Development

ในยุคของการเปลี่ยนผ่านสหัสวรรษในปี 2000 นิตยสาร BusinessWeek ได้ลงบทความเรื่อง ‘The Creative Economy’ ซึ่งกล่าวถึงโฉมหน้าของเศรษฐกิจในศตวรรษใหม่ไว้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการทำธุรกิจในศตวรรษที่ 21 คือ ‘Power of Ideas’ หรือ “พลังของความคิด” โดยให้เหตุผลว่า นักลงทุนทั่วโลกกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง เพราะ“เงินทุน” ที่ถืออยู่ในมือนั้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่ขาดแคลนอีกต่อไป แต่สิ่งที่ขาดแคลนกลับเป็น “ความคิดดีๆ” สำหรับการลงทุน

Creative Economy by John Howkins

นั่นเป็นเวลาที่รัฐบาลต่างๆ ทั่วโลกเริ่มหันมาให้ความสนใจกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ (creative Industries) ด้วยแนวคิดที่ว่า ความคิดสร้างสรรค์ ความรู้ และความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลคือเครื่องจักรสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตให้กับเศรษฐกิจยุคใหม่

คำว่า ‘Creative Economy’ หรือเศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์นั้น เริ่มเป็นที่รู้จักในปี 2001 จากหนังสือของ John Howkins *ที่ได้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างความคิดสร้างสรรค์และเศรษฐศาสตร์ สำหรับ Howkins แล้ว ทั้งความคิดสร้างสรรค์และเศรษฐศาสตร์ต่างไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่สิ่งที่ใหม่ก็คือ การพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างสองสิ่งนี้ และการใช้ความคิดสร้างสรรค์ร่วมไปกับแนวคิดด้านเศรษฐศาสตร์เพื่อสร้างมูลค่าและความมั่งคั่ง (value and wealth)

ด้วยความที่แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนาโดยรัฐบาลในหลายประเทศ จึงยังไม่มีคำนิยามที่ชัดเจนในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี UNCTAD ได้ให้คำนิยามของเศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์ไว้ว่าเป็น “แนวคิดที่พูดถึงศักยภาพในการใช้สินทรัพย์ทางความคิดสร้างสรรค์ (creative assets) เพื่อพัฒนาและสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เอื้อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มยอดการส่งออก ขณะเดียวกัน ก็ยังรวมถึงการมีส่วนร่วมทางสังคม ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วย”  นอกจากนี้ UNCTAD ยังได้ให้คำจำกัดความของอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ว่าเป็น “วงจรของการสร้างสรรค์ การผลิต และการจำหน่ายสินค้าและบริการที่มีปัจจัยหลักคือความคิดสร้างสรรค์และทุนทางปัญญา (intellectual capital)” **

ปัจจุบัน การส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศพัฒนาแล้วในการกระตุ้นเศรษฐกิจ การจ้างงานและการพัฒนาโครงสร้างทางสังคม โดยอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีการพัฒนาสูงสุดในวงจรการค้าโลกในขณะนี้ ด้วยอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยระหว่างปี 2001-2005 ที่สูงถึง 8.7% และตัวเลขการส่งออกกว่า 424.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ข้อมูลปี 2005)

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลต่างๆ ในประเทศกำลังพัฒนาก็อยู่ระหว่างการเริ่มต้นโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ โดยมีประเทศจีนเป็นผู้นำที่น่าจับตามองในฐานะผู้ผลิตและส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์รายใหญ่ของโลก อย่างไรก็ดี แม้ว่าประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายจะมีวัตถุดิบสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ อาทิ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและบุคลากรที่มีศักยภาพทางความคิดสร้างสรรค์ (creative talent) แต่อุปสรรคสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ของประเทศกำลังพัฒนาก็คือ ความอ่อนแอของนโยบายรัฐบาลและโครงสร้างทางการค้าของโลกที่ยังขาดความเท่าเทียม

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า ยิ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องผลักดันเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังมากขึ้นเท่านั้น เพราะทรัพย์สินทางปัญญาคือปัจจัยสำคัญในการสร้างและปกป้องรายได้อันเกิดจากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์โดยตรง ดังคำกล่าวของนักเขียน Charles Handy ที่ว่า “ปัญญาคือรูปแบบใหม่ของทรัพย์สิน” (Intelligence is the new form of property.)

