Crisis-Management

หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นฉบับวันนี้ เผยแพร่รายงานข่าวโดยแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อระบุว่า ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ทหารอาวุโสพม่าหลายนายถูกปลด หลังมีการเผยแพร่ภาพของ “อุโมงค์ลับในพม่า” ใกล้กับกรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงใหม่ของพม่า ห่างไปทางเหนือของย่างกุ้ง 450 กิโลเมตร ที่สร้างโดยผู้เชี่ยวชาญเกาหลีเหนือ ระหว่างปี 2003-2006

ทำให้เจ้าหน้าที่ข่าวกรองพม่าได้เริ่มการสอบสวนครั้งใหญ่ และได้สัมภาษณ์ผู้ใกล้ชิดกับพลโทขิ่น ยุ่น อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองเพื่อสืบว่า ใครเป็นผู้เปิดเผยโครงการลับนี้มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยหลายคน รวมถึงผู้สื่อข่าวซึ่งอาจเข้าถึงภาพและเอกสารเหล่านี้ด้วย

รายงานข่าวระบุว่าภาพนี้ ปรากฎครั้งแรกใน “เยล โกลบอล ออนไลน์”(Yale Global Online) เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน สร้างความประหลาดใจให้กับนักการทูตในกรุงเทพฯ ขณะที่หน่วยงานข่าวกรองของไทยยืนยันว่า มีอุโมงค์นี้จริง แต่ไม่ได้แสดงความวิตกในเรื่องนี้ แหล่งข่าวชี้ด้วยว่า ผู้นำรัฐบาลทหารพม่ากลัวถูกโจมตีจากต่างประเทศ จึงสร้างสถานที่หลบซ่อนใต้ดิน ปัจจุบัน ยังไม่แน่ชัดว่า ผู้วชาญเกาหลีเหนือได้รับค่าจ้างในรูปแบบไหน อาจเป็นรูปแบบอาหารหรือสินค้า เพราะพม่าเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรมีค่า และผลผลิตทางการเกษตร

ที่มาจากสำนักข่าวเนชั่น

 


และจากลิ้งค์นี้ค่ะ http://dek-d.com/board/view.php?id=1372833
มีแผนที่อุโมงค์ให้ดูด้วย  อุโมงค์ชื่อ "กระดองเต่า" สร้างไว้ 800 แห่ง สามารถจุคนได้ถึง 600 คน  มีอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกพร้อม  แต่ที่น่าสงสัยคือ  สถานีฐานใหญ่ๆ มีกว่า 50 แห่ง  แต่ใกล้ประเทศไทยถึง เกือบ 40 แห่ง

เอ ... หรือ พม่าจะขุดอุโมงค์ไว้หนีน้ำท่วมโลก

แล้วในฐานะผู้นำ  เราจะทำยังไงกันดีคะเนี่ย ??

Chonburi Tourist Visa

posted on 27 Apr 2009 22:16 by leadership  in Crisis-Management

เขียนโดย  แอมมี่

ที่จริงเรื่องนี้แอมมี่เขียนไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปีที่แล้ว ในบล็อคของทรูไลฟ์  และช่วงนี้เห็นว่า เมืองพัทยาและชลบุรีพยายามจะพัฒนาการท่องเที่ยว  หวังว่า อาจจะช่วยได้บ้างนะคะ

(ขออภัยผู้อ่านด้วยค่ะ เพราะต้นฉบับที่เขียนนั้นเขียนเป็นภาษาอังกฤษ การแสดงความคิดเห็นก็อาจจะแรงไปบ้างแต่ด้วยเจตนาที่ดีจริงๆ หวังว่าคงไม่ว่ากัน ... ส่วนใครจะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมก็ยินดีเลยค่ะ ^^)

Do you know that you need visa to go to Chonburi???? 

Yes, I am talking about “Chonburi Tourist Visa” (CTV)

 
Let me get this right.  It is the tourist discount card costing 100 Baht which you can save from 10-50% on the entrance fee or discount from over 50 tourist places such as attractions, activities, shows, restaurants, stores, and accommodations.  And you can get the card from the Tourist Authority of Thailand (TAT) in Pattaya, the TAT centre Bangkok, and any of the venues of the associate members.  Tourists can use the card once a day everyday until it expires on 31 December 2009.  One card can save fees or discount for up to 4 people.





