Talent-Leader

นำมาจากหนังสือของ John C. Maxwell

1. ผู้นำต้องเป็นคนมีวิสัยทัศน์ ต้องมองไปถึงอนาคต และเห็นจุดมุ่งหมายอย่างชัดเจน

2. ผู้นำต้องใฝ่รู้ ต้องไม่ล้าหลัง ติดตามเรียนรู้ให้ทันการเปลี่ยนแปลงอยุ่เสมอ

3. ผู้นำต้องเป็นผู้รับใช้ที่ดี เรียนรู้การปฏิบัติจากผู้อื่น

4. ผู้นำต้องมีวินัยในตนเอง เพื่อเป็นตัวอย่างในการสร้างวินัยให้กับองค์กร

5. ผู้นำต้องเป็นผู้มั่นคง ในหลักการ อุดมการณ์ ไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์

6. ผู้นำต้องเป็นคนกล้ารับผิดชอบผลที่เกิดจากการตัดสินใจ

7. ผู้นำต้องเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดี ทำให้การทำงานเกิดความราบรื่น

8. ผุ้นำต้องเป็นคนรู้จักแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นระยะยาวถ้ารู้ว่ามีปัญหาตร้องรีบแก้ไม่ปล่อยให้ ปัญหาคงค้าง

9. ผู้นำต้องเป็นผู้มีทัศนคติที่ดีในการทำงาน ต้องเชื่อว่าทำได้

10. ผู้นำต้องมีใจรักในงาน รักผู้ร่วมงาน รักผู้เกี่ยวข้องในงาน รักผู้รับบริการ รักตนเองเข้าใจตนเอง

11. ผู้นำต้องมีคุณธรรม เชื่อมั่นในหลักคุณธรรม

12. ผู้นำต้องมีเสน่ห์ บุคลิกดี ความประทับใจแรกพบช่วยให้งานประสบความสำเร็จได้ง่าย

13. ผู้นำต้องทุ่มเท เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ หากไม่ทุ่มเทจะเป็นเพียงนักฝัน

14. ผู้นำต้องรู้จักการสื่อสารที่ดี มีความสามารถสื่อให้ผู้อื่นเข้าใจในสิ่งทีตนเองคิด ทำเรื่องยากให้ง่าย

15. ผู้นำต้องเป็นคนมีประสิทธิภาพ ทำงานอย่างมีหลักวิชาการให้เกิดความสำเร็จ

16. ผู้นำต้องกล้าหาญ ทำในสิ่งที่ถูกต้องกล้าคัดค้านในสิ่งผิด

17. ผู้นำต้องมีวิจารณญาณที่ดี รู้จักวิเคราะห์ ตัดสินใจถูกต้อง

18. ผู้นำต้องมีความแจ่มชัดในทุกด้าน

19. ผู้นำต้องเป็นคนมีน้ำใจ

20. ผู้นำต้องเป็นคนมีความคิดริเริ่มในสิ่งใหม่ๆ

21. ผู้นำต้องเป็นผู้ฟังที่ดี เพื่อเข้าถึงจิตใจคน

โดย Ms. Jareerat Meesupanan.

ไอสไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า “จินตนาการสำคัญมากกว่าความรู้” จิตนาการเกิดจากความคิดที่สร้างสรรค์ ซึ่งจะนำพาให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆที่ช่วยให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง โดยอาศัยความรู้และเทคโนโลยีที่มีอยู่เป็นเครื่องมือเพื่อให้บรรลุผลตาม

จินตนาการที่สร้างขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าในองค์กรที่สนับสนุนให้บุคลากรในองค์กรมีความคิดที่นอกกรอบ นอกกฎระเบียบที่วางไว้ หรือสนับสนุนส่งเสริมการทำวิจัยเพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ ส่งเสริมให้มีการฝึกคิดเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ อย่างมีระบบ ทำให้เกิดสินค้าและบริการใหม่ๆ ออกมาแข่งขันกับองค์กรอื่นๆ ได้อย่างคาดไม่ถึง และได้เปรียบในเชิงธุรกิจ

แต่สิ่งที่น่าสงสัยนั้นคือ องค์กรเหล่านั้นมีวิธีการอย่างไรเพื่อให้บุคลากรในองค์กรเกิดการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของตนเองอยู่เสมอๆ ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทุกองค์กรจะสามารถปฏิบัติได้เหมือนกัน

