KM-LO

Cognitive Domain พุทธิพิสัย

posted on 09 Jun 2009 06:56 by leadership in KM-LO

วันนี้ ไปอ่านเจอเรื่องนี้ เขียนโดย อาจารย์เศก  เลยเอามารวบรวมไว้เผื่อใครจะนำไปใช้อ้างอิงในการสอบ หรือใช้ทั่วๆไป  เนื้อหามีดังนี้ค่ะ

 

Cognitive Domain หรือ พุทธิพิสัย เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางด้านความรู้ ความคิดสติปัญญา Bloom ได้จัดแบ่งไว้ 6 ระดับคือ

  1. Knowledge คือความจำ หรือความรู้ซึ่งเป็นพฤติกรรมในความสามารถที่เก็บ หรือรักษาความรู้ไว้แล้วสามารถระลึกได้ในภายหลัง เหมือนกับเราบันทึกข้อมูลไว้ใน memory ที่สามารถเรียกดูได้ในภายหลัง เช่นการเรียนรู้ว่า อาหารหลักมี 5 หมู่เป็นต้น

  2. Comprehension คือความเข้าใจ เป็นพฤติกรรมที่สามารถประมวลใจความหลัก หรือใจความสำคัญ หรือสาระสำคัญ แล้วสามารถตีความออกมาได้ตรงตามสาระสำคัญนั้นได้ หรือขยายความ หรืออธบายเพิ่มเติมได้โดนที่สาระหลักไม่เปลี่ยนแปลงไป

  3. Application คือการนำไปใช้ เป็นพฤติกรรมที่สามารถนำความรู้ที่ได้มาหรือเข้าใจมาเอาไปใช้งานได้ นำไปแก้ปัญหาได้โดยประมวลมาจากความรู้ความเข้าใจ เช่นเรียนทำอาหารมาแล้ว สามารถประกอบอาหารได้หลายอย่างโดยใช้ความรู้ที่มีอยู่ สามารถรู้ว่าอาหารปริมาณ แค่ไหนต้องใส่น้ำปลาเท่าใดเป็นต้น

  4. Analysis คือการวิเคราะห์เป็นพฤติกรรมที่สามารถ คิดแยกแยะ แบ่ง แตกส่วนประกอบ และบอกความสำคัญขององค์ประกอบต่างๆ ว่าเกี่ยวเนื่องกันอย่างไรได้ เช่นเรียนทำอาหารมาแล้ว พอมาพบกับอาหารที่ปรุงเสร็จแล้ว สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ประกอบด้วยอะไรบ้าง วิธีปรุงอย่างไร ใช้ไฟเบา หรือไฟแรง เป็นต้น

  5. Synthesis คือการสังเคราห์ เป็นพฤติกรรมที่สามารถ นำส่วนย่อย หรือองค์ประกอบย่อยมาผนวก หรือรวมกันเป็นสิ่งเดียว หรือเป็นเรื่องเดียวกัน เพื่อให้มีประโยชน์ หรือสมบูรณ์มากขึ้น เช่นการสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆ หรือแนวความคิดใหม่ๆ เช่นเมื่อเรียนทำอาหารมาแล้ว สามารถคิดสร้างเมนูใหม่ๆ ขึ้นมาได้เป็นต้น

  6. Evaluation คือการประเมินค่าเป็นพฤติกรรมที่สามารถ ติดสิน ประเมิน หรือสรุปในเรื่องของสิ่งต่างๆได้ อย่างมักหลักการณ์ หลักเกณฑ์ ที่มีเหตุผล เช่นการตัดสินกีฬา ตัดสินคดี หรือประเมินว่าสิ่งนั้นดี ไม่ดี ถูกต้องหรือไม่ โดยประมวลมาจากความรู้ทั้งหมดที่มี

ทั้งหมด 6 ระดับ ถ้ากลัวจำไม่ได้ก็ท่องสั้นๆว่า จำ-ใจ-ใช้-วิ-สัง-ประ คราวนี้เวลาเราจะทำแผนการสอนก็ต้องมาวางระดับความรู้แล้วว่าจะให้ออกมาถึงระดับไหน ก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการสอนครับ

Peter Senge กับ KM

posted on 29 Apr 2009 12:13 by leadership in KM-LO

เขียนโดย แอมมี่ (อิศราวดี ชำนาญกิจ)

วันนี้ เตรียมตัวอ่าน KM (เพิ่งเริ่มนะเนี่ย จะทันสอบวันเสาร์มั๊ยหนอ ^^)