It’s brilliant!!!  But, unfortunately, only Thai citizens can purchase this card.


Now that’s ridiculous!!!             

Honestly I shouldn’t complain because I am Thai.  But most major tourist cities I had visited in the past few years were definitely promoting this kind of discount card in many varieties of ways.  
 

In Munich, Germany, the discount card is called “The München Welcome Card” that visitors can use for free travel by MVV transport in the designated area as well as up to 50% saving on admission fees to 35 attractions.  
 

In Paris, France, there are 2 similar discount card; “ParisVisite” and “The Paris Pass”.  ParisVisite is a discount card to some attractions with unlimited rides on transportation system.  While the Paris Pass is a saving card that once you buy, you can use for free entry to over 60 sights and attractions, special offers and benefits at selected restaurants and shops, free use of public transportation.  
 

Chicago
, IL, USA has 2 kinds of discount cards; “Chicago City Pass and “Go Chicago Card”.  Chicago City Pass is good for 5 major museums and can hold for up to 9 days.  Whilst the Go Chicago Card is good for unlimited free admission to over 25 top attractions and tours as well as some top retailers and restaurants.   All of these were sold to all tourists no matter what nationality. They were treated equally and thus we have to accept that Paris, Munich, and Chicago are top tourist destinations.            

In my point of views, TAT should not discriminate foreign tourists and stop them from getting this tourist visa card.  The card will be the least expensive way of promoting and advertising Pattaya and the rest of Thailand.  The power of word-of-mouth advertising is tremendous. It’s not only promoting tourist attractions, shops, restaurants, shows, affordable accommodations we provide; it’s also promoting the innovative way for how we handle our tourism in the competitive markets.  
 

CTV is a brilliant idea but it could be much better if it is offered to all tourists.
            

I would suggest TAT should do more to improve this card, for example; improve personal security (purchase with the name on it), bundle 5 main major attractions (or more) in one low price, improve transportation network between major tourist spots, offer student & youth tourist visa card to serve young domestic and international tourists (this can separate the 2 targets apart and easy to track down when doing financial report), invite more firms to join the card (water sports, adventure sports, outdoor sports, sport clubs, buses from Bangkok to Chonburi, gas stations, diving, golf courses, golf shops, car rental, zoos, gardens, spa, etc), raising the price or shortening its expiration date (1,3,5,7,15, 30-day pass or 3,6,12 months pass) to cater for occasional users which can help increase sale, etc.
            

I believe, in this economic crisis, it should help more on Thailand tourism and invite additional visitors to the country as well.
 Lastly, I read some info I’ve got from TAT. 

Pattaya has 4 major festivals; Pattaya Music Festival which held in March, Lai Day, the Thai New Year or Songkran of the East, held in the mid of April, Pattaya Festival, also held in the mid of April, the event features are such entertaining activities as parade of the floral floats, Miss Pattaya Pageant, water sport competitions, cultural performances, and so on, Buffalo Racing Festival, the races are organized in October to honor those useful beasts on Thai rice fields, water buffalos.
            

Wow!!! I should use my Tourist Visa more often then ^^
  

 
 
Useful Info
  

Tourism Authority of Thailand (TAT)         
http://www.tat.or.th
TAT Pattaya                  
0-3842-8750,
0-3842-7667
TAT
Call Center
 1672
(8am-8pm)
Pattaya

City Call Center    1337

 

( ต่อจากภาคที่ 1)

