PhD-Courseworks

สวัสดีค่ะ  เพื่อนใหม่ หลักสูตร ผู้นำฯ รุ่น 3 ทุกท่าน

เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรกของการเปิดเทอม  แอมมี่ ในฐานะประธานฝ่ายวิชาการของรุ่น 2 ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่บ้านผู้นำอันอบอุ่นของเรานะคะ

PhD Leadership 1 by you.
ดร.วนัสรา, ดร.ภูวนิดา, ดร.พิณลัพธพร, และบางส่วนของผู้นำ รุ่น 1

ภาพที่นำมาลงในนี้เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นค่ะ  (ที่เหลือ เพื่อนๆ สามารถเข้าไปดูได้ที่ http://phdleader.com/) เพราะบล็อคนี้ ตั้งใจจะทำไว้เพื่อใช้ลงสรุปเล็คเชอร์  สรุปหนังสือ และบทความที่น่าสนใจ  เพื่อใช้เป็นประโยชน์ต่อการทำรายงานบางส่วน  และเผยแพร่ผลงาน  แต่เดี๋ยวอะไรที่ไม่เกี่ยวกัน แอมมี่จะเอาไปเก็บไว้ที่อื่นนะคะ

PhD Leadership 2 by you.

สุดหล่อ สุดสวย บางส่วนของรุ่น 2 โดยมีท่านประธานชัชวาล (พี่เปี๊ยก) อยู่ขวาสุด

สรุปเล็คเช่อร์ของรุ่น 2 นั้น  ให้เปิดที่ blog map หรือ สารบัญหลักของบล็อคนี้(http://leadership.exteen.com/blog-map)   ซึ่งอยู่ใต้ภาพเมืองชิคาโก ถัดจาก home ส่วนหน้า reference คือ การอ้างอิง (เชิงอรรถ) ที่ถูกวิธี เอาไว้ช่วยในการทำรายงานค่ะ  และที่เหลือก็ลองคลิกอ่านดูนะคะ (หรือจะเลือกคลิกตรงคอลัมน์ด้านขวาล่างสุดที่ categories แล้วเลือก phd-courseworks ก็จะเจอค่ะ)

ใน blog map ตอนนี้ จะอัพเดทให้ใหม่นะคะ เพราะที่ผ่านมาก็ยุ่งๆ อยู่ค่ะ ซึ่งจะมีบอกหน้าทั้งบทความที่น่าสนใจ (เวลาท่านอาจารย์พูดถึง แอมมี่ก็จะรีบๆ หามาโพสต์ไว้ กันลืม ^^)  และเมื่อ scroll down เลื่อนลงด้านล่างๆ จะเจอ lecture ของวิชาต่างๆ เรียงไว้ตามสัปดาห์ค่ะ (แต่ไม่ครบ เพราะบางวันอาจารย์แจกชี้ท ก็จดในชี้ทกันค่ะ)

กิจกรรมเชื่อมสัมพันธ์ รุ่น 3 by you.

กิจกรรม leadership team building ของรุ่น 3 (ใครเป็นใครดูเอาเองจ้า) นำโดย พี่ดาวน้อย (รุ่น 1)

แอมมี่เองก็เพิ่งจะทราบค่ะ ว่าพี่ดาวน้อยเป็นโค้ชบาสเกตบอลทีมชาติก็วันนี้เองค่ะ   ถึงว่า พี่เค้าดูแข็งแกร่ง perform man (พ้องมาจาก performance --แสลงไทย โดยแอมมี่) ได้เข้มแข็งจริงๆ  หวังว่าทุกท่านจะสนุกสนานกันนะคะ

ในช่วงเช้า หลังจากที่ได้แนะนำตัวทั้ง 3 รุ่น และคณาจารย์กันไปแล้ว  หลังจากทานอาหารกลางวันร่วมกัน  พวกเราก็ทำพิธีไหว้ครูกันแบบเรียบง่าย และรุ่น 3 เข้าฟังปฐมบรรยาย โดยท่าน รศ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิตค่ะ  (ซึ่งสำหรับหลายท่านที่ยัง งงๆ เวลาเขียนหน้าปกรายงาน ก็จะต้องเขียนเรียงลำดับไปว่า  หลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาผู้นำทางสังคม ธุรกิจ และการเมือง  วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม  มหาวิทยาลัยรังสิต  ค่ะ ^^)

 

กิจกรรมเชื่อมสัมพันธ์ รุ่น 3 by you.

กิจกรรมสร้างความสับสนให้วัยรุ่นน่าดู (รุ่นนี้ อายุเฉลี่ยไม่สูงมาก เลยยังเป็นวัยรุ่นอยู่)

สุดท้าย ขอแนะนำว่า  การเรียนไปด้วยกันเป็นทีม จะช่วยให้ทุกท่านสามารถประสบความสำเร็จไปพร้อมกันได้  อย่าลืมเลือกประธานรุ่น  รองประธาน และเลือกคณะทำงานฝ่ายวิชาการ (ของรุ่น 2 มี 4 ท่าน คือ แอมมี่  ส่งศักดิ์  โสรจ  และพี่สุภัตราค่ะ) รวมทั้ง หากสามารถจัดวันที่แต่ละท่านจะต้องจดสรุปเล็คเช่อร์ ก็จะช่วยให้รุ่นมีสรุปที่ต่างคนต่างช่วยกันทำ (เวลาสอบก็จะง่ายขึ้นด้วยนะคะ)

หากมีปัญหาหรือข้อสงสัยใดๆ สามารถสอบถามทั้ง รุ่น 1 และ รุ่น 2 ได้เลยค่ะ

อ้อ ตามปฏิทินการศึกษาของรุ่น 3 จะแตกต่างกับรุ่น 1 และ 2 เนื่องจากท่านอาจารย์ผู้บรรยายในบางหัวข้อก็จะคนละท่าน คนละวัน จึงไม่เหมือนกันซะทีเดียวนะคะ