แม้ว่าจะมีแนวทางหรือนโยบายออกมาโดยการที่ส่งบุคลากรไปอบรมเพื่อให้ได้รับ ความรู้เพิ่มเติมขึ้นแต่ความรู้ที่ได้รับนั้นอาจไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาองค์กร ซึ่งเป็นการสูญเสียเงินงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ โดยก่อนที่จะกล่าวถึงวิธีการในการสร้างความคิดเชิงสร้างสรรค์ของบุคลากรใน องค์กร เราจะมาดูกันว่าระดับขั้นตอนการคิดและการเรียนรู้ของคนที่เกิดขึ้นนั้นมีที่ มาอย่างไร ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างน่าอัศจรรย์

มีทฤษฎีของ เบนจามิน บลูม อาจารย์มหาวิทยาลัยชิคาโก ได้นำเสนอ “Taxonomy of Educational Objectives” ที่ต่อมา ได้เป็นที่รู้จักกันดีทั่วไปคือ Bloom’s Taxonomy ได้แยกระดับทักษะของกระบวนการคิดของคนไว้ 6 ระดับ มีการแสดงโดยแบบจำลองที่มีลักษณะรูปพีระมิดดังต่อไปนี้

 

null


แหล่งที่มา : http://coe.sdsu.edu/eet/Articles/bloomrev/index.htm

 จากรูปเราจะเห็นได้ว่าทักษะกระบวนการคิดในระดับล่างสุดคือ ระดับความรู้/ ความจำ ซึ่งถือเป็นทักษะการคิดที่ต่ำที่สุด หมายถึง มีเพียงแต่ความรู้ซึ่งสามารถค้นหาได้จากหนังสือ ตำรา เอกสาร หรือแหล่งความรู้ทางอินเทอร์เน็ตที่มีอยู่อย่างมหาศาล จดจำและนำมาใช้ได้ชั่วคราวแต่ไม่สามารถนำความคิดนี้ไปใช้ประโยชน์ได้ เพียงแค่เกิดความรู้ และสามารถหายไปจากความทรงจำได้เมื่อระยะเวลาผ่านไป

ทักษะการคิดที่สูงขึ้นคือ ระดับความเข้าใจ หมายถึง เข้าใจว่าความรู้นั้นมีประโยชน์อย่างไร ลำดับขั้นตอนการทำงาน หรือสามารถอธิบายสาเหตุของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้

ทักษะการคิดที่สูงขึ้นกว่าระดับนี้คือ ระดับการประยุกต์ใช้ หมายถึง สามารถนำความรู้ ความเข้าใจที่รู้มามาใช้ในการแก้ปัญหาในเรื่องต่างๆ ในสถานการณ์ใหม่ได้อย่างมีเหตุผล จากระดับทักษะการคิดของคนใน 3 ระดับที่ผ่านมานั้นยังไม่ถือว่าทักษะการคิดขั้นสูง และเป็นที่น่าสังเกตว่าระบบการศึกษาในขณะนี้ รวมไปถึงการเรียนรู้ในการทำงานตามองค์กรโดยส่วนใหญ่จะหยุดอยู่ในทักษะการคิด 3 ระดับนี้เท่านั้น คือ รู้ เข้าใจ ทำได้ และหยุดอยู่ที่การทำได้คือการทำงานซ้ำๆ แบบเดิมทุกวัน หากมีปัญหาก็ใช้ความรู้ความข้าใจที่มีอยู่มาแก้ไขปัญหา จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการไม่พัฒนาหรือการสร้างนวัตกรรมของสินค้า หรือบริการแบบใหม่

ต่อไปเราจะมาดูทักษะการคิดในขั้นสูง ซึ่งอยู่ใน 3 ระดับบนของยอดพีระมิด ได้แก่ ระดับการวิเคราะห์ หมายถึง การบอกรายละเอียดและมีความสามารถในการจำแนกและบอกความแตกต่างของส่วนที่เป็น องค์ประกอบของสถานการณ์หรือข้อมูล สามารถบอกสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีเหตุผล โยใช้วิจารณญาณในการตัดสิน บอกถึงผลดี ผลเสียและผลกระทบที่เกิดขึ้นได้

ระดับการประเมินค่า หมายถึง ความสามารถในการตัดสินคุณค่าหรือการใช้ข้อมูลโดยการใช้เกณฑ์ที่เหมาะสม (สนับสนุนการตัดสินใจด้วยเหตุผล) สามารถบอกได้ว่าสิ่งใดดีกว่ากัน สิ่งใดแย่กว่ากัน สิ่งใดคือความถูกต้อง และสิ่งใดไม่ถูกต้องโดยมีเหตุผลสนับสนุน