3.1 ผลกระทบด้านที่ 1 ต่อการส่งออกของประเทศไทย
         จากผลกระทบของเศรษฐกิจโลกถดถอยดังกล่าว ทำให้อุปสงค์ในตลาดโลกลดน้อยลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณการส่งออกสินค้าของไทย โดยในปี 2550 ปริมาณส่งออกสินค้าขยายตัวถึงร้อยละ 12.2 ต่อปี ในปีนั้น Real GDP ไทยขยายตัวถึงร้อยละ 4.9 ต่อปี และปริมาณส่งออกสินค้าในปี 2551 ชะลอลงมาเหลือร้อยละ 4.4 ต่อปี ในปีนั้น Real GDP ไทยขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.6 ต่อปี
         โดยการขยายตัวหรือหดตัวรายไตรมาสของปริมาณการส่งออกสินค้ารวมกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจะสอดคล้องกันอย่างเห็นได้ชัด ในช่วง
ไตรมาสที่ 1 — ไตรมาสที่ 3 ของปี 2551 ปริมาณส่งออกสินค้ารวมยังคงขยายตัวเป็นบวกส่งผลให้ Real GDP เป็นบวกด้วย แต่ในไตรมาส 4 ปี 2551 ปริมาณส่งออกสินค้ารวมหดตัวถึงร้อยละ -14.6 ต่อปี ส่งผลให้ Real GDP หดตัวตามไปด้วย เพราะสาขาส่งออกเป็นเครื่องยนต์ขนาดใหญ่สุดถึงร้อยละ 72 ของ GDP ส่วนในไตรมาส 1 ปี 2552คาดว่าปริมาณส่งออกสินค้ารวมจะหดตัวมากถึงร้อยละ -20.0 ต่อปี ดังนั้น คาดว่า Real GDP ในไตรมาส 1 ปี 2552 น่าจะหดตัวลงมากกว่าไตรมาส 4 ปี 2551
         ในไตรมาส 1 ปี 2552 ปริมาณส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมรวมหดตัวที่ร้อยละ -18.8 ต่อปี หดตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า โดยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานพาหนะ หดตัวที่ร้อยละ -36.8  -32.5 และ -37.4 ต่อปี ซึ่งเป็นการหดตัวที่รุนแรงมากขึ้น จากไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลัก คือ การหด
ตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรงของเศรษฐกิจคู่ค้าของไทย

3.2 ผลกระทบด้านที่ 2 ต่อผลผลิตอุตสาหกรรมของไทย
         เมื่อการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมหดตัวจะส่งผลย้อนกลับไปยังห่วงโซ่ข้อติดกัน คือปริมาณการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจะหดตัวลงด้วย โดยในในไตรมาส 4 ของปี 2551 ที่หดตัวลงร้อยละ -9.7 ต่อปีและหดตัวรุนแรงขึ้นในไตรมาส 1 ปี 2552 เป็นร้อยละ -25.0 ต่อปี ซึ่งในหลายอุตสาหกรรมล้วนมีผลผลิตที่ชะลอตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาต่างประเทศเป็นสำคัญจะได้รับผลกระทบทางลบมากเพราะการหดตัวของเศรษฐกิจโลก ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมไฟฟ้า อุตสาหกรรมยานยนต์ ส่วนอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดในประเทศก็ได้รับผลกระทบจากการหดตัวของเศรษฐกิจด้วย ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง ในขณะที่อุตสาหกรรมที่ป้อนตลาดทั้งในและต่างประเทศ อาทิ อุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง อุตสาหกรรมเสื้อผ้า อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง ก็ล้วนหดตัวอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

3.3 ผลกระทบด้านที่ 3 ต่ออัตราการใช้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมไทย
         เมื่อผู้ผลิตลดปริมาณการผลิตลง ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization Rate; CUR) ของภาคอุตสาหกรรมโดยรวมลดลงตามไปด้วย โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตรวมลดลงจาก 66.0 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 เหลือเพียง 49.9 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 และลดลงทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในหมวดอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออก จะพบว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงไปมากเมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ ยานยนต์ลดลงจาก 97.9 เหลือ 41.8 ต่ำสุดในรอบ 10 ปี เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ลดลงจาก 65.5 เหลือ 53.2 และเครื่องใช้ไฟฟ้าลดลงจาก 65.5 เหลือ 51.1 เท่านั้น