การบ้านและรายงาน หากค่อยๆ ทะยอยทำ  แบ่งเวลาเพื่อการเรียน เพื่อการระดมสมอง และพูดคุยทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ  ก็จะช่วยให้สามารถเรียนได้อย่าง สบาย สบาย และประสบความสำเร็จค่ะ

เป็นกำลังใจให้ทุกท่านนะคะ   

เขียนโดย แอมมี่

เศร้าไปอีกวันกับ โจทย์ข้อสอบ QE วิชา การคิดเชิงระบบและเชิงวิพากษ์ กับ KM ในคำถามข้อแรก "นโยบายประชานิยม"

ด้วยความข้องใจ เลยต้องกลับมาหาคำตอบ ก็พบว่า คำตอบอยู่ที่นี่ค่ะ

www.polsci.chula.ac.th/weerasak/data/FMP/หัวข้อนโยบายประชานิยม.ppt  และ

http://www.nokkrob.org/pxp/pxp/Magazine2004/38-sp-article.htm

 

นโยบายประชานิยมมีอะไรกันบ้าง?  มาดูกันค่ะ

อ่านไปอ่านมา ก็พบว่า เออนะ เราก็ตอบได้ตรงอยู่หลายอย่าง (ทั้งๆ ที่ใช้เวลาเขียนคือ 15 นาทีสุดท้าย - แต่เขียนโครงร่างการตอบไปเกือบครึ่งชั่วโมง) ถือว่า เป็นผลบุญของการเตรียมตัวอ่านหนังสือล่วงหน้ามาเยอะ และนานกว่าสี่เดือน

รวมทั้ง ในข้อ 1 ย่อยที่ให้เสนอแนวกรอบนโยบาย ที่แอมมี่เตรียมกรอบการแก้ปัญหาความยากจนมา ก็นำมาปรับใช้ค่ะ เพราะคำถามให้เสนอกรอบนโยบายการแก้ปัญหาการพัฒนาประเทศ โดยที่ยังคงนโยบายประชานิยม แต่ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงมาเพื่อช่วยให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืน

เป็นไงคะ นี่แค่คำถามข้อ 1 ซึ่งเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการสอบประมวลวิชา QE (Qualifying Exam) ที่มีทั้งหมด 2 วันเต็มๆ กับ 6 วิชา ของการเรียนปริญญาเอก หลักสูตรผู้นำทางสังคม ธุรกิจและการเมือง (Leadership in Social, Business & Politics) คณะนวัตกรรมสังคม

แอมมี่ ขอภาวนาว่า ให้สอบผ่านทีเถิ๊ด (กรุณาทำเสียงสูงตาม) .... ไม่อยากเตรียมสอบรอบสองค่ะ

 

ข้อสอบ GDP

posted on 27 Apr 2009 13:46 by leadership  in PhD-Courseworks

เขียนโดย แอมมี่

ใครจะไปนึกนะคะว่า ข้อสอบ QE คราวนี้จะออก Macroeconomics มาให้ช้ำใจเล่นๆ

ดีนะว่า ท่านประธานเปี๊ยกได้เน้นย้ำว่า มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่จะออก เพราะวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์คราวนี้ กระทบไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้กระทั่งเมืองไทย

เนื่องจากว่า แอมมี่เป็นคนเดียวของห้องที่ present เรื่องดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจ GDP ตัวนี้ (แต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะออกข้อสอบ และไม่แน่ใจว่าที่ตอบไปจะถูกมั๊ย ) เลยถือว่าเป็นความรับผิดชอบที่จะต้องไปหาข้อมูลมาแชร์กันค่ะ

อัตราการขยายตัวของ GDP ประเทศไทย

GDP = C + I + G + (X – M)

 

 ในที่นี้ C และ I คือการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน (Private Consumption และ Private Investment)

G เป็นรายจ่ายของรัฐบาลที่รวมทั้งการบริโภคและการลงทุน (Government Expenditure)

X คือ การส่งออก (Exports) และ M คือ การนำเข้า (Imports) โดยที่ต้องลบการนำเข้า (M) ออก (เพราะว่าหากนับการใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการในส่วนของ C, I G และ X จะพบว่าการใช้จ่ายดังกล่าว ได้รวมเอาส่วนของสินค้าและบริการที่ไม่ได้ผลิตในประเทศเข้าไปด้วย ซึ่งคือการนำเข้า ซึ่งจะมีผลทำให้มูลค่าการใช้จ่ายสูงกว่ามูลค่าของสินค้าและบริการที่ผลิตได้ในประเทศจริงๆ )

   GDP (Gross Domestic Product) หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หมายถึง มูลค่าตลาดของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ถูกผลิตภายในประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ โดยไม่คำนึงว่าผลผลิตนั้นจะผลิตขึ้นมาด้วยทรัพยากรของชาติใด ซึ่งถูกคิดค้นโดย Simon Kuznets (นักเศรษฐศาสตร์ชาวรัสเซีย ผู้ซึ่งได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ เมื่อปี1971) เริ่มใช้ครั้งแรกในโลกในปี ค.ศ. 1930 และเริ่มใช้ในประเทศไทยปี ค.ศ. 1950

ทำไมเราจึงใช้ GDP ในการวัดความมั่งคั่งของแต่ละประเทศ?

