KM-LO

Cognitive Domain พุทธิพิสัย

posted on 09 Jun 2009 06:56 by leadership  in KM-LO

วันนี้ ไปอ่านเจอเรื่องนี้ เขียนโดย อาจารย์เศก  เลยเอามารวบรวมไว้เผื่อใครจะนำไปใช้อ้างอิงในการสอบ หรือใช้ทั่วๆไป  เนื้อหามีดังนี้ค่ะ

 

Cognitive Domain หรือ พุทธิพิสัย เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางด้านความรู้ ความคิดสติปัญญา Bloom ได้จัดแบ่งไว้ 6 ระดับคือ

  1. Knowledge คือความจำ หรือความรู้ซึ่งเป็นพฤติกรรมในความสามารถที่เก็บ หรือรักษาความรู้ไว้แล้วสามารถระลึกได้ในภายหลัง เหมือนกับเราบันทึกข้อมูลไว้ใน memory ที่สามารถเรียกดูได้ในภายหลัง เช่นการเรียนรู้ว่า อาหารหลักมี 5 หมู่เป็นต้น

  2. Comprehension คือความเข้าใจ เป็นพฤติกรรมที่สามารถประมวลใจความหลัก หรือใจความสำคัญ หรือสาระสำคัญ แล้วสามารถตีความออกมาได้ตรงตามสาระสำคัญนั้นได้ หรือขยายความ หรืออธบายเพิ่มเติมได้โดนที่สาระหลักไม่เปลี่ยนแปลงไป

  3. Application คือการนำไปใช้ เป็นพฤติกรรมที่สามารถนำความรู้ที่ได้มาหรือเข้าใจมาเอาไปใช้งานได้ นำไปแก้ปัญหาได้โดยประมวลมาจากความรู้ความเข้าใจ เช่นเรียนทำอาหารมาแล้ว สามารถประกอบอาหารได้หลายอย่างโดยใช้ความรู้ที่มีอยู่ สามารถรู้ว่าอาหารปริมาณ แค่ไหนต้องใส่น้ำปลาเท่าใดเป็นต้น

  4. Analysis คือการวิเคราะห์เป็นพฤติกรรมที่สามารถ คิดแยกแยะ แบ่ง แตกส่วนประกอบ และบอกความสำคัญขององค์ประกอบต่างๆ ว่าเกี่ยวเนื่องกันอย่างไรได้ เช่นเรียนทำอาหารมาแล้ว พอมาพบกับอาหารที่ปรุงเสร็จแล้ว สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ประกอบด้วยอะไรบ้าง วิธีปรุงอย่างไร ใช้ไฟเบา หรือไฟแรง เป็นต้น

  5. Synthesis คือการสังเคราห์ เป็นพฤติกรรมที่สามารถ นำส่วนย่อย หรือองค์ประกอบย่อยมาผนวก หรือรวมกันเป็นสิ่งเดียว หรือเป็นเรื่องเดียวกัน เพื่อให้มีประโยชน์ หรือสมบูรณ์มากขึ้น เช่นการสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆ หรือแนวความคิดใหม่ๆ เช่นเมื่อเรียนทำอาหารมาแล้ว สามารถคิดสร้างเมนูใหม่ๆ ขึ้นมาได้เป็นต้น

  6. Evaluation คือการประเมินค่าเป็นพฤติกรรมที่สามารถ ติดสิน ประเมิน หรือสรุปในเรื่องของสิ่งต่างๆได้ อย่างมักหลักการณ์ หลักเกณฑ์ ที่มีเหตุผล เช่นการตัดสินกีฬา ตัดสินคดี หรือประเมินว่าสิ่งนั้นดี ไม่ดี ถูกต้องหรือไม่ โดยประมวลมาจากความรู้ทั้งหมดที่มี

ทั้งหมด 6 ระดับ ถ้ากลัวจำไม่ได้ก็ท่องสั้นๆว่า จำ-ใจ-ใช้-วิ-สัง-ประ คราวนี้เวลาเราจะทำแผนการสอนก็ต้องมาวางระดับความรู้แล้วว่าจะให้ออกมาถึงระดับไหน ก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการสอนครับ

Peter Senge กับ KM

posted on 29 Apr 2009 12:13 by leadership  in KM-LO

เขียนโดย แอมมี่ (อิศราวดี ชำนาญกิจ)