3.4 ผลกระทบด้านที่ 4 ต่อการใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมของไทย
         วิกฤตเศรษฐกิจโลกได้เข้ามากระทบต่อการใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมของไทย โดยดัชนีแรงงานในภาคอุตสาหกรรมรวมหดตัวลงเหลือเพียงร้อยละ -1.0 ต่อปี ในช่วงปี 2551 ซึ่งลดต่ำลงกว่าในปีก่อนหน้าที่ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 1.8 ต่อปี ทั้งนี้ ในปี 2551 นั้น แรงงานภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนร้อยละ 15.5 ของจำนวนการจ้างงานทั้งประเทศ 36.97 ล้านคน (ขณะที่แรงงานในภาคบริการและภาคเกษตรกรรมมีสัดส่วนร้อยละ 45.9 และ 38.5 ของการจ้างงานทั้งประเทศ ตามลำดับ) ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญแรงกดดันทั้งทางด้านยอดขายและต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้สถานประกอบการบางแห่งเลือกที่จะลดค่าใช้จ่ายโดยการเลิกจ้าง โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการส่งออกสูง ใช้เทคโนโลยีในการผลิต และเป็นเครือข่ายของบริษัทข้ามชาติ ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์ ซึ่งมีการจ้างงานรวมกันประมาณ 8-9 แสนคน ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการว่างงานใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว 1 — 1.4 แสนคน ในปี 2552 ขณะเดียวกันกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นการใช้แรงงาน(Labor-intensive) ได้แก่ การผลิตอาหารฯ สิ่งทอฯ ก็ประสบความเสี่ยงต่อการเลิกจ้างเช่นกัน เนื่องจากอุปสงค์และราคาผลิตภัณฑ์ไม่ทรงตัวในระดับสูงเช่นปีที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นปัจจัยให้เกิดการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นที่มีค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่าได้
         ทั้งนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ดัชนีการใช้แรงงานภาคอุตสาหกรรมหดตัวร้อยละ -8.4 ต่อปี สาเหตุหลักเกิดจากการหดตัวของแรงงานอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับ ไฟฟ้า เครื่องแต่งกายและการปั่นการทอ ที่ร้อยละ -20.7 -18.7 -15.7 และ -12.5 ต่อปี เนื่องจากมีการปรับลดชั่วโมงการทำงานลง
         
3.5 ผลกระทบด้านที่ 5 ต่อการขนส่งสินค้าอุตสาหกรรมของไทย
         การขนส่งและการกระจายสินค้านับเป็นกิจกรรมสำคัญในห่วงโซ่อุปทานดังกล่าวข้างต้นเนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เพิ่มคุณค่าของสินค้าในแง่ของการย้ายสถานที่จากโรงงานผลิตไปยังผู้ที่ต้องการสินค้าที่ผลิตนั้นๆ โดยในขั้นตอนการขนส่งจะมีทั้งการจัดเก็บ (Warehousing) และการกระจายสินค้า (Distribution) ที่ช่วยกระจายสินค้าจากจุดจัดเก็บไปยังร้านค้าปลีก ทั้งนี้ จากภาพที่ 3 สะท้อนว่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลกระทบให้กิจกรรมการส่งสินค้าอุตสาหกรรมลดลง โดยดัชนีการส่งสินค้าอุตสาหกรรมในปี 2551 ขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 3.4 ต่อปี ลดลงจากช่วงปีก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 6.6 ต่อปี (ทั้งนี้ ดัชนีการส่งสินค้าดังกล่าว แสดงทิศทางของระดับการขนส่งสินค้าภายในประเทศและระหว่างประเทศ)
         ทั้งนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ดัชนีการส่งสินค้าหดตัวร้อยละ -21.7 ต่อปี สาเหตุหลักเกิดจากการหดตัวของการส่งสินค้ายานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ร้อยละ -45.6 และ -39.7 ต่อปี เนื่องจากมียอดสั่งซื้อลดลงทำให้การขนส่งสินค้าซบเซาตามไปด้วย