**GDP หรือ gross domestic product เป็นตัวมูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่มีการผลิตและซื้อขายกันผ่านระบบตลาด ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ดังนั้นเป้าหมายของการสร้าง GDP ขึ้นมาเป็นดัชนีชี้วัด ก็เพื่อให้เราได้ทราบถึงมูลค่าของธุรกรรมทางเศรษฐกิจ ที่ได้เกิดขึ้นในอาณาบริเวณของประเทศเราในช่วงเวลาหนึ่งๆ


หากเรานำตัวเลข GDP ต่างคาบเวลามาคำนวณหาอัตราการเปลี่ยนแปลง เราจะได้ภาพของการเจริญเติบโต (หรือถดถอย) ของมูลค่าธุรกรรมในระบบเศรษฐกิจ


เมื่อเรานำ GDP มาหารด้วยจำนวนประชากร เราจะได้ตัวชี้วัดที่เรียกว่า GDP per capita ซึ่งหมายถึงผลผลิต (ประชาชาติ) ต่อหัวประชากร  ซึ่งตัวชี้วัดตัวนี้เองที่นักเศรษฐศาสตร์มักใช้เป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงมาตรฐานความเป็นอยู่ หรือความกินดีอยู่ดีของประชาชนโดยเฉลี่ย

จริงอยู่ที่ตัวเลข GDP นี้ไม่ได้นับรวมคุณภาพชีวิตของคนในสังคมเข้าไว้ในการคำนวณ แต่หลักฐานที่ปรากฏในโลกความเป็นจริงสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูงกว่า ย่อมมีความสามารถที่จะจัดหาบริการทางด้านสาธารณสุขที่ดีกว่า หรือระบบการศึกษาที่ดีกว่า ให้กับสมาชิกในสังคมได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง บรรดาสรรพสิ่งที่สะท้อนถึงคุณภาพชีวิตที่ดี มักปรากฏในสังคมที่ประชาชนโดยเฉลี่ยมีรายได้สูง มากกว่าในสังคมที่ประชาชนโดยเฉลี่ยมีฐานะยากจน

แต่ก็มีอีกหลายด้านของคุณภาพชีวิตที่มักเดินสวนทางกับตัวเลข GDP ตัวอย่างเช่น เศรษฐกิจที่ไร้ซึ่งกฎระเบียบในการควบคุมมลพิษอาจมีผลผลิตมวลรวมขนาดใหญ่ มีอัตราการขยายตัวของรายได้สูง แต่สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติที่มีมูลค่ามหาศาลไม่แพ้กันกลับถูกทำลายเสียหาย หรือครอบครัวที่พ่อแม่เอาแต่หารายได้เพื่อยกระดับฐานะในสังคม อาจประสบปัญหาด้านความสัมพันธ์ ระหว่างสมาชิกในครอบครัว

ประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ตระหนักมานานแล้ว และยอมรับเสมอมาว่า GDP มิใช่ตัวชี้วัดที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งไม่อาจสะท้อนให้เราเห็นถึงความอยู่ดีมีสุขในทุกๆ มิติของชีวิตได้

ปัญหาคือในขณะนี้ เรายังไม่มีตัวชี้วัดที่ครอบคลุมที่ดีกว่าและน่าเชื่อถือมากกว่ามาทดแทน GDP เท่านั้นเอง เรียกได้ว่านี่คือลักษณะปัญหาที่เกิดเพราะเป็นแนวคิดเชิงทฤษฎีที่ก้าวล้ำเกินความสามารถในการวัดค่า (Theory ahead of measurement)

แต่ GDPก็ไม่สามารถนำมาใช้ในการวัดความสุขส่วนรวมของคนในประเทศได้ เรายังต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆอีกมาก รวมทั้งสัดส่วนการผลิตและสัดส่วนการบริโภค ซึ่งจัดเป็นตัวชี้วัดด้านการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีค่ะ

GDP เพิ่มขึ้นหรือลดลงได้อย่างไร?


    การเปลี่ยนแปลงใน GDP จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ต่อเมื่อองค์ประกอบในการวัด GDP ในแต่ละด้านเปลี่ยนแปลง เช่น GDP จะเพิ่มขึ้นได้จากการที่มีการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้การวัดมูลค่าของ GDP ด้านผลผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อมีการผลิตเพิ่มขึ้น ก็มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น GDP ด้านรายได้ก็เพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน ซึ่งเมื่อคนมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็บริโภคเพิ่มขึ้น GDP ด้านค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้นสอดคล้องกันไปเช่นกัน


แต่หากการบริโภคของคนที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้นำไปบริโภคสินค้าที่ผลิตในประเทศ แต่หันไปบริโภคสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งต้องนำเข้ามาแทน ในกรณีนี้ GDP จะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะรายจ่ายการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ถูกหักลบด้วยการนำเข้า ซึ่งเป็นรายการที่หักออกในการวัด GDP ด้านรายจ่าย เป็นต้น หรือในกรณีที่รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการลงทุนเพิ่ม ในที่นี้ องค์ประกอบของ GDP ด้านรายจ่ายก็เพิ่มขึ้นผ่านตัว G ในสมการข้างต้น ก็ทำให้ GDP เพิ่มขึ้นได้ เป็นต้น  

ทั้งนี้ การวัดมูลค่าผลผลิตของสินค้าและบริการ หรือ GDP นั้น มีข้อจำกัดอยู่ตรงที่จะไม่ได้รวมการซื้อขายที่ไม่มีการซื้อขายผ่านตลาด รวมทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ผิดกฎหมาย เช่น การค้ายาเสพติด หรือการพนัน เป็นต้น นอกจากนี้ GDP อาจจะไม่ใช่ตัวที่จะใช้วัดความกินดีอยู่ดีของประชาชนได้อย่างชัดเจน เนื่องจากอาจมีการกระจุกตัวของรายได้อยู่กับคนบางกลุ่มในเศรษฐกิจ  ดังนั้น แม้จะเห็นว่าตัวเลข GDP สูงขึ้น แต่หากการกระจายรายได้ของคนในประเทศไม่เท่าเทียมกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะกินดีอยู่ดีขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน เป็นต้น