และทักษะการคิดของคนที่สูงที่สุดคือ ระดับสังเคราะห์ / ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความสามารถในการรวบรวมส่วนย่อยเข้าด้วยกันเพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมด เช่นการพัฒนาสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ การออกแบบปรับปรุงระบบงานให้สามารถทำงานได้ดีขึ้น สะดวกขึ้น ลดค่าใช้จ่าย โดยอาศัยพื้นฐานจากความรู้ ความเข้าใจ การประยุกต์ใช้ทฤษฎี การวิเคราะห์ถึงผลประโยชน์ และข้อเสีย และการประเมินค่า จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะทำให้เราเข้าใจได้ว่า การที่จะสร้างสรรค์จินตนาการนั้นต้องอาศัยพื้นฐานจากความรู้ ความเข้าใจ และฝึกการคิดอยู่ตลอดเวลา

ขอส่งท้ายด้วยคำพูดของไอสไตน์อีกครั้งหนึ่ง “ Logic can move from A to B , but Imagination can move around the earth” ซึ่งถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรจะหมั่นฝึกฝนการคิดในเชิงสร้างสรรค์เพื่อ ให้เกิดการพัฒนาองค์กรมากว่าการคิดร้ายและคอยกลั่นแกล้งกันเองเพื่อให้ตน เองอยู่รอด

ที่มา http://catadmin.cattelecom.com/km/blog/jareerat/2007/08/29/creative-thinking-high-order-thinking-skills/

วันนี้ ได้ดูคลิปวีดิโอการให้สัมภาษณ์ของคุณอิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ เศรษฐีหนุ่มพันล้าน เจ้าของธุรกิจสาหร่ายทอดเถ้าแก่น้อย ในรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย

ภาวะผู้นำที่เห็นเด่นชัดคือ ความกล้าเสี่ยง กล้าที่จะตัดสินใจ มีทัศนคติในแง่ดี (ชอบมากๆที่น้องเค้าให้ข้อคิดว่า ในงานศพ ก็ยังมีสัปเหร่อ มีคนขายโจ๊ก ...ในวิกฤตก็มีโอกาสอยู่เสมอ มันอยู่ที่ว่าคุณเลือกที่จะเป็นศพ หรือเป็นคนขายพวงหรีด) อย่าหมดกำลังใจ (ถ้าเราคิดว่าแพ้ ... นั่่นคือ แพ้จริงๆ ถ้าเราไม่ยอมแพ้ มันก็ไม่มีวันจบ) ต้องไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค รักในงานที่ทำ ไม่ดูหมิ่นงานทุกอย่าง (ต๊อบทำมาหมดแล้วทุกอย่าง ทุกตำแหน่งในโรงงาน แม้แต่การล้างพื้นโรงงาน ... ผมอยู่กับสาหร่าย 10 กว่าชั่วโมงต่อวัน)

อิทธิพัทธ์เล่าว่าเขามีปรัชญาการทำงานอยู่ 3 ข้อคือ 1.ถาม 2.ถาม และ 3.ถาม เพื่อให้ได้ข้อมูลมารวบรวมเพื่อการตัดสินใจ (เช่นกันกับการวิจัยที่ต้องอาศัยการเก็บข้อมูลมากๆ เพ่ือเป็นตัวแทนกลุ่มและเป็นแนวทางช่วยในการตัดสินใจ)

ลองดูคลิปเองค่ะ  น่าทึ่งจริงๆ

เมื่อวานนี้ แอมมี่ได้เข้าร่วมฟังบรรยายเรื่อง "วิกฤตเศรษฐกิจโลกกับอนาคตของอาเซียน" ปาฐกถาโดย  นายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำฝ่ายค้าน อดีตรองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย  เนื้อหารายละเอียดของ speech ภาษาอังกฤษ คลิกที่นี่ค่ะ  แต่ของภาษาไทยขอนำเนื้อหามาจากหนังสือพิมพ์มติชนมาให้อ่านกันดังนี้ค่ะ


โชว์กึ๋น - นายอันวาร์ อิบราฮิม หัวหน้าพรรคฝ่านค้านประเทศมาเลเซีย ปาฐกถาพิเศษ "วิกฤตเศรษฐกิจโลกกับอนาคตของอาเซียน" ที่อาคารมหิตลาธิเบศร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 30 มีนาคม