3.6 ผลกระทบด้านที่ 6 ต่อปริมาณสินค้าคงคลังของอุตสาหกรรมของไทย
         ผลกระทบสุดท้ายที่เกิดขึ้น คือปริมาณสินค้าคงคลังในสต็อกของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมไทยโดยรวมจะเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนจากดัชนีสินค้าสำเร็จรูปคงคลังในทุกหมวดอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 4.0 ต่อปี ในช่วงปี 2551 เพิ่มสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้าที่มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 3.5 ต่อปี ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการบางรายจำเป็นต้องหยุดการผลิตชั่วคราวหรือบางรายได้ลดกำลังการผลิตลงเกือบร้อยละ 50 จากที่ใช้อยู่ เพื่อรักษาสินค้าคงคลังไม่ให้มีมากเกินไป โดยเห็นได้ชัดในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ดัชนีสินค้าคงคลังขยายตัวถึงร้อยละ 42.0 และ 18.0 ต่อปีตามลำดับ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 11.1 และ -2.0 ต่อปี ตามลำดับ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการลดคำสั่งซื้อจากต่างประเทศค่อนข้างสูง (ทั้งนี้ ดัชนีสินค้าคงคลัง ดังกล่าว แสดงถึงทิศทางหรือระดับ การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของการสำรองสินค้าเพื่อไม่ให้สินค้าขาดตลาด)
         ทั้งนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ดัชนีสินค้าคงคลังขยายตัวร้อยละ 8.2 ต่อปีสาเหตุหลักเกิดจากการที่ผู้ผลิตไม่สามารถจำหน่ายสินค้าได้ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยอุตสาหกรรมที่มีสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้นมากได้แก่ อาหาร เสื้อผ้า กระดาษโลหะ และรถยนต์
         ทั้งนี้ จากภาพที่ 14 พบว่า สินค้าคงคลังในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ปรับลดลงอย่างมากนับตั้งแต่ปลายปี 2551 เนื่องจากผู้ผลิตชะลอการผลิตเพื่อระบายสินค้าคงคลัง ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งออกที่ชะลอลงจนหดตัวอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 2 อุตสาหกรรมดังกล่าว


         จากบทวิเคราะห์เรื่องนี้ ทำให้สรุปได้ว่า โคตรวิกฤตห่วงโซ่อุตสาหกรรม ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง รวดเร็ว และกินวงกว้างกว่าที่คิด ผลกระทบนี้จะส่งผลให้ Real GDP ภาคอุตสาหกรรมจะยังคงหดตัวต่อเนื่องในไตรมาส 1 2 และ 3 ของปี 2552 อย่างมีนัยสำคัญ และในไตรมาส 4 คาดว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว ซึ่งหมายความว่า Real GDP โดยรวมของประเทศจะหดตัวและฟื้นตัวในรูปแบบเดียวกัน และเมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว อุปสงค์ของต่างประเทศ ที่มีต่อสินค้าส่งออกของไทยขยายตัว เมื่อนั้นกิจกรรมการผลิต การส่งออกสินค้า และการจ้างงาน ก็จะกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง แต่ยังไม่รู้ว่าอีกนานเท่าใดเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้อีกครั้ง ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งเข้าไปแก้ไขปัญหาด้านอุปทานเพื่อเอื้อให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมกลับมายืนเป็นเสาหลักค้ำจุนเศรษฐกิจไทยได้ในเร็ววัน


         ที่มา:  Macroeconomic Analysis Group: Fiscal Policy Office  
         Tel 02-273-9020 Ext 3665 : www.fpo.go.th

 

บทสรุปผู้บริหาร:  เรื่อง โคตรวิกฤตห่วงโซ่อุตสาหกรรม

บทสรุปผู้บริหาร
         วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมครั้งนี้ ถือว่าร้ายแรงสุดในประวัติศาสตร์ โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2552 ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวลงกว่าร้อยละ -24.3 ต่อปี 
        ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยลง จะถูกส่งผ่านไปตามห่วงโซ่อุปทาน โดยเริ่มตั้งแต่ด้านที่ 1 เมื่อเศรษฐกิจโลกมีความต้องการสินค้าต่างประเทศลดลง จึงสั่งซื้อสินค้าของไทยน้อยลง ดูได้จากปริมาณการส่งออกสินค้าที่หดตัวลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ด้านที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อคำสั่งซื้อลดลง ทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องลดปริมาณการผลิตลง ด้านที่ 3 คือเมื่อลดปริมาณการผลิตลง ทำให้เกิดการลดอัตราการใช้กำลังการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมลงด้วย ด้านที่ 4 คือเมื่อมีการปิดเครื่องจักรหมายความว่ามีการลดการจ้างงานลงด้วย ด้านที่ 5 คือการขนส่งสินค้าจะซบเซาตามการปริมาณการผลิตสินค้าที่ลดลง และด้านที่ 6 เมื่อทุกอย่างหยุดชะงักสินค้าสำเร็จรูปคงคลังจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากขายสินค้าไม่ได้เพราะกำลังซื้อลดลง
         ผลกระทบครั้งนี้จะส่งผลให้ Real GDP ภาคอุตสาหกรรมจะยังคงหดตัวต่อเนื่องในไตรมาส 1  2 และ 3 ของปี 2552 และในไตรมาส 4 คาดว่าจะมีสัญญาณฟื้นตัว ซึ่งหมายความว่า Real GDP โดยรวมของประเทศจะหดตัวและฟื้นตัวในรูปแบบเดียวกัน