ที่มา Yahoo รู้รอบ , Vcharkarn.com

สรุปการติว QE

posted on 20 Apr 2009 09:34 by leadership  in PhD-Courseworks
 
สวัสดีค่ะ พี่ๆ และเพื่อนๆ ทุกท่าน

วันนี้ เป็นการติวครั้งสุดท้ายของเรานะคะ อีก 1 อาทิตย์ที่เหลือก็ขอให้สู้ๆ ค่ะ

แอมมี่ส่งสรุปการติวของครั้งที่ 1-5 มาให้นะคะ ตามแนบ
ส่่วนครั้งที่ 6 เป็นการติวกลุ่มย่อย มีพี่วัฒนา และพี่เปี๊ยกเป็นประธานการติวให้น้องๆ ขอบคุณมา ณ ที่นี้อีกครั้งค่ะ (ไม่มีสรุปนะคะ เพราะเนื้อหาคล้ายๆกัน)

ส่วนวันนี้ ถือเป็นครั้งที่ 7 เลขกำลังสวย (ซื้อหวยถูก)

เรามีพี่วัชระ หมอแน๊ต และคุณแอร์ รุ่น 1 มาช่วยแลกเปลี่ยนความรู้ ให้พวกเราได้ไอเดียกันมากขึ้นด้วย

โดยสรุปสาระสำคัญคือ  (จากพี่วัชระ) การตอบควรจะยึดหลัก

1.หลักคิด
2.หลักการ
3.หลักฐาน

และการคิดเชิงระบบ --> input --> process --> output

จะช่วยให้เราตอบคำถามได้กระชับขึ้น
- เริ่มจากการ(ตั้งใจ) อ่านโจทย์อย่างละเอียด
- แล้ววิเคราะห์คำถาม  อาจจะด้วยการสรุปความเข้าใจ (ย่อโจทย์)
- ความสำเร็จ อยู่ที่การตรวจสอบ นั่นคือใช้เครื่องมือมาช่วย
- ที่ยั่งยืน ทำได้ด้วยการ ควบคุมระบบ เช่น input คือ ผู้นำ การควบคุมเราจะใช้ คุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล เป็นต้น มาเป็นเครื่องมือ  ส่วน process เราจะใช้ KPIs มาวัด (อ่าน Balance Score Card) ส่วน output ใช้ Benchmark จาก World Class organization (จำเป็นที่สุด)  เพื่อการทำ Correction และ Prevention --- (พี่เปี๊ยกแนะนำให้อ่าน ISO 9000)

พี่เกศสรุป Model ของ Result Organization ให้อ่านกันเป็นตัวอย่าง, แลกปลี่ยนเรื่อง CoP (Community of Practice) ให้เราเข้าใจวิธีการมากขึ้น และเน้นว่าเป็นส่วนที่สำคัญมากในการสร้าง LO

วิจัย - เน้นระเบียบวิธีวิจัย, ทำความเข้าใจเรื่อง Research Problem และ Research Question , อธิบาย key word สำคัญ เช่น triangulation, สนาม, สนทนา ... พี่วัชระเน้นว่า ต้องอ่านไปเลยไม่ควรรอแล้ว  เพราะบางทีข้อสอบวิชา ทฤษฎีผู้นำ ก็อาจจะให้วิจัยคุณลักษณะผู้นำได้, และเราเสนอแค่วิธีการ โดยไม่จำเป็นต้องไปแก้ปัญหา หรือตัดสินว่าใครถูกผิด

เชิงพุทธ - ควรอ่าน อริยสัจ 4, อิทธิบาท 4, พรหทวิหาร 4, โยนิโสมนสิการ, สัปปุริสธรรม 7 เป็นต้น  ใครชอบอันไหน อ่านอันนั้นให้แม่นๆ

พวกเราลองประเมินกันคิดว่า - เรื่องที่ hot ในปัจจุบัน อาจจะไม่ออกสอบ แต่ก็ไม่แน่ ให้เตรียมๆไว้ด้วยค่ะ

แผนพัฒนาฯ ฉบับ 10 - พี่เปี๊ยกเน้นให้อ่านและ print ออกมา  (สอบถามได้ที่ลุง google)

ช่วงบ่าย

พี่วัชระ - ให้ไอเดียเรื่อง สถานการณ์ สร้างผู้นำ เพราะมันจะมีสถานการณ์ปกติ (ภาวะผู้นำไม่ค่อยเกิด) กับสถานการณ์วิกฤต

จากนั้นเราพูดกันถึงเรื่อง การประยุกต์ทฤษฎีผู้นำ ซึ่งโจทย์อาจจะให้วิเคราะห์ทั้ง 4 ทฤษฎีในผู้นำคนเดียวก็ได้,  เราควรจะต้องแยกบทบาท และหน้าที่ของผู้นำให้ชัดเจน โดยแอมมี่ให้ไอเดียว่า หากเป็นด้านธุรกิจจะแยกหน้าที่ผู้นำได้ชัดเจน คือ ผู้นำมีหน้าที่ วางวิสัยทัศน์  วางกลยุทธ์ ออกนโยบาย และผลักดันนโยบายออกมาเป็น action plan ส่วนบทบาทคือ ผลักดันให้ทีมทำตามนโยบาย ชักจูงใจ ให้รางวัลและสารพัด เพื่อให้งานบรรลุความสำเร็จ