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม นายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำฝ่ายค้าน อดีตรองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "วิกฤตเศรษฐกิจโลกกับอนาคตของอาเซียน" ที่อาคารมหิตลาธิเบศร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนหนึ่งว่า ขณะนี้ทุกประเทศในอาเซียนได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาทั่วหน้ากัน จึงควรจะแก้ปัญหานี้ด้วยกันอย่างเร่งด่วน เร่งช่วยเหลือในเรื่องไมโครเครดิตหรือสินเชื่อรายย่อย อาเซียนจำเป็นต้องมีผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ต้องมีมาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ถูกต้อง เพราะที่ผ่านมาใช้มาตรการผิดพลาด ผู้นำต้องเลือกผลประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่ากลุ่มธุรกิจหรือกลุ่มบุคคล

อาเซียนต้องร่วมมือกันแก้วิกฤตเศรษฐกิจโลกขณะนี้ โดยยึดหลักธรรมาภิบาล รื้อระบบใหม่ แก้ปัญหาคอร์รัปชั่น การมีผู้นำที่มีประสิทธิภาพ มีเหตุผล จะทำให้การแก้ไขวิกฤตได้กระทำอย่างทันท่วงที เพื่อความยุติธรรมทางสังคม ระบบพวกพ้องที่ทำความผิดแล้วไม่ลงโทษจะต้องแก้ไข สำหรับภูมิภาคอาเซียนทางชายแดนนั้นจะต้องมีการประสานเป็นหนึ่งเดียว ควรปฏิสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกัน ภาคประชาสังคมขณะนี้เติบโตเป็นจำนวนมาก เป็นปัจจัยที่แข็งแกร่งในการทำงาน ควรร่วมมือกันแก้ปัญหาทางการเมือง สิทธิมนุษยชน จำเป็นต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อความยั่งยืนของพวกเราอาเซียน

เมื่อถูกถามถึงแนวโน้มการขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายอันวาร์ตอบว่า ได้เป็นรองนายกฯมาแล้ว อย่างไรก็ตาม หากได้เป็นรัฐบาลจริงจะมีความแตกต่างกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยรัฐบาลของตนจะปกป้องเสรีภาพของสื่อ รับประกันกระบวนการยุติธรรมในประเทศ และจะให้เกิดความเท่าเทียมกันระหว่างชนชาติต่างๆ ในมาเลเซีย ส่วนเรื่องปัญหาในภาคใต้ของประเทศไทยนั้น ส่วนตัวไม่อยากเห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน รัฐบาลมาเลเซียควรจะทำงานเชิงรุกในเรื่องสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ดังกล่าว และต้องทำอะไรมากกว่านี้ ให้มีการพูดคุยรัฐบาลต่อรัฐบาลผ่านวิธีทางการเมือง ไม่ใช่วิธีทางทหาร หากได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะมาเจรจาแก้ปัญหาภาคใต้กับรัฐบาลไทยแน่นอน

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน 31 มีนาคม 2552 หน้า 16

งานนี้นอกจากจะได้ความรู้ ยังได้จับมือกับผู้นำทางการเมืองมาเลเซีย และได้ถ่ายรูปร่วมด้วย ถือเป็นโอกาสที่หาไม่ได้ง่ายนักค่ะ

SBP 716 การจัดการ MK สุกี้

posted on 07 Feb 2009 13:37 by leadership  in Talent-Leader

บรรยายโดย  คุณฤทธิ์  ธีระโกเมน (MK Suki)

- ท่านเคยเป็นประธานกรรมการบริษัท Se-Ed

- ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทเอ็มเค เรสโตรองค์ จำกัด

http://www.nationejobs.com/content/worklife/careertalk/images/cr20030102_t.jpg 

มี MK เกือบ 300 แห่งในไทย 21 แห่งในญี่ปุ่น ร้านอาหารญี่ปุ่น ยาโยอิ และธุรกิจการไทย เลอ สยาม

พนักงานทั่วประเทศไทย 13,000 คน

ลูกค้าเดือนละประมาณ 3 ล้านคน

(สาขามากที่สุดในไทย  รองลงมาคือ KFC)