1. ภาคอุตสาหกรรมกรรมหดตัวรุนแรงและรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์
         ภาคอุตสาหกรรมถือเป็นสาขาเศรษฐกิจที่มีความสำคัญและชี้เป็นชี้ตายเศรษฐกิจไทยได้อย่างดี เนื่องจากมีสัดส่วนถึงร้อยละ 40 ของ Real GDP ร้อยละ 78 ของการส่งออกสินค้าทั้งหมด และร้อยละ 15 ของการจ้างงานทั้งประเทศ
         ช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2551 และ 2 เดือนแรกของปี 2552 ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวลงร้อยละ -8.7 -19.7 -25.5 และ -23.1 ต่อปี ครั้งนี้ถือเป็นวิกฤตเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ที่ผลผลิตสินค้าอุตสาหกรรมหดตัวลงอย่างรุนแรงและรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นการหดตัวลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่า 2 ครั้งที่ผ่านมา โดยครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในปี 2541 เนื่องจากวิกฤตต้มยำกุ้งทำให้ปริมาณการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมลดลงอย่างรวดเร็วตามความต้องการภายในประเทศที่หดตัว โดยดูได้จาก Real GDP ในช่วงกลางปี 2541 หดตัวลงถึงร้อยละ -13.5 ต่อปี ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปลายปี 2544 เนื่องจากเหตุการณ์ก่อการร้ายเครื่องบินชนตึกที่สหรัฐฯ ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงมาก ส่งผลเชื่อมโยงให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้ความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมของไทยจากตลาดโลกชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว

2. กลไกการส่งผ่านวิกฤตห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศมายังเศรษฐกิจจริงของไทย
         วิกฤตเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันที่มีต้นกำเนิดจากวิกฤต Sub-prime ในสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ ทั้งทางตรงทางอ้อมในหลายช่องทาง เช่น ผลกระทบผ่านตลาดเงินตลาดทุน ผลกระทบผ่านตลาดโภคภัณฑ์ ผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และที่สำคัญที่สุดคือ ผลกระทบผ่านห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งสะท้อนผ่านการส่งออกสินค้าขั้นสุดท้าย (Final Goods) ย้อนไปถึงการประกอบเป็นสินค้าขั้นกลาง (Intermediate Goods) และสินค้าวัตถุดิบ (Raw Material Goods) ซึ่งอาจเป็นการผลิตภายในประเทศและหรือนำเข้าจากต่างประเทศมาอีกต่อหนึ่ง
         จะเห็นได้ว่าแต่ละประเทศจะมีบทบาทต่อการซื้อขายทั้งสินค้าขั้นสุดท้าย ขั้นกลาง และขั้นต้นโดยเป็นผู้ซื้อหากการผลิตสินค้าในขั้นใดๆ ไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศหรือความต้องการในการส่งออกอีกต่อหนึ่งไปยังประเทศที่ 3 และเป็นผู้ขายหากการผลิตสินค้าในขั้นใดๆ เกินความต้องการใช้ภายในประเทศหรือต้องการขายตามความต้องการของประเทศที่ 3
         จากแผนภาพที่ 3 แสดงให้เห็นว่าผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางการเงินโลกได้ส่งผลกระทบผ่านช่องทางการค้าระหว่างประเทศต่อทั้งประเทศต้นกำเนิดวิกฤตการณ์เอง คือ สหรัฐอเมริกา รวมทั้งประเทศต่างๆ โดยแสดงให้เห็นว่าบรรดาประเทศคู่ค้าหลักของไทย 4 ลำดับแรก ได้แก่ กลุ่มสหภาพยุโรปสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน ล้วนได้รับผลกระทบทางการค้าระหว่างประเทศจากปริมาณนำเข้าและส่งออกสินค้าที่ชะลอตัวลงนับจากช่วงปลายปี 2551 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นช่วงที่วิกฤตซับไพร์มในสหรัฐฯ เริ่มส่งผลกระทบขยายวงไปทั่วโลก และยังได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปภาคการผลิตอย่างรุนแรง เนื่องจากบรรดาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในประเทศต่างๆ ล้วนลดปริมาณการนำเข้าสินค้าขั้นกลางเพื่อการผลิตลง ซึ่งหากพิจารณาจากผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Output) ของแต่ละประเทศดังกล่าว ดังแสดงในกราฟใน
         แผนภาพที่ 3 พบว่าในปี 2551 แต่ละประเทศล้วนมีการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยอัตราการขยายตัวของผลผลิตอุตสาหกรรมกลุ่มอียู สหรัฐ จีน และญี่ปุ่น ในปี 2551 เท่ากับร้อยละ -1.6 -1.8 -22.7 และ -3.2 ต่อปี ตามลำดับ จากที่ขยายตัวในช่วงปี 2550 ที่ร้อยละ 3.4 1.7 1.7 และ 3.0 ต่อปี ตามลำดับและคาดว่าในปี 2552 นี้ การผลิตจะหดตัวลงมากตามเศรษฐกิจโลกที่ยังหดตัวลงรวดเร็วและรุนแรง