วันนี้ เตรียมตัวอ่าน KM (เพิ่งเริ่มนะเนี่ย จะทันสอบวันเสาร์มั๊ยหนอ ^^)

ด้วยความคิดถึงชั้นเรียน แอมมี่เลยให้ครู Peter Senge มาสอนส่วนตัว (แหม ฟังดูดีจังนะคะ) ผ่าน Youtube ต่างหากค่ะ ดูไปหลายคลิป ก็เจอคลิปนึงที่น่าสนใจ คือ การสัมมนาเกี่ยวกับเรื่อง "การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน ในโลกที่ไม่สมดุล" (Global Imbalances and Organizational Forms: Rethinking Purpose and Structure. Are Corporations Equipped for the 21st Century?) ซึ่งหนึ่งในวิทยากร ก็คือ ครู Senge ค่ะ

ขอสรุปประเด็นที่น่าสนใจไว้ในที่นี้นะคะ

  • การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน เป็นสิ่งที่ท้าทายโครงสร้างขององค์กรในปัจจุบันมาก
  • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขององค์กร จะช่วยให้องค์กรอยู่ได้อย่างยั่งยืนหรือไม่? ไม่มีใครตอบได้
  • มีการถกเถียงกันมากมายทุกมิติ (snowball-like agenda) คือ หาคำตอบไม่ได้แน่นอน เพราะมีทุกมุมให้ถกเถียง
  • ปัญหาใหญ่ขององค์กรที่กีดกันการพัฒนาอย่างยั่งยืน คือ ปัญหาคอรัปชั่น (ทั้งแบบถูกและผิดกฎหมายเห็นชัดทีเดียวว่า เรารู้ว่าผิดกฎหมาย แต่ก็ยังกระทำกันอยู่ - Henry Mintzberg, McGill University) คุณเฮนรี่ไม่ชอบคำว่า Human Resources เพราะเรียกเหมือนสิ่งของที่จัดหามาแทนได้ตลอดเวลา  ท่านว่าน่าจะใช้ว่า Human Being มากกว่า (เพราะว่ามีคุณค่า ทดแทนกันไม่ได้)
  • ซึ่งปัญหาคอรัปชั่นนี้ น่าจะเกิดมาจาก สังคมที่ไม่สมดุล (Society Imbalance) ระหว่างภาคธุรกิจด้วยกันเอง กับสังคม กับการเมือง และกับเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง  เกิดจากกฏเกณฑ์ทางเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดความละโมบทางการเงิน จึงสร้างปัญหาใหญ่ต่อการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน
  • คุณเฮนรี่ ชื่นชมการใช้ CSR (Corporate Social Responsiblity) และแนะนำว่าองค์กรควรยึดมั่นในนโยบายนี้อย่างมั่นคง ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง กับชีวิตสังคม เลิกทำตัวเป็นบุคคล (person) เนื่องจากถ้าทำผิดกฎหมาย ก็อาจจะถูกให้ออกไปจากสังคม (โห แนวคิด สุดจะ Idealistic จริงๆ ในสภาพความเป็นจริง ใครจะทำได้เนี่ย - แอมมี่)
  • คุณ David Korten, Author กล่าวว่า องค์กรธุรกิจในปัจจุบันดำเนินธุรกิจบนความมั่งคั่งอยู่แล้ว ต้องให้รัฐช่วยออกนโยบายมาจำกัดความมั่งคั่ง หรืออาจจะให้องค์กรออกมาทำประโยชน์เพื่อสาธารณะมากขึ้น (ระยะหลังๆ องค์กรมักจะเห็นแก่ตัวมากไปค่ะ เช่น ไปตั้งโรงงานในประเทศยากจน แล้วจ่ายค่าแรงราคาถูก แต่เอากลับไปขายในราคาแพง, การผลิตสินค้าที่มีสารอันตราย (เช่น เมลามีน) หรือไม่มีคุณภาพที่จะไปทำลายสิ่งแวดล้อมภายหลัง หรืออื่นๆ - แอมมี่ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นชัดเจนขึ้นในไอเดียบรรเจิดของลุงเดวิดค่ะ)
  • Arie de Geus, Formerly Royal Dutch Shell พูดว่า ปัจจุบันตลาดทุนได้เปลี่ยนจากตลาดผู้ขายมาเป็นตลาดผู้ซื้อ ซึ่งในยี่สิบปีที่ผ่านมามีลักษณะเป็นตลาด commodity จึงเกิดกฎที่ให้อำนาจเต็ม (absolute power) แก่ผู้ขายในเรื่อง การจ้างงาน การไล่ออก และการจ่ายค่าตอบแทน (hiring, firing, & self remuneration) โดยที่เวลานี้อาจจะกล่าวได้ว่า ทุน (อย่างเดียว) ไม่ได้ส่งผลให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ
  • ที่น่าสนใจคือ ปัจจุบัน 70% ของมูลค่าตลาดของธุรกิจนั้น อยู่ที่สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ (intangible assets) ดังนั้น สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน คือ ทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถ (human talent) ซึ่งความท้าทายในการบริหารองค์กรก็คือ จะต้องพัฒนาขีดความสามารถของคนที่มีอยู่ ไม่ว่าจะอยู่ในธุรกิจไหน จะต้องมีช่องทางในการสรรหาคนเก่ง (to have more access to more human talent) แล้วต้องพัฒนาให้เก่งกว่าคู่แข่งของคุณ แล้วจะต้องจูงใจให้คนเก่งอยู่กับองค์กร
  • ผู้ถือหุ้นในปัจจุบันเป็นสถาบัน (institution) ไปแล้ว (ไม่ใช่ตัวบุคคล) ที่มีวัตถุประสงค์ระยะสั้นๆ (ที่อาจจะต่างจากขององค์กรที่พวกเขาถือหุ้นอยู่) คือ การเจริญเติบโตและผลกำไร ทีนี้ถ้าองค์กรทำไม่ได้ตามเป้า ก็จะถูกเทขาย ราคาหุ้นจะตก และจะส่งกระทบ ยกเว้นถ้าคุณเป็นองค์กรขนาดใหญ (100 billion $)
  • คุณปู่  Geus ยังกล่าวว่า เขาเห็นด้วยที่จะต้องเปลี่ยนกฎหมาย  เปลี่ยนกฎการดำเนินการในองค์กร และต้องเปลี่ยนอย่างรวดเร็วด้วย เพราะผลกระทบจากเศรษฐกิจ