การเติบโตมี 3 ช่วง  ช่วงละ 7 ปี

MK Presale Performance

http://kelive.kimeng.co.th/kelive/UploadImages/200701170944441080701172_mk.gif

"ก่อนหน้านี้คุณแม่ทำธุรกิจร้านอาหารไทยภายใต้"ณ สยาม"อยู่แล้ว
ซึ่งพอเรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ก็มาคลุกคลีอยู่กับวงการหนังสือก่อน"ซีเอ็ด" จากนั้นก็ผันตัวเองสู่ธุรกิจ
อาหาร ประเดิมด้วยธุรกิจข้าวมันไก่ ต่อมาดำเนินธุรกิจอาหารด้วยการสร้าง
อาณาจักรใหม่ภายใต้แบรนด์"เอ็มเค สุกี้"
ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้นำตลาดครองส่วนแบ่งกว่า 90%"

http://www.thaivi.com/mobile/thread.php?topic_id=20129

MK เกิดจากร้านอาหารไทยเล็กๆ ที่ สยามสแควร์

เปิดครั้งแรก ปี 1986 โดยการลงทุนของ เซ็นทรัล โดยเปิดสาขาแรกที่หม้อสุกี้ใช้ไฟฟ้า (รุ่นเก่าเป็นแก๊ส)

ปัญหาที่เกิด (product development & การบริหารจัดการอื่นๆ) ใน 7 ปี แรก (เปิดได้ 15 สาขา)

  • เตาไฟฟ้า
    • ใช้ Children Guard ไม่ให้เด็กโดนไฟลวก
    • ติดตั้งเครื่องกันไฟดูด ซึ่งใช้มาตั้งแต่สาขาแรก และมีช่างตรวจสอบ
  • พื้นที่ใช้งานบนโต๊ะเกะกะไป ด้วยจานของสด - ออกแบบคอนโดมาใส่ซ้อนอาหารสดเป็นชั้นๆ  สีแดงเพื่อเวลามีของสดที่มีเลือด จะไม่น่ากลัว  มีช่องเพื่อให้ความเย็นเข้ามาสู่อาหารได้
  • ออกแบบตะกร้อ เปลี่ยนจากทองเหลืองซึ่งหักง่าย มาเป็นสแตนเลสปั๊มขึ้นรูป ไม่หลุดง่าย และมีขอเกี่ยวกับปากหม้อสุกี้
  • อาหารได้ช้ามาก  และมักผิดพลาดสั่งนี่ได้นั่น - บิลแบบติ๊ก  ช่วยให้รับสั่งได้เร็วขึ้น - ต่อมา เริ่มสร้างตู้เย็นคุมอุณหภูมิเพื่อพักสินค้า  แม่ครัวใส่จากด้านหลัง  พนักงานหยิบด้านหน้า เกิดเป็นลักษณะ FIFO เป็นตู้เย็นเพื่อจ่ายของสดแบบ feed through
  • ความสดของอาหารไม่คงที่  จึงต้องงปรับปรุงแบบครบวงจรห่วงโซ่อาหาร  ใช้เวลาแก้ปัญหานานที่สุด เพราะต้องสาวไปถึงแหล่งของสด
    • ปรับปรุงตู้เย็นเป็นระบบ No Frost ใหม่หมดทั้ง 10 สาขา (ที่มีในตอนนั้น)และบันทึกความเย็นอยู่ตลอด
    • การผลิตก่อนใช้  เวลาสั้นที่สุด  ส่งตอนเที่ยงคืน จึงประหยัดเวลาได้ 12-15 ชั่วโมง  ปรับ Supplier  จัดทำศูนย์ส่งสินค้า 2 ที่ ส่งได้ครอบคลุมถึง 100 สาขา
    • ใช้ระบบมาตรฐานมาควบคุมคุณภาพ  ตอนนี้ ไปถึงฟาร์ม เป็น contract farming ตั้งแต่การคุมอาหาร. ยา  ปีนี้ เริ่มปลาที่เลี้ยงในกระชัง (2552) , ผักสด ส่งเที่ยงคืน, 40-50% จะถูกคัดทิ้ง เพราะคนไทยไม่นิยมทาน  ปลูก เช่น ผักกาดขาว 1000 ไร่  จะมีเคมีตกค้างน้อย แต่เชื้อโรคจะมีมามากขึ้น เมื่อมาถึงร้านจะมีพนักงานตัดแต่งอีกที  ใช้ตาคน ตรวจสอบ
  • การบริการไม่ค่อยจะประทับใจ - จัดตั้งหน่วยงาน และจัดทำหลักสูตร และศูนย์ฝึกอบรมขึ้นมา คอร์สแรก Don't Do That  อะไรที่ไม่ควรทำ  เรียนทุกคนเป็นครูหมด ต้องสอน และบางทีก็กลับมาเป็นนักเรียนด้วย  มีครูพี่เลี้ยงในทุกสาขา
  • แต่ละสาขามาตรฐานไม่ใกล้เคียงกัน - เริ่มทำ Standardize มี SOP (Standard Operating System)  จัดทำระบบ feedback  คำติชมจากลูกค้า  เพื่อให้เกิด consistency