ด้านการเตรียมตัว - พี่วัชระเนื่องจากแม่นในทฤษฎี และกลยุทธ์ (สังเกตว่า คือข้อได้เปรียบของผู้ที่ทำงานภาคธุรกิจ ที่โดนบังคับให้ต้องคิดอยู่ตลอดเวลา เช่นกันกับพี่วัฒนา)  พี่เตรียมตัวด้วยการฝึกทำโจทย์  หมอแน้ต -- ตามพี่วัชระไปตลอด เลยได้ฝึกคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประยุกต์อยู่ตลอดเวลา  คุณแอร์ - แนะนำว่า อาจจะออกแนวเศรษฐศาสตร์ค่อนข้างลึก อย่างเช่น โจทย์ข้อ ปัญหาข้าว

พี่วัชระแนะนำให้ใช้คำว่า Productivity, Differentiate, และ Knowledge Society และทฤษฎีอื่นนอกเหนือจากที่เรียนในห้องบ้าง เพราะจะสร้างความแตกต่างในการตอบของเรา

จากนั้น แอมมี่เสนอไอเดียให้ทั้งห้องช่วยกันลองวิเคราะห์เรื่อง การที่รัฐบาลประกาศให้การท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ  เราก็ระดมสมองในเรื่องนี้ในเชิงลึกเพื่อให้เป็นแนวทางในการตอบ

นอกจากนี้เรายังถกกันเรื่อง เศรษฐศาสตร์มหภาค ในทฤษฎีของ Keynes และ Krugman เราถกกันในเรื่อง ความแตกต่างของนโยบายการคลัง และการเงิน  ทั้งนี้เพราะความเข้าใจในเศรษฐศาสตร์มหภาค คือ ส่วนสำคัญในการวางนโยบายในเรื่องต่างๆ ในฐานะที่เป็นผู้นำ  (ในเมื่อประเทศไทยยังนิยมลัทธิทุนนิยม เสรีนิยม นำการบริหารประเทศอยู่)

คำแนะนำ - ให้เพื่อนๆ ไปถามลุง google เอา ตาม key word ต่างๆ ที่ได้ฟังมา แล้วทำสรุปเอา และควรจะลองหาวิธีการแก้ปัญหาในเรื่องต่างๆ แล้วเขียนเอาไว้ค่ะ

โชคดีกันทุกคนนะคะ

ตามหาข้อมูลดีๆได้ที่

- เครื่องมือการบริหาร/กลยุทธ์ทั้งหมด ในโลกนี้

 

บรรยายโดย รศ.ดร.บุญอนันต์  พินัยทรัพย์

สรุปโดย อิศราวดี  ชำนาญกิจ

ป.ตรี - East - West University

ป.โท & เอก - Loyola University

http://www.managementjournals.com/journals/hrm/1-1/08-01.gif

HRM Model from http://www.managementjournals.com/journals/hrm/1-1/08-01.gif 

 

เครื่องมือ - Core Competency  & Functional Competency เป็นเครื่องมือที่วัดได้

อจ.บอกว่า น่าจะเป็นที่ compensation & Benefit มาก่อน และ Employee Relationship อันดับต่อมา

Health & Safety

การพัฒนาคน ด้วย Training & Development

- ใช้ KM, LO, Career Path, Career Development, On-the-job training

Performance Management (พัฒนามาจาก Evaluation) ประเมินจาก Strength & Weakness, Motivation, Coaching, Couseling, Mentaling

งาน HR นานาชาติ พูดถึง

  • Talent Management
  • Work-Life Balance
  • Change (demographic เช่น Generation ที่แตกต่าง Baby boomers, X, Y (Highly technology, รับผิดชอบ, อดทนต่ำ, ไม่ชอบให้เจ้านายมาสั่ง)

Work Analysis and Design (ตาม sheet)

  • Succession Plan
  • Conflict Management

SBP 703 Qualitative Research (week 1-2)

posted on 21 Dec 2008 13:30 by leadership  in PhD-Courseworks

บรรยายโดย รศ.ดร. งามพิศ สัตย์สงวน

(บ่าย)

Themes of Qualitative Research / Participant Observation

1. Naturalism - เพราะคือการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ดังนั้น นักวิจัยจึงควรต้องลงไปอยู่กับประชากรที่เราศึกษา  และเราจำเป็นที่จะต้องเข้าไปใช้ชีวิตประจำวันกับชาวบ้าน/กลุ่มตัวอย่าง

2. Participant Observation - การสังเกต มีข้อมูลให้เห็นชัดเจน อธิบายรายละเอียด ภูมิประเทศ  ภูมิทัศน์ สภาพแวดล้อมหมู่บ้าน และอื่นๆ ที่คิดว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญ 

3. Behavioral Observation สังเกตทุกสิ่งขวางหน้า ไม่ละเลยสิ่งอื่นๆ ขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญที่ต้องสังเกต คือ ศึกษาพฤติกรรมของคนเป็นหลัก

4. Holistic การมองภาพรวม

ปัญหาพื้นฐานของมนุษย์และส่วนต่างๆ ของวัฒนธรรม

  1.  ปัญหาความสัมพันธ์ทางเพศและการควบคุมทางเพศ   - ระบบครอบครัวและเครือญาติ (สถาบันครอบครัว)
  2. ปัญหาเรื่องปากท้อง   - ระบบเศรษฐกิจ (สถาบันเศรษฐกิจ)
  3. ปัญหาความขัดแย้งและการควบคุมทางสังคม   - ระบบการเมืองการปกครอง
  4. ปัญหาเรื่องการอบรมสั่งสอนสมาชิกใหม่ของสังคม   - การขัดเกลาทางสังคมและการศึกษา
  5. ปัญหาเรื่องลี้ลับ อำนาจเหนือธรรมชาติ   - ระบบศาสนาและความเชื่อ
  6. ปัญหาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ   - การแพทย์และสาธารณสุข
  7. ปัญหาเรื่องการสื่อสาร   - ระบบการสื่อสารและเทคโนโลยี
  8. ปัญหาการคิดสร้างสรรค์และการแสดงออก   - ศิลปะ
  9. ปัญหาเรื่องการพักผ่อนหย่อนใจ   - นันทนาการ