 

  • ครู Senge กล่าวว่า รูปแบบและโครงสร้างขององค์กรจะต้องเปลี่ยน นวัตกรรมด้านทุนของบริษัทจำกัดในสองทศวรรษที่ผ่านมาใช้ได้ดีเพราะใช้ทุนต่ำ ดังนั้น การคิดออกแบบรูปแบบองค์กรใหม่ที่จะทำให้ทุนขนาดใหญ่หมุนเวียนอยู่ในองค์กรน่าจะเหมาะสมกับสภาพการณ์ในอดีตมากกว่า
  • ปัจจุบันเรามีสถานการณ์ที่แปลกประหลาด คือ มีทุนด้านการเงินที่ยังดำเนินการอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดิม ซึ่งออกจะแปลก
  • แล้วยังจะต้องเจอเรื่อง การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้แก่ สภาพภูมิอากาศ มลพิษและขยะพิษ จึงเป็นการยากที่จะมีองค์กรที่คำนึงถึงแต่ความมั่งคั่ง แล้วก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างความจนและความรวย และนี่คือ ปัญหาทางสังคมที่สร้างความสั่นคลอนแก่รัฐบาลทั่วโลกให้ต้องเผชิญ
  • การจะพัฒนาให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน เราจะต้องเผชิญกับคำถามที่ว่า องค์กรคืออะไร เราจะใช้เกม (กลยุทธ์) อะไร  แล้วเราจะใช้กฎอะไรในเกมนั้น  ซึ่งถ้าเรายังต้องเจอกับสภาพความไม่สมดุลของสังคม ส่วนหนึ่งคือ เราจะต้องเปลี่ยนรูปแบบและองค์กรแน่นอน

คำแปล โดย แอมมี่ (copyright 2009)

หนังโฆษณาทั้ง 8 ของ KBANK

posted on 10 Mar 2009 22:42 by leadership  in KM-LO

เนื่องจาก แอมมี่กำลังทำการบ้าน KM อยู่ค่ะ  โดยเลือกทำ ของธนาคารกสิกรไทย หรือ K Bank