*The Creative Economy: How People Make Money From Ideas, John Howkins
** REATIVE ECONOMY REPORT 2008, UNCTAD

ที่มาข้อมูล ขอขอบคุณ http://www.creativethailand.org/article004.html

ที่มาภาพ http://www.wipo.int/export/sites/www/sme/en/images/creative_industries_3.gif

เขียนโดย เกศราภรณ์ ภักดีวงศ์

ผู้จัดการทีมคุณภาพ โรงพยาบาลบ้านตาก จ.ตาก

(องค์การแห่งการเรียนรู้ ภาคราชการ, หน่วยงานต้นแบบการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ )

 ทุกวันนี้มีคนเก่งมากมายที่ถูกกั้นความเก่ง เนื่องจากไม่มีโอกาส/ขาดโอกาส/ขากการสกัดกั้นความเก่งโดยลำดับชั้นของการ ควบคุมจากระบบหัวหน้าที่เป็นขั้นเป็นตอน หลายคนคงเคยได้ยินโดยเฉพาะระบบราชการที่มักมีคำพูดเหล่านี้ออกมาเสมอ "ระบบราชการรักษาคนเก่งไม่ได้"  "เก่ง ได้อย่าทำตัวเด่น จะเป็นภัย " "เป็นลุกน้องอย่าเสนอหน้า มีหน้าที่อย่างเดียว คือ ทำตามที่ลูกพี่สั่ง ซึ่งระบบเหล่านี้ทำให้ระบบราชการ หรือองค์กรเสียคนเก่งไปอย่างน่าเสียดายมากมาย

คิดว่าหลายๆ ท่านอาจเคยประสบมาแล้วด้วยตนเอง หลายๆ หน่วยงานที่รู้เท่าทันก็มีความพยายามปรับเปลี่ยนความคิดเหล่านั้น จึงพยายามแสวงหาเครื่องมือต่างๆเข้าไปจัดการ และแล้วคงได้พบเจอกับ KM ที่ทำให้ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง ฉันเองเคยลองง่ายๆกับผู้ร่วมงานในห้องซึ่งใช้วิธีทำงานแบบเช้ามาต้อง BA (คุยกันว่าลองเล่าให้กันฟังหน่อยวันนี้จะทำอะไร )เย็นมาทำ (บอกกันหน่อยวันนี้ทำกิจกรรมที่ตั้งใจไว้เมื่อเช้า มีอะไรที่ทำได้ดี มีเรื่องราวอะไรบ้างที่ได้เรียนรู้ต่างจากแบบเดิม ) ท่านผู้อ่านเชื่อไหมว่าแค่นี้ก็สร้างคนเก่งได้ (ลองทำดู ..แล้วท่านจะรู้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆ)

แต่ ปัจจุบันนี้หลังจากได้ร่วมเป็นวิทยากรการนำกลุ่มของการพัฒนาจิต ก็หันมาเพิ่มเติม หลายๆตัวที่สามารถได้ทั้งความเก่งของคนและได้ทั้งเห็นคุณค่าที่เป็นความงาม ภายใน ซึ่งจะใช้วิธีชื่นชมจากใจ ใช้การฟังเพื่อนร่วมงานอย่างตั้งใจที่เปี่ยมไปด้วยสติ จาก ประสบการณ์ของตนเองที่อยากจะลองเล่าสู่กันฟังเล่นๆเผื่อจะได้ประโยชน์ คือ เมื่อลองทำกิจกรรมข้างต้นแล้วเมื่อลูกน้องหรือเพื่อนร่วมงานเริ่มเก่งเรา ควรปล่อยให้เขาทำต่อ โดยเราแค่มองหรือช่วยเหลือห่างๆ แล้วเราไปเล่นเรื่องใหม่ในองค์กรสร้างคนเก่งต่อไป สร้างแล้วต้องปล่อย อย่ายึดเป็นของกู ตัวกู แต่วิธีนี้ต้องระวังนิดหนึ่งเพราะอาจถูกมองว่าเป็นคนไม่เอาอะไรจริงจัง ( เหมือนกับไข่แล้วทิ้ง ) สำหรับตัวฉันเองก็มีทักษะเฉพาะ(พึ่งลองใช้ หลังจากเจอเหตุการณ์ข้างต้นไปแล้ว โดยการบอกกล่าวให้คนที่เราจะสร้างให้รู้ตัวก่อนเสมอว่าเรากำลังจะทำตัว เป็นเจ๊ดัน..สร้างเขาอยู่นะใช้วิธียกย่องชื่นชมและยกจุดดีที่เราเลือกเขา ที่จะเป็นคนเก่งต่อไป( โดยทำให้เขามองเห็นความงามภายใน ) กลับพบว่าเป็นวิธีที่ได้ผล