ทั้ง 9 ข้อ อยู่ภายใต้ "หัวใจของวัฒนธรรม" หรือ สถาบันสังคม

5. Field Notes - ต้องจดโน้ต  อย่างละเอียด แล้วค่อยวิเคราะห์

6. Marginal Native

   6.1 Emic - คือ การมองผ่านด้วยสายตาของชาวบ้านในการศึกษา

   6.2 Etic  - คือ การมองอย่างเป็นกลาง ใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มองในสายตานักวิจัย

7. How long ระยะเวลาที่เหมาะสม ... 1 ปี

8. View  Techniques ใช้หลายเทคนิคร่วมกัน

9. Variables  อย่าละเลยตัวแปรทุกตัวแปร

10. Preparation - นักวิจัยต้องเตรียมตัวนานก่อนเข้า setting

Unit of Analysis

Actors    -  ผู้ที่เกี่ยวข้อง

Activities     - กิจกรรม

Place/ Physical Setting  สถานที่

ก่อนทำการวิจัย ควรไปลองทำ survey ดูก่อนเพื่อหาปัญหาในการวิจัย

การเขียนรายงานวิจัยเชิงคุณภาพ เน้น เชิงพรรณนาเป็นหลัก

 

 

บทความที่น่าสนใจ

บรรยายโดย รศ.ดร.งามพิศ  สัตย์สงวน

(เช้า) 

การวิจัยเชิงคุณภาพเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์

นักศึกษาปริญญาเอกจึงควรสร้างความรู้ทางด้านพฤติกรรมของมนุษย์ ว่าเป็นอย่างไร

หนังสือที่อาจารย์แนะนำให้อ่าน "หลักมานุษยวิทยาวัฒนธรรม"  ศึกษาทั้งทางด้าน Biological & Cultural , ความเชื่อทางประเพณี, ศาสนา, มีเนื้อหาทาง Social Science และ การเปลี่ยนแปลงของโลก

หลักมานุษยวิทยาวัฒนธรรม เป็นเนื้อหาสาระของวิชาหลักมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ซึ่งเป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตของมนุษย์ในสังคมทั่วโลกอย่างสมบูรณ์ที่สุด เพราะเป็นการศึกษาชีวิตทุกด้านของมนุษย์ เช่น ด้านการเลี้ยงดูทารก เด็ก การขัดเกลา หรือการเรียนรู้วัฒนธรรม ด้านครอบครัว เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง การถ่ายทอดวัฒนธรรม การจัดช่วงชั้นทางสังคม ความเชื่อทางศาสนา การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่รวมเอาการพัฒนาสังคมไว้ด้วย หวังว่า "หลักมานุษยวิทยาวัฒนธรรม" เล่มนี้ จะให้ความรู้ที่ทันสมัย สมบูรณ์ ถูกต้องและเชื่อถือได้ในสาขาวิชามานุษยวิทยา... (29 พ.ย.46)

 

หนังสือเล่มต่อไป "การวิจัยเชิงคุณภาพทางมานุษยวิทยา" (Excellent Book) มีทั้งการวิจัยจริงจากอเมริกา เวียดนามและไทย

หนังสือเล่มนี้ให้ความรู้เกี่ยวกับการวิจัยทางมานุษยวิทยา และการวิจัยสนาม ซึ่งเป็นประโยชน์ในการศึกษาเทคนิควิจัยรูปแบบต่างๆ ที่จะนำไปใช้ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ในแง่มุมต่างๆ ทั้งด้านครอบครัว การศึกษา สุขภาพอนามัย คติชนวิทยา วัฒนธรรมชุมชน เป็นต้น ทำให้เกิดความเข้าใจในการวิจัยทางสังคมศาสตร์อย่างสมบูรณ์ มีการนำเสนอกรณีศึกษาที่น่าสนใจของประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น กรณีศึกษาวัฒนธรรมข้าวในเวียดนาม โสเภณีหญิงในกรุงเทพมหานคร ครอบครัวอเมริกัน และความยากจนในสลัมแห่งหนึ่ง

การวิจัย (Research) คือ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ โดยใช้ scientific method เพื่อให้ได้ social fact ข้อเท็จจริง หรือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เป็นพฤติกรรมที่แท้จริง

Social Sciences Research คือ การวิจัยพฤติกรรมของมนุษย์ตั้งแต่สองคนขึ้นไป  และเพราะการวิจัยเชิงคุณภาพนั้นเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์  ดังนั้น SSR จึงมีความสัมพันธ์กับ Quantitative Research

วิทยาศาสตร์แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ

1. ศาสตร์บริสุทธิ์ (Pure Science) ศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติ พืช สัตว์ มนุษย์

  1. Natural Science - Physical Sciences & Biological Sciences
  2. Social Science - General SC, Special SC (Sociology, Anthropology, Political Sciences, Economics)
  3. Humanities

สิ่งที่ต่างกันในการศึกษา คือ 1) Subject Matter  (สิ่งที่ล้อมรอบตัวมนุษย์ มีชีวิต และไม่มีชีวิต) และ 2) Research Methodology ซึ่งอาจจะเป็นแบบ a. Subjective วิจัยโดยใช้อารมณ์ความรู้สึกมาเกี่ยวข้อง  หรือ b. objective วัตถุวิสัย หรือ ไม่ใช้อารมณ์ความรู้สึก มาใช้ในการศึกษาเลย