บังเอิญว่า K Bank ออกหนังโฆษณาทุ่มทุนสร้าง เพื่อโปรโมตแนวคิด K NOW (อ่านว่า เค นาว) หรือจริงๆ ก็มาจากคำว่า Know นี่แหละค่ะ  โดยหนังแต่ละตอน แบ่งเป็นกลุ่มลูกค้า  K ATM Sim , วางแผนการเงิน , วางแผนธุรกิจ , ให้คำปรึกษาธุรกิจ และอื่น ๆ โดยแบ่งเป็นบริการด้านการลงทุน (ธุรกิจไร้ขีดจำกัด) บริการด้านการวางแผนและบริการทางการเงิน (ชีวิตเอกเขนก) ซึ่งถ้ามองให้ลึกกว่านั้นเป็นการเปิดตัวบริการที่เน้นการเข้าถึงในหลาย ๆ ด้านที่ทาง Kbank เรียกว่า K Now รวมกันเป็น Know คือความรู้ในการทำธุรกิจ และจัดการการเงินนั่นเอง ซึ่งจะไม่ลงลึกในประเด็นนั้น โดยออกเป็น TVC 8 ตัวและ 8 สาวสวย ตัวแทนของบริการแต่ละประเภท ซึ่งแต่ละตัวทำออกมาได้ดีมาก เน้นหลอกให้เชื่อว่าเป็น Trailer จดจำแบรนและบริการของ Kbank คุณภาพโดย Ogilvy การันตี แต่ละตัวสร้าง Impact ให้คนดูสนใจและเป็น Talk of the town ได้

(เนื้อหาบางส่วนขอยืมมาจากที่คุณ Buttum เขียนไว้)

ก็เลยเอามาลงไว้ในบล็อคนี้ดีกว่า  เพราะว่าไม่สามารถนำเสนอในรายงานได้  แต่ว่าน่าสนใจมากๆ ค่ะ

คลิกลิ้งค์ เพื่อฟังคำสัมภาษณ์ คุณบัณฑูร ล่ำซำเกี่ยวกับ K NOW (สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ)

http://blog.nationmultimedia.com/print.php?id=1363

 

หนังโฆษณาชุด: ข้ามจักรวาลพรหมลิขิต / Mars &Venus
E-Girl VO: “บางสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด K-WePlan บริการวางแผนเงินส่วนบุคคลกสิกรไทย ช่วยคุณวางแผนอนาคตที่มั่นคง คุณจะได้มีชีวิตที่เอกเขนกขึ้น”
เพื่อชีวิตเอกเขนก จากเครือธนาคารกสิกรไทย
แนวความคิด เป็นการสื่อสารไปยังกลุ่มลูกค้าบุคคลกลาง ที่มีรายได้ประมาณ 15,000 – 100,000 บาทต่อเดือน มุ่งตอบสนองความต้องการและช่วยวางแผนเพื่อความมั่นคงทางการเงินในอนาคตด้วยบริการการเงินแบบแพ็กเกจที่สอดคล้องเหมาะสมกับรูปแบบการดำเนินชีวิตในแต่ละช่วงของลูกค้า เป็นหนังประเภท Romantic Comedy เพื่อสื่อให้เข้าใจง่าย ชายหนุ่มและหญิงสาวถูกสร้างมาให้เป็นเนื้อคู่กัน ถึงแม้ว่าจะมาจากที่แตกต่างกัน เมื่อมาใช้ชีวิตคู่ร่วมกันก็ควรมีการวางแผนอนาคตเพื่อชีวิตที่มีความสุข ไม่ว่าจะเป็นการซื้อที่อยู่อาศัย การวางแผนการศึกษาของลูก หรือการเก็บเงินไว้ใช้เมื่อเกษียณอายุ ทั้งหมดสามารถดูแลและสนับสนุนด้วยบริการของ K-WePlan
Production House: ซันไชน์ เอเซทรา
ผู้กำกับ ธนชัย ศาสตร์สาระ
Producer วลัยมาศ เอื้อทวีกุล

