกับ

นายแพทริค ผู้หิวเงินสามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง เพื่อกำจัดผู้ขัดขวางหนทางก้าวหน้าของเค้า รวมทั้งในที่สุดก็สามารถกำจัดเจ้านายอย่างเอลกู้ดออกไปให้พ้นทางได้อย่างแนบเนียน (สวยงาม เป็นระเบียบ เหมือนกับที่เค้าดูแลสวนกุหลาบโรสม้อนท์)

เนื้อเรื่องย่อ แอมมี่เล่าให้ฟังคร่าวๆ ในห้องแล้ว  ถ้าใครสงสัยเรื่องอื่นๆ ถามมาได้นะคะ

Yorkshire cops Dalziel and Pascoe (A Killing Kindness, Ruling Passion) make a welcome return here - but, with the killer out-front throughout, this is more a black-comic entertainment than a murder-mystery. A prologue shows us little Patrick Aldermann secretly triggering his Auntie Florence's fatal heart attack; then it's 20 years later, and Patrick is a rising accountant at the Perfects Co. (bathroom fixtures). Has Patrick, in fact, murdered several people to get near to the top? So believes his boss Dick Elgood, who confides in Inspector Pascoe. Indeed, the more that Pascoe looks into Patrick's past, the more suspicious deaths he finds: virtually anyone who stood in Patrick's way (about anything) soon had a fatal accident. And it now seems likely that Elgood (who's dallying with Patrick's wife Daphne) is the next target - but the cops can't yet make an arrest: too little hard evidence. . . not to mention some complicating personal relationships. (Daphne is chums with Pascoe's wife Ellie; fat old Dalziel is sleeping with Patrick's mum Penelope!) With a nice, low-key fadeout and a botanical motif throughout: sly, tart British crime-entertainment - uncompelling, a bit overextended, but drily engaging. (Kirkus Reviews)

หนังสือเล่มปกอ่อนนี้ เค้าเขียนใหม่มาเพื่อให้ใช้เรียน เหมือนเป็นหนังสืออ่านนอกเวลานะคะ เล่มจริง (400 กว่าหน้า) น่าจะใช้ภาษา ผูกปม ซ่อนเงื่อนได้สนุกกว่านี้  (เล่มปกอ่อนนี้ อ่านไปหลับไป ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงกว่าจะจบ แปลว่า ภาษาน่าเบื่อมาก อิ อิ เมื่อเทียบกับ แฮรี่ พอตเตอร์ 700 กว่าหน้าที่ใช้เวลาอ่าน ชิว ชิว 7 วันจบ)

ส่วนตัว แอมมี่ชอบ อกาธา คริสตี้ หรือเอียน เฟลมมิ่งมากกว่า หากเป็นหนังสือแนวนิยายสืบสวนสอบสวน แต่อ่านมากๆ เข้า ก็เดาทางได้ถูกเหมือนกัน  ยังไงก็แล้วแต่ ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนทุกคนนะคะ

สู้ สู้ค่ะ ^^

หนังสือออกแล้วจ้า

ใช้เวลารวบรวมข้อมูลจากประสบการณ์ตรง = เวลาที่อยู่อเมริกา (10 ปี)

ใช้เวลาเริ่มเขียน รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ สังเคราะห์ 2 ปี ---> หนูจะได้ดุษฎีนิพนธ์ดีเด่นมั๊ยเนี่ย (แอบฝันเฟื่อง^^)

 

สุดยอดคัมภีร์เรียนต่ออเมริกา (Studying in USA)

                  “อเมริกา” เป็นประเทศต้นๆ ที่คนทั่วโลก เลือกที่จะไปเรียนต่อ อาจเป็นด้วยเหตุที่ว่าเขาล้ำหน้ากว่าใครในด้านการศึกษาก็เป็นได้ มหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลกก็ล้วนอยู่ที่นั่น ไม่แปลก ที่ใครๆ ก็ใฝ่ฝันอยากไปเรียน
                  แต่กว่าจะได้ไป คนที่ตั้งใจเต็มร้อยก็เกือบท้อ ในกรณีที่เตรียมตัวไปเรียนด้วยตัวเอง ไม่มีเอเย่นต์คอยช่วยเหลือตระเตรียมเอกสาร แนะนำการเดินทาง ตลอดจนถึงการปฏิบัติตัว เพราะมีสารพัดขั้นตอนและเรื่องจุกจิกที่ควรรู้ เริ่มตั้งแต่การหามหาวิทยาลัย การสอบโทเฟล การยื่นขอวีซ่า การเตรียมกระเป๋า การต่อเครื่องที่สนามบิน การตอบคำถามอิมมิเกรชั่น เป็นต้น
                หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือแนว How-To ใช้ภาษาง่ายๆ ที่แนะนำทุกขั้นตอนที่ต้องทำก่อนไปเยือนแผ่นดินอเมริกา และเป็นหนังสือที่ต้องพกพา เป็นคู่มือที่ต้องพลิกอ่าน ด้วยข้อมูลจริงที่ทันสมัยที่สุดในยุค 2008 นี้ จะเป็นแนวทางให้ผู้ที่ต้องการคำแนะนำพื้นฐานในการเริ่มต้นเตรียมตัวเองเพื่อไปสหรัฐอเมริกา แล้วคุณจะรู้ว่า การไปเรียนอเมริกาน่ะเรื่องหมูๆ

ชื่อหนังสือ :     สุดยอดคัมภีร์ เรียนต่ออเมริกา (Studying in USA) 
หมวด :           การศึกษา/ประสบการณ์ชีวิต
ผู้เรียบเรียง :    พี่แอมมี่
ราคา :            185 บาท
จำนวนหน้า :   224 หน้า
ISBN:             978-974-303-960-7
จัดจำหน่ายโดย : บริษัท บิสซี่เดย์ จำกัด โทร. 0-2632-7972-4  และตามร้านหนังสือทั่วประเทศ