2. ศาสตร์ประยุกต์ (Applied Science)

History of Qualitative Research

เกิดขึ้นมา 200 ปีแล้ว ศึกษาจาก Social Sciences มาก่อน (Sociology, Social anthropology, psychology)

 

บทความที่น่าสนใจ

 

SBP 716 Knowledge Management

posted on 30 Nov 2008 09:53 by leadership  in PhD-Courseworks

เช้า 9:30-10:30 am  ท่านอาจารย์ ดร.นายแพทย์ ประยงค์  เต็มชวาลา

กล่าวถึง ภาคการศึกษาที่ผ่านมา  ให้กำลังใจนักศึกษาปริญญาเอกทุกท่านในทุกๆ เรื่อง  แบ่งกลุ่มทำงานและการพรีเซ้นต์งาน

 

10:30-12:00 ดร.พิณลัพธพร นาคสมบูรณ์

บรรยายเรื่อง Introduction to Knowledge Management (สไลด์จะอยู่ในเว็บบอร์ด PhdLeader ค่ะ)

 

รศ.ดร.กิ่งพร  ทองใบ

การพัฒนายุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ของผู้นำ

ความหมายของการบริหารเชิงกลยุทธ์ 

Strategic Management is that set of managerial decisions and actions that determines the long term performance of the corporation

 

กระบวนการในการตัดสินใจ  ดำเนินการและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติงานเพื่อให้การดำเนินงานขององค์การเป็นไปโดยมีประสิทธิผลและได้ประสิทธิภาพสูงสุดตลอกเวลา  เป็นการทำได้เยี่ยมกว่า  หรือเป็น Effective Process โดยมีลักษณะที่สำคัญ 3 ประการ คือ

  • เป็นการจัดการทั่วทั้งองค์กร
  • พัฒนาจุดเด่นจนได้เปรียบคู่แข่งขันทุกทาง
  • ให้องค์การมีสัมฤทธิ์คติ คือ บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ได้ตามสถานการณ์

กระบวนการในการกำหนดเป้าหมายที่แน่ชัดของธุรกิจในระยะยาวและสร้างหรือพัฒนาวิถีทางในการปฏิบัติ ตลอดจนการจัดสรรทรัพยากรขององค์การเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่ได้ถูกกำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ  2 ประการ คือ  ความหมาย   วิถีทางในทางปฏิบัติ  (ดร.สมคิด  จาตุศรีพิทักษ์)

 

หมายถึง  การวางแผน  การดำเนินงาน  และการควบคุมในแนวทางเชิงกลยุทธ์ที่จะช่วยให้การบริหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (รศ.ดร.กิ่งพร ทองใบ)

 

จุดเน้นมุ่งที่การบริหาร

 

กลยุทธ์ที่คิดค้นขึ้นมาต้องอาศัยพื้นฐานทางการบริหารเป็นหลัก

 

Criteria Used to Categorized "Strategic Management Concept/Theory"

  • Scope of Strategy
  • Concept Origin
Categorized by "Scope of Strategy"
  • Corporate Level Strategy - Michael E Porter, Peter F Drucker, John P Kotter, Tom Peters
  • Functional Level Strategy / Management Tools
    • Marketing Management - Phillip Kotler
    • Human Resources Management - Dave Ulrich
  • Management Tools/ Concepts

Categorized by "Concept Origin"

  • Develop from Others, Personal Concept
  • Best Practices
  • Research Finding เช่น In Search of Excellence, Built to Last, Living Company, Good to Great

อาจารย์แนะนำให้อ่านหนังสือเรื่อง Managing in the Next Society ของ Drucker

(ภาษาไทยมีแปลแล้วชื่อ การบริหารการจัดการสังคมแห่งอนาคต แปลโดย รศ.ดร.กนลา สุขพานิช ขันทปราบ

หนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยบทความที่กล่าวถึง "การบริหารแบบดั้งเดิม" และที่ยังไม่ได้กล่าวถึง ก็คือเรื่อง "เทคนิคการแก้ไขปัญหาแบบครอบจักรวาล" เนื้อหาสำคัญของหนังสือเล่มนี้ก็คือ การกล่าวถึงกระแสของการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมในอนาคต ซึ่งจะเป็นพันธกิจสำคัญของนักบริหารในอนาคต

ในอีก 10 - 15 ปีข้างหน้านี้ องค์กรต่างๆ จะถูกคุกคามอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก และเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคม จะเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญยิ่ง ต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวขององค์กร ยิ่งกว่าปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจเสียอีก

หนังสือเล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เราสามารถบริหารและจัดการกับสังคมแห่งอนาคตได้อย่างสำเร็จผล )

 
  

กูรูทางด้านกลยุทธ์ ที่สำคัญอีกท่านหนึ่งคือ Igor Ansoff และ โมเดลของอิกอร์

การบ้าน

งานเดี่ยว

Reading Assignment หาบทความ (ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้) ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารเชิงกลยุทธ์ เพื่อนำมา present หน้าห้อง (10 นาที) ในช่วงเช้าวันที่ 27 ธันวาคม 2551  หามา 3 บทความ แล้วนำมาเขียนสรุปเป็นของตัวเองประกอบด้วย บทนำ  วัตถุประสงค์  สรุป  (5-10 หน้า)  [ส่งทั้งรายงาน และพรีเซ้นต์หน้าห้องด้วย]

อาจจะหาได้จาก Journal of Management, Harvard Business Review

Indy Assignment - ส่งงานอ่านและสรุป (ประมาณ 10 หน้าต่อคน) ส่ง 1 paper ในวันที่ 17 ม.ค. 2552 แล้วนำเสนอด้วย powerpoint ภายใน 2 สัปดาห์)