ใครชอบตอนไหนบ้างคะ  ขอความเห็นหน่อยจ้า ^^

ตลาดนัดความรู้

posted on 25 Feb 2009 13:11 by leadership  in KM-LO

เขียนโดย แอมมี่

วันนี้ ได้อ่านเจอเรื่อง "ตลาดนัดความรู้" ที่เสนอโดย ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด  ขออนุญาตนำส่วนหนึ่งมาเสนอ ดังนี้ค่ะ

          การจัดการความรู้ จึงเป็นการจัดการให้เกิดบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขึ้นมา วิธีดีที่สุด คือ จัดให้คนได้คุยกันเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละไม่มากนัก หรือที่เรียกว่า ตลาดนัดความรู้” ในแต่ละกลุ่มกำหนดประเด็นให้ชัด และต้องเป็นประเด็นที่เชื่อมไปสู่ความรู้หลักขององค์กร ที่สำคัญ ไม่ใช่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่ต้องแลกเปลี่ยน case จริงที่เกิดขึ้น จะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ได้ เอาบทเรียนที่ได้รับมาแชร์กัน

           ประโยชน์ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คือ ทำให้ผู้ฟัง เข้าใจในเรื่องนั้นๆ ได้ลึกซึ้งขึ้น เพราะเป็นการฟังจากกรณีศึกษา (case study) เมื่อเจอปัญหาจะสามารถประยุกต์ใช้ได้เลย ความรู้นี้จึงเป็นความรู้ที่เราเรียกว่า tacit knowledge นั่นเอง...

ที่มา: http://www.opdc.go.th/content.php?menu_id=5&content_id=772

จำได้ว่า ตอนทำงานที่ RadioShack (ชิคาโก อเมริกา)  ที่ทำงานจะใช้วิธีนี้กันในทุกเช้าวันเสาร์ ซึ่งทางบริษัทกำหนดให้เป็นเวลาแห่งการ training ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หรือข่าวสารการบริหารจัดการ หรือกลยุทธ์การตลาดใหม่ๆ ที่ผู้จัดการจะต้องสื่อสารให้ทีมงานฟัง

โดยปกติ แอเรียของร้านที่แอมมี่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการสาขา  จะมีร้านเรดิโอแช็คใกล้ๆ กัน สองสามร้าน  แล้วเรามักจะรวมกันจัดเวียนไปร้านโน้นร้านนี้  ทั้งนี้ เนื่องจากว่า จะได้ใช้ประสบการณ์ความเชี่ยวชาญของผู้จัดการแต่ละคน รวมทั้งพนักงานเก่งๆ มาช่วยในการร่วม training ด้วย

อย่างแอมมี่จะเชี่ยวชาญในเรื่อง Computer Networking อย่างมาก  ซึ่งเมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว คนอเมริกันเอง ยังไม่ทันสมัยเท่าคนเอเชียค่ะ  และอาจจะเป็นเพราะว่า รูมเมทแอมมี่ คือ นักเรียนปริญญาโทเกียรตินิยมเหรียญทอง (Straight A - ได้ A ทุกวิชา) ทางด้านคอมพิวเตอร์  ดังนั้น ที่อพาร์ตเม้นท์ จึงมีทุกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้นให้ได้ทดลองกัน  เช่น ขณะที่เมืองไทยในตอนนั้น ใช้เวลาดาวน์โหลดเพลง MP3 กัน 1 เพลงในเวลา 15 นาที  แต่แอมมี่โหลดได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเอง  เครื่อง Desktop ที่บ้านในปี 2000 สามารถอัดภาพยนตร์ลง DVD ได้แล้ว  หรือเราตัดต่อสาย CAT5 ติดหัวต่อเอง (มันคือสายคอมพิวเตอร์ LAN เส้นสีฟ้าหรือสีขาว  ซึ่งจะคล้ายสายโทรศัพท์แต่หัวใหญ่กว่า ซึ่งทุกเส้นจะเป็นคู่สี และต้องวางให้ถูกต้องทั้ง 8 เส้น ใน 1 สาย ดูตัวอย่างภาพด้านล่าง) เป็นต้น  การที่ใช้อุปกรณ์บ่อยๆ กับการแวดล้อมด้วยคอมพิวเตอร์มาตลอด  ความรู้มันจึงซึมเข้าไปเอง โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามมากในการเรียนรู้เท่าไหร่นัก  ก็เลยเป็นประโยชน์อย่างมากในการทำงานด้วย