ด้วยความคิดถึงชั้นเรียน แอมมี่เลยให้ครู Peter Senge มาสอนส่วนตัว (แหม ฟังดูดีจังนะคะ) ผ่าน Youtube ต่างหากค่ะ ดูไปหลายคลิป ก็เจอคลิปนึงที่น่าสนใจ คือ การสัมมนาเกี่ยวกับเรื่อง "การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน ในโลกที่ไม่สมดุล" (Global Imbalances and Organizational Forms: Rethinking Purpose and Structure. Are Corporations Equipped for the 21st Century?) ซึ่งหนึ่งในวิทยากร ก็คือ ครู Senge ค่ะ

ขอสรุปประเด็นที่น่าสนใจไว้ในที่นี้นะคะ

  • การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน เป็นสิ่งที่ท้าทายโครงสร้างขององค์กรในปัจจุบันมาก
  • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขององค์กร จะช่วยให้องค์กรอยู่ได้อย่างยั่งยืนหรือไม่? ไม่มีใครตอบได้
  • มีการถกเถียงกันมากมายทุกมิติ (snowball-like agenda) คือ หาคำตอบไม่ได้แน่นอน เพราะมีทุกมุมให้ถกเถียง
  • ปัญหาใหญ่ขององค์กรที่กีดกันการพัฒนาอย่างยั่งยืน คือ ปัญหาคอรัปชั่น (ทั้งแบบถูกและผิดกฎหมายเห็นชัดทีเดียวว่า เรารู้ว่าผิดกฎหมาย แต่ก็ยังกระทำกันอยู่ - Henry Mintzberg, McGill University) คุณเฮนรี่ไม่ชอบคำว่า Human Resources เพราะเรียกเหมือนสิ่งของที่จัดหามาแทนได้ตลอดเวลา  ท่านว่าน่าจะใช้ว่า Human Being มากกว่า (เพราะว่ามีคุณค่า ทดแทนกันไม่ได้)
  • ซึ่งปัญหาคอรัปชั่นนี้ น่าจะเกิดมาจาก สังคมที่ไม่สมดุล (Society Imbalance) ระหว่างภาคธุรกิจด้วยกันเอง กับสังคม กับการเมือง และกับเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง  เกิดจากกฏเกณฑ์ทางเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดความละโมบทางการเงิน จึงสร้างปัญหาใหญ่ต่อการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน
  • คุณเฮนรี่ ชื่นชมการใช้ CSR (Corporate Social Responsiblity) และแนะนำว่าองค์กรควรยึดมั่นในนโยบายนี้อย่างมั่นคง ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง กับชีวิตสังคม เลิกทำตัวเป็นบุคคล (person) เนื่องจากถ้าทำผิดกฎหมาย ก็อาจจะถูกให้ออกไปจากสังคม (โห แนวคิด สุดจะ Idealistic จริงๆ ในสภาพความเป็นจริง ใครจะทำได้เนี่ย - แอมมี่)
  • คุณ David Korten, Author กล่าวว่า องค์กรธุรกิจในปัจจุบันดำเนินธุรกิจบนความมั่งคั่งอยู่แล้ว ต้องให้รัฐช่วยออกนโยบายมาจำกัดความมั่งคั่ง หรืออาจจะให้องค์กรออกมาทำประโยชน์เพื่อสาธารณะมากขึ้น (ระยะหลังๆ องค์กรมักจะเห็นแก่ตัวมากไปค่ะ เช่น ไปตั้งโรงงานในประเทศยากจน แล้วจ่ายค่าแรงราคาถูก แต่เอากลับไปขายในราคาแพง, การผลิตสินค้าที่มีสารอันตราย (เช่น เมลามีน) หรือไม่มีคุณภาพที่จะไปทำลายสิ่งแวดล้อมภายหลัง หรืออื่นๆ - แอมมี่ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นชัดเจนขึ้นในไอเดียบรรเจิดของลุงเดวิดค่ะ)
  • Arie de Geus, Formerly Royal Dutch Shell พูดว่า ปัจจุบันตลาดทุนได้เปลี่ยนจากตลาดผู้ขายมาเป็นตลาดผู้ซื้อ ซึ่งในยี่สิบปีที่ผ่านมามีลักษณะเป็นตลาด commodity จึงเกิดกฎที่ให้อำนาจเต็ม (absolute power) แก่ผู้ขายในเรื่อง การจ้างงาน การไล่ออก และการจ