1. กลยุทธ์ธุรกิจ - ผู้อ่านและสรุป ณัฐชยา

2. คิดใหม่่ การตลาด - อภิศักดิ์

3. ยุทธวิธีการแข่งขัน - พรเพ็ญ & เกศราภรณ์

4. คิดใหม่เพื่ออนาคต - เบญจางค์ & ส่งศักดิ์

5. เส้นทางจากกลยุทธ์สู่การปฏิบัติด้วย Balance Scorecard - ภูมินทร์

6. สู่ความเป็นเลิศทางธุรกิจ - ส่งศักดิ์

7. ห้าหลุมพรางของ CEO - วรารัตน์ & นิธิวัฒน์

8. BSC และ KPI เพื่อการเติบโตขององค์กรอย่างยั่งยืน - จารุวัฒน์ & วรภัทร

9. เมื่ออนาคตไล่ล่าคุณ - พิกุล

10. What's the big Idea - พสิษฐ์, ชัชวาลย์, นภัสรพี, กัญญารัตน์

11. The Essence of Strategic Management - อิศราวดี, เกียรติเสริม

12. The New Rational Manager: An Updated Edition for A New World - โสรจ, สุขุมาลย์, เสงี่ยม, ธนกฤต

โดย รศ.ดร.กิ่งพร ทองใบ

ชื่อวิชา การพัฒนาวิสัยทัศน์และภาวะผู้นำทางสังคม  ธุรกิจ การเมืองในโลกยุคโลกาภิวัตน์

 

Peter F Drucker และ หนังสือ Management

Management Theory คำว่า Vision น่าจะใช้เมื่อสมัย French Revolution หรือการปฏิวัติอุตสาหกรรม (ศต. 15 -16)เมื่อเกิดลักษณะของการทำงานในโรงงาน  เป็นการจัดการทางวิทยาศาสตร์ Scientific Management

ต่อมา มีการศึกษาเรื่องการบริหารจัดการภาครัฐ และเอกชน ก็นำยุทธศาสตร์มาใช้

 

Thomas Peters กับหนังสือ In Search of Excellence

ยุทธศาสตร์ หรือกลยุทธ ศึกษากันอย่างจริงจัง ถือว่าเป็นในยุคปัจจุบัน (200 ปีที่ผ่านมา เท่านั้น)

  • หลัง WW 2  มีกูรู คนสำคัญคือ Peter Drucker (1957) เขียนหนังสือชื่อ Management
  • ช่วงหลังจากปี 1970 เป็นช่วงของการปฏิวัติ IT (Information Technology)  ในยุคนี้ มีการพูดถึงคลื่นลูกที่ 3 (เขียนโดยอัลวิน ทอล์ฟเล่อร์) [ สำหรับในประเทศไทย ในช่วงหนึ่งมีผู้เขียนหนังสือ อัศวินคลื่นลูกที่ 3 ระบุว่า คือ ทักษิณ ชินวัตร]  ส่วนคลื่นลูกที่ 4 คือ การพัฒนานวัตกรรม    ในช่วงนี้ กูรูคนสำคัญ คือ Tom Peters เขียนหนังสือเรื่อง In Search of Excellence (1979) กูรูท่านต่อมา คือ Michael E Porter นักเศรษฐศาสตร์ ที่ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการวางกลยุทธ์ หรือที่เรียกว่า Competitive Advantage ความได้เปรียบเชิงแข่งขัน หรือในเรื่องของการจัดการกลยุทธ์ Strategic Management  ได้เขียน หนังสือเรื่อง "On Competition"
 
Michael E Porter และ กลยุทธ์ Five Force Model
  • ต่อมา ในทางการบริหารจัดการจะพูดกันมากในเรื่องจริยธรรม คุณธรรม Ethical and Moral  พูดกันมากถึง Good Governance

กระบวนการบริหาร จากหนังสือเรื่อง Management ของ P.Drucker

เดิมใช้คำว่า Administrator  หลังจากที่หนังสือเล่มนี้ออกจำหน่าย จึงมีการพูดถึง Management มากขึ้น จากสูตรการบริหารจัดการ (Gulick)

POSDCORB  ---> POLE

P = Planning, O = Organizing, D = Directing ต่อมาเปลี่ยนเป็น L = Leading, E = Evaluating

 

แนวคิดการบริหารในยุคปัจจุบัน (Modern Management Concept) จาก Tom Peters

  • เน้นที่ความเป็นเลิศทางการบริหาร (Excellency) :

In Search of Excellence - the eight themes

  1. A bias for action, active decision making - 'getting on with it'.
  2. Close to the customer - learning from the people served by the business.
  3. Autonomy and entrepreneurship - fostering innovation and nurturing 'champions'.
  4. Productivity through people - treating rank and file employees as a source of quality.
  5. Hands-on, value-driven - management philosophy that guides everyday practice - management showing its commitment.
  6. Stick to the knitting - stay with the business that you know.
  7. Simple form, lean staff - some of the best companies have minimal HQ staff.
  8. Simultaneous loose-tight properties - autonomy in shop-floor activities plus centralised values.
  • ลักษณะที่แสดงความเป็นเลิศทางการบริหาร ได้แก่ เน้นการบริหารเพื่ออนาคต  การวางแผนกลยุทธ์ ซึ่ง 1.เป็นการวางแผนที่มีเป้าหมายชัดเจน (ความได้เปรียบทางการแข่งขัน Competitive Advantages) และ 2.เพื่อประเมินภาวะแวดล้อม (บริบท หรือ contexts) ใช้กลยุทธ์ SWOT Analysis  นอกจากนี้ ยังต้องสร้างวัฒนธรรมองค์การด้วย  และการสร้างความคล่องตัว