เวลาประชุมตอนเช้าที่เราเรียกว่า Saturday Morning Meeting จึงเป็นลักษณะที่เรียกว่าการสร้าง ตลาดนัดความรู้ หรือ บา (BA) ตามภาษาญี่ปุ่นของ ศจ.โนนากะ  ทุกคนถาม-ตอบและแชร์ความรู้กันในทุกเรื่องใหม่ๆ ที่มีในตอนนั้น  และเนื่องจากว่า  ในช่วงปีที่แอมมี่ทำงาน  เป็นช่วงที่มี gadget และ gismo (แก็ดเจ็ทและกิสโม่) หรือ อุปกรณ์อิเลคโทรนิค กุ๊กๆกิ๊กๆ แบบใหม่ๆ เข้ามาเต็มเลย  เช่น  เครื่องฉายรูปจาก card เก็บข้อมูล, portable DVD player แบบพกพา และแบบตั้งโต๊ะ, เครื่องหากุญแจ (key finder), โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ, wireless ทั้งหลาย,  เครื่องส่งสัญญานภาพจากทีวีเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งข้ามห้อง และอีกสารพัด  

 แอมมี่จึงใช้วิธีให้ลูกน้องแต่ละคน เอาอุปกรณ์ไปศึกษาที่บ้าน  แล้ววันเสาร์ก็เอามาเล่าวิธีใช้ให้เพื่อนๆ ฟัง  ส่วนในเรื่องโปรโมชั่นใหม่ๆ ก็ใช้วิธี โยนคำถามเข้าไปกลางวง  แล้วทุกคนช่วยกันคิด ว่าจะช่วยกันโปรโมทสินค้าอย่างไรดี  เพราะโดยปกติ กลุ่มลูกค้าของแต่ละร้านจะไม่เหมือนกัน  และเป็นหน้าที่ของผู้จัดการสาขาที่จะต้องคิดหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุดด้วย แต่เนื่องจาก วิธีการทำงานของแอมมี่นิยมทำกับทีมมากกว่าค่ะ  ทั้งนี้ก็เพราะเหตุผลคือ ภาษาอังกฤษเมื่อเทียบกับ american born แล้ว จะเก่งสู้เค้าไม่ได้  บวกกับความเข้าใจในวัฒนธรรมของแต่ละเชื้อชาตินี่  เป็นเรื่องยากมากๆ  ที่เราจะเข้าใจ  (ชิคาโก เป็นเมือง melting pots แปลว่าผสมผสานกันด้วยวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีคนอยู่อาศัยจากหลายเชื้อชาติ) ดังนั้น  การทำงานกับลูกน้อง โดยการให้เค้าได้คิด และใช้ประสบการณ์ที่เคยมีจากที่ต่างๆ มาแลกเปลี่ยนกันในกลุ่ม แล้วหาข้อสรุป หาจุดร่วมจึงเป็นเรื่องที่สนุกสนาน และ convince ให้ลูกน้องอยากทดลองประยุกต์ใช้และร่วมมือร่วมใจผลักดันโปรโมชั่นได้เป็นอย่างดีด้วย

ส่วนหากว่าเกิดปัญหาในการขาย หรือการให้บริการ หรือการบริหารจัดการบางอย่าง Senior Manager ของร้านอื่น จะช่วยตอบคำถามและแก้ปัญหาได้มากทีเดียวค่ะ  เนื่องจาก ผู้จัดการระดับ Senior จะต้องอยู่ในตำแหน่งผู้จัดการมาอย่างต่ำ 5 ปี สั่งสมประสบการณ์มาเยอะ และมีความรู้มากมายให้ซักถาม  ซึ่งก็สามารถโทรถามในเวลาทำงานได้ด้วยนอกเหนือจากเช้าวันเสาร์  หรือทุกวันพุธที่เป็นการประชุมประจำสัปดาห์ของระดับผู้จัดการสาขาโดยเฉพาะ  หรือพนักงานระดับสุดยอดเซลส์แมน เซลส์เกิร์ล ก็จะมาช่วยเล่าเทคนิควิธีการขายให้ฟังโดยไม่มีหวงความรู้กันเลย  ได้ประโยชน์มากๆค่ะ