3. เครื่องชี้เศรษฐกิจที่สะท้อนว่าเกิดวิกฤตห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)2 ภาคอุตสาหกรรมไทย
         ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยลง จะถูกส่งผ่านไปตามห่วงโซ่อุปทาน โดยเริ่มตั้งแต่เศรษฐกิจโลกมีความต้องการสินค้าต่างประเทศลดลง จึงสั่งซื้อสินค้าของไทยน้อยลง และเมื่อทั่วโลกคาดการณ์แล้วว่าวิกฤตการณ์ครั้งนี้จะกินเวลานานกว่าที่คาด รายได้ของแต่ละประเทศก็ลดน้อยลง ทำให้ยอดคำสั่งซื้อล่วงหน้าหดหายไปด้วย สะท้อนได้จากปริมาณส่งออกสินค้าของไทยที่หดตัวรุนแรงมากขึ้น
         เมื่อปริมาณการส่งออกสินค้ายังคงมีแนวโน้มหดตัว ผู้ผลิตจึงจำเป็นต้องลดปริมาณการผลิตลง ลดอัตราการใช้กำลังการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม กล่าวคือ มีการหยุดเดินเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น เมื่อมีการปิดเครื่องจักรก็หมายความว่ามีการลดการจ้างงานลงด้วย พร้อมกันนั้น การขนส่งสินค้าก็ซบเซาตามการปริมาณการผลิต และสินค้าสำเร็จรูปคงคลังก็จะเพิ่มขึ้นเนื่องจากขายสินค้าไม่ได้เพราะกำลังซื้อที่ลดลง ผู้ผลิตจึงต้องจัดโปรโมชั่นหรืออาศัยมาตรการของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและบริหารสินค้าคงคลัง เพื่อให้ขายสินค้าที่มีอยู่ในโกดังให้หมดโดยไว ท้ายที่สุดเมื่อสินค้าสำเร็จรูปคงคลังเริ่มลดลงหรืออยู่ในปริมาณที่ไม่มากนัก แล้วจึงทำการผลิตสินค้าได้อีกครั้งหนึ่ง
         อนึ่ง ผลกระทบลูกโซ่ที่กล่าวมาข้างต้นอาจเกิดขึ้นในเวลาที่ไล่เลี่ยกันหรือพร้อมกันจนแยกได้ไม่ชัดเจนนัก ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการธุรกิจของผู้ผลิต โครงสร้างต้นทุนการผลิต โครงสร้างตลาดสินค้าสายการผลิต และการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง เป็นต้น แต่ในบทวิเคราะห์นี้จะแยกผลกระทบลูกโซ่ออกเป็น 6 รอบ ดังนี้

(อ่านต่อ ตอน 2)

 ที่มา:  Macroeconomic Analysis Group: Fiscal Policy Office  
         Tel 02-273-9020 Ext 3665 : www.fpo.go.th

จากเอกสารวิจัย โดย วิทยากร เชียงกูล

การเมือง เศรษฐกิจ สังคมไทย และความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ

การเมือง ในช่วงปี 2550 ถึงครึ่งแรกของปี 2551 อยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่าน จากรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะนายทหารที่ทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ในเดือนกันยายน 2549 มาเป็นรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลผสม 6 พรรคในต้นปี 2551 ช่วงปี 2550 รัฐบาลสรยุทธทำหน้าที่แบบรัฐบาลรักษาการ สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ จัดการเลือกตั้งใหม่ และเปิดทางให้คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ(คตส.) สอบสวน และเสนอเรื่องฟ้องร้องนักการเมืองกลุ่มทักษิณ ชินวัตร ปี 2551 พรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นตัวแทนพรรคไทยรักไทยพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เพื่อลดอำนาจตุลาการและองค์กรอิสระไม่ให้ดำเนินการเอาผิดกับนักการเมืองที่ทุจริตฉ้อฉล กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้จัดการชุมนุมคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการที่รัฐบาลที่ปล่อยให้มีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การรีบลงนามในสนธิสัญญาไทยกัมพูชายอมรับให้กัมพูชาเสนอให้ประสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว การดำเนินโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ที่ส่อการทุจริตฉ้อฉล และการปกป้องพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ความขัดแย้งทางการเมืองแบบแบ่งเป็น 2 ขั้วดำเนินไปอย่างตึงเครียดและยืดเยื้อ

เศรษฐกิจไทย ซึ่งขึ้นอยู่กับภาคธุรกิจเอกชน และความสัมพันธ์ทางการลงทุนและการค้ากับระบบเศรษฐกิจโลก คงเติบโตในอัตราปานกลางค่อนข้างสูง แต่ส่วนใหญ่เป็นการเติบโตของภาคการค้าระหว่างประเทศ การผลิตและการบริโภคในภาคอุตสาหกรรม การค้าและบริการมากกว่าภาคเกษตร ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สูงขึ้นมากทำให้เกิดภาวะของแพงควบคู่ไปกับเศรษฐกิจชลอตัว ราคาข้าวที่สูงขึ้นเป็นประโยชน์กับไทยผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อยู่บ้าง แต่เกษตรกรขนาดกลางขนาดย่อมที่มีปัญหาหนี้สินมาก และอยู่ภายใต้โครงสร้างการผลิต การกระจายทรัพย์สินและรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ได้ประโยชน์น้อยปัญหาของแพงมีผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ในด้านภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษามากพอสมควร เพราะแม้การศึกษาระดับพื้นฐานส่วนใหญ่จะไม่ต้องเสียค่าเรียนหรือเสียต่ำแต่พ่อแม่ต้องจ่ายค่าเดินทาง ค่ากินอยู่ ค่าเสื้อผ้า ตำรา อุปกรณ์การเรียน รวมแล้วสูง โดยเฉพาะสำหรับคนจน

สังคม มีปัญหาที่เห็นได้ชัด ทั้งในเรื่องปัญหาด้านสุขภาพจะเพิ่มขึ้น ครอบครัวอบอุ่นลดลง ชุมชนเข้มแข็งลดลง การกระจายรายได้ไม่เป็นธรรมและประชาชนเป็นหนี้มากขึ้น คนเข้าไม่ถึงระบบการประกันสังคม สภาพแวดล้อมระบบนิเวศไม่สมดุลเพิ่มขึ้น อาชญากรรมและยาเสพติดเพิ่มขึ้น ปัญหาทุจริจฉ้อฉล การละเมิดสิทธิมนุษยชน การขัดแย้งและความรุนแรงเพิ่มขึ้น เด็กเยาวชนมีปัญหาพฤติกรรมเสี่ยง เสพเหล้าบุหรี่ ทำผิดเรื่องยาเสพติด ลักทรัพย์ ทำร้ายกันเพิ่มขึ้น

ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยคงอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าประเทศพัฒนาปานกลางระดับใกล้เคียงกับไทย โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษาและสาธารณสุข เฉพาะสมรรถการศึกษาของไทยมีปัญหาทั้งความไม่เสมอภาคของโอกาสในการได้รับการศึกษา และคุณภาพการศึกษาที่สะท้อนให้จากการประเมินวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และอื่นๆ ที่นักเรียนไทยสอบได้คะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าหลายประเทศ

ที่มา สภาวะการศึกษาไทย ปี 50/51 ปัญหาความเสมอภาคและคุณภาพของการศึกษาไทย (บทสรุปสำหรับผู้บริหาร) วิทยากร  เชียงกูล