ด้วยวิธีการจัดการความรู้แบบการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้เชี่ยวชาญ  แล้วนำมาประยุกต์ใช้จริง  ช่วยให้พนักงานเองมีรายได้จากคอมมิสชั่นการขายเพิ่มมากขึ้น  รายได้ของร้านสูงขึ้น  บริษัทก็มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย  ถือว่าได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย

โดยสรุป  ตลาดนัดความรู้ หรือ บา จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากๆ ในการจัดการความรู้จริงๆ ค่ะ

Jerome becomes a genius

posted on 01 Feb 2009 16:12 by leadership  in KM-LO

วันนี้ อาจารย์พูดถึงหนังสือเรื่อง Jerome becomes a genius เขียนโดย Eran Katz แล้วเลยสนใจจะหาข้อมูลต่อ  ก็เลยอ่านจากแหล่งข้อมูลต่างๆ แล้วเอามาแปะต่อ ให้เพื่อนๆ อ่าน แชร์ KM กันต่อ เพื่อความรวดเร็วค่ะ

(ขอบคุณที่มาจาก: http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=standbybowky&month=03-2008&date=18&group=1&gblog=12)

หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวของกลุ่มคนที่คุยกันว่าทำไมคนยิวฉลาด เรามักเห็นชื่อนักวิทยาศาสตร์ดัง ๆ ติดอันดับโลกอย่างไอสไตน์ หรือแม้แต่นักปฏิวัติอย่างคาร์ล มาร์กซ และใครอื่น ๆ อีกหลายคนที่ล้วนคุ้นหูกันดี นั่นสิ !!! ทำไมถึงต้องเป็นคนยิว...แต่ใช่ว่าคนยิวจะอัจฉริยะชาติเดียว คนไทยอัจฉริยะก็ถมเถ แต่ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงที่ พวกเขาเหล่านั้นสร้างความอัจฉริยะขึ้นมาได้อย่างไร

ข้อแรก... “หลักการแห่งจินตนาการ” คือ การจินตนาการสภาพที่แตกต่างออกไป ไม่ต้องสนใจความรู้สึกเกี่ยวกับตรรกและโอกาส ฉันค้นพบว่า “หลักการจินตนาการแบบพยากรณ์อนาคต (Prophetic Imagination) เพื่อทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นจริงโดยวิธีการที่เป็นไปได้...ช่างคล้ายและสอดคล้องกับเรื่อง The secret สิ้นดี...ถ้าไม่เชื่อเธอลองเขียนสิ่งที่คุณปรารถนาสองข้อลงบนกระดาษดูสิ...เหมือนกับที่เธอคาดหวังให้ตัวเลขในบัญชีเพิ่มขึ้น มันก็สามารถเป็นจริงได้

ข้อสอง... “หลักการหนูเร่ร่อน ภูมิปัญญาเพื่อความอยู่รอด” ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่าอย่าปล่อยให้ตัวเองรู้สึกพอใจและสะดวกสบายในสิ่งที่เป็นอยู่ คุณควรเดินทางไปที่ไหนสักที่ หรือเร่ร่อนและเปลี่ยนสถานที่จากที่เป็นอยู่ มันอาจเป็นแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ เพราะมันจะทำให้สมองตื่น และความคิดไม่เฉื่อยชา...หลักการข้อนี้ฉันค้นพบด้วยตัวฉันเองได้เป็นอย่างดี หลายครั้งที่ฉันอยากเดินทาง อยากไปไหนสักที่ เวลาคิดหรือเขียนอะไรไม่ออก หรือแม้แต่รู้สึกไม่สบายใจ หลายคนเรียกวิธีการนี้ว่า “ไปชาร์ตแบท” แต่สำหรับฉันมันคือการเดินทางที่กลับมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง

(อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/doggy-doggie/story/view.php?id=376417)

ข้อสาม...  "หลักการแห่งความเข้าใจสูงสุด" ตอบคำถาม ด้วยคำถาม เพราะเมื่อตั้งคำถาม ทำให้เกิดความคิด และยิ่งคิดมาก ก็ยิ่งพัฒนาสมองได้มาก

ข้อสี่...  "หลักการแห่งการยกระดับ"  คือ บางสิ่งบางอย่างไม่จำเป็นต้องเริ่มใหม่ แต่จงนำสิ่งที่ดีแล้วมาต่อยอด ทำให้ดียิ่งขึ้น

ข้อห้า...  "หลักการแห่งแรงบันดาลใจ"  คือ หาต้นแบบที่ดีเด่นให้ตัวคุณเอง  เพราะแรงบันดาลใจจะช่วยให้เราไปถึงจุดมุ่งหมายได้

การจูงใจแบบชาวยิว - คือ ความจำของความจำ จะช่วยให้เราจำได้ดีเยี่ยม (จำเป็นภาพ)

หนังสือเล่มนี้ แบ่งออกเป็น 16 ตอน เขียนลักษณะเรื่องเล่าปนเรื่องตลก  น่าหามาอ่านเพื่อเพิ่มความรู้ และใช้เทคนิคการจำ และปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ

 

 

 

เรียนรู้ KM จากภาพยนตร์

posted on 09 Jan 2009 08:44 by leadership  in KM-LO

 จำได้ว่า  เดือนแรกที่ไปอยู่ชิคาโกใหม่ๆ  คือเดือนมกราคม  ที่ทั้งหนาวก็หนาว  แถมตอนนั้นภาษาอังกฤษก็ยังไม่เก่งมาก  แต่รูมเมทและคุณป้าของเธอชวนไปดูหนังเรื่อง  Good Will Hunting ที่เพิ่งจะลงโรงฉาย  อะ  ไปก็ไป 

 

ปรากฏว่า  โอ้โห  เป็นหนังพูดทั้งเรื่อง แล้วยังพูดเร็วอีกต่างหาก  สารภาพจริงๆ เลยว่า ฟังไม่รู้เรื่อง  เพราะไม่มี subtitle ต้องใช้ทักษะการฟังอย่างเดียวและการเดาจากบุคลิก  บวกถามเพื่อนบ้าง  หนังจบออกมาก็ยัง งงๆ  ก็ให้คุณป้าที่ทำงานเป็นนักบัญชีอยู่ในโรงแรมใหญ่ในเมืองเล่าสรุปให้ฟัง

 

หนังเรื่องนี้  เป็นหนังที่เขียนบทเองและเล่นเองด้วย  โดย Matt Damon และ Ben Affleck  ซึ่งเป็นการเขียนบทครั้งแรกในชีวิต  แต่ในที่สุดก็คว้ารางวัลออสการ์ด้านบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม  แล้วก็ยังเป็นหนังที่นักวิจารณ์ทั่วโลกต่างยกย่องและยกให้อยู่ในทำเนียบ หนังดีที่ต้องดู

หนังเรื่องนี้  พระเอกคือ Will ใช้การเรียนรู้ KM ผ่านวงจรของโนนากะ  ตั้งแต่ออกไปเจอที่จริง  ของจริง  หาตนเองเจอ  ผ่านทุกข์  ผ่านการคิด  ผ่านการ “ตกผลึก”  --- นี่คือ คำพูดของ ดร.วรภัทร์  ภู่เจริญ  พูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้  และอีกคำพูดนึงที่แอมมี่ชอบมากๆ คือ การ Open mind, Open heart, Open will  หรือ เปิดความคิด  เปิดใจ  และเปิดพลังออกมา  (Peter Senge, หนังสือ Presence) 

 

คงพูดเชื่อมโยงหนังกับ KM ได้ไม่ดีเท่าท่านอาจารย์ค่ะ  ดังนั้น  เพื่อนๆ ที่สนใจก็ลองเข้าไปอ่านเองนะคะ ที่นี่ค่ะ

http://202.183.190.2/FTPiWebAdmin/knw_pworld/image_content/70/pw70_1dm.pdf

 

ฉากนี้  ประทับใจมากๆ ค่ะ  พระเอกวิล  ปะทะคารมกับ นศ.ปริญญาโทจาก Harvard

(คลิกที่นี่ ถ้าภาพไม่ขึ้น)

ภาพ 2 หนุ่ม ขึ้นรับรางวัลออสการ์ รางวัล บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Original Screenplay)

 

ดู ภาพขณะรับรางวัลได้ ที่นี่ http://www.youtube.com/watch?v=d8RIS5GJqAg