MK operating concept  เป็น QCQS = Quickness, Cleanliness, Quality, Service

http://www.bangkok-search.com/images1/mk180.jpg

ยุคที่ 2  ปี 1993-1999 ผ่านพ้น ยุคโชติช่วงชัชวาล ห้างเปิดเยอะมาก

รู้ตัวว่า MK เป็น Chain เราอาศัย Passion , Experimentation, Move -->Build Real Thing

ทำ ISO (Construct System to Governance) กำจัดของเสียทิ้ง  จัดทำระบบ Logistics ระบบศูนย์จัดส่งอาหาร

Strive for Excellence ด้วยมาตรฐานที่สูง We build our management system to match with the World Class System (ระบบบัญชี  ระบบคอมพิวเตอร์เครือข่าย computer network system)

มี vision, core value (what we believe), mission in 5-7 years

Strategy --> Quality Food, Best Service, Value for money, Good location, Impressive Advertising, Strong Financial, Promoting Health, Managing System

High Growth --> 75 สาขา

เริ่มนำ Professional เข้ามาช่วย  งานเริ่มสบายขึ้น  แต่ก็มีคู่แข่งเข้ามา

Apart from QCQS we gain more of World Class System and ensure Consistency

expand so many branches and gain Economy of Scale  visibly in Brand and Advertising

1997 - Economic Bubble burst

1998-2000  เปิดสาขา ครบ 100 สาขา

ยุค 3  ปี 2001 เป็นต้นมา (Super Growth) ช่วงนี้ Globalization ห้าง, ร้าน, ธนาคาร ถูกต่างชาติเข้าซื้อกิจการมากมาย

ระบบเราแข่งขันได้  แต่เราแข่งขันในระดับภูมิภาค  Bencemark นำ KPI เข้ามาใช้  เพื่อให้สามารถแข่งขันในระดับโลกต่อไปได้  หาทางร่วมมือกับผู้เล่นระดับโลก

Tesco ให้ที่ แต่ size เล็กลง จึงต้อง design ร้านใหม่  Tesco มี 60 สาขา BigC 70 สาขา Carrfour  Central

291 สาขา ตอนนี้ เปิดโดยเฉลี่ย สัปดาห์ละ 1 สาขา turnover 7,000 million Baht

ตอนนี้ เริ่ม go global ลองหลายประเทศ  แต่พนักงานไทย รักครอบครัวเกินไป โตลำบาก

จึงมาเปิด ภัตตาคารอาหารญี่ปุ่น ยาโยอิ ไป 30 กว่าสาขา จับตลาดระดับ 140 บาท

MK Model of People Management

Service design --> Recruitment --> ใช้ Training ช่วย --> Human Service Excellent <-- Motivation <-- Culture <-- Measurement <-- Alignment <-- Kaizen (Continuous Improvement)

ซอย Segmentation ออกเป็น 10 กลุ่ม เพื่อให้ตอบสนองความต้องการให้ตรงกับคนทุกกลุ่ม

พัฒนา Kaizen ในทุกส่วน โดยไม่กระทบ Food Quality

เช่น  การเต้นในร้าน

http://vernissage.tv/blog/wp-content/branding040106.jpg

Brand Building (กลยุทธ์การสร้างแบรนด์)

" เหตุผลที่ทำให้ Branding เป็นกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน เนื่องจาก Branding ไม่เป็นเพียงการนำเสนอสินค้าและบริการให้ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ Branding ยังเป็นการเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างผลิตภัณฑ์และผู้บริโภคด้วยคุณค่าที่ผู้บริโภคให้ความไว้วางใจ  จงรักภักดี และคาดหวังได้ทั้งด้านอรรถประโยชน์ อารมณ์ และความรู้สึก ช่วยลดระยะเวลาในการตัดสินใจเลือกซื้อจากตัวเลือกที่มีอยู่ในตลาดมากมาย" 

“Branding” มีการนิยามที่หลากหลายกันไป แต่พอจะสรุปได้ว่าคือ การสร้างตราสินค้า (Brand) ให้เป็นที่รู้จัก และนิยมชมชอบ ไว้วางใจในหมู่ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย

คำว่า ตราสินค้า (Brand)” คือ เครื่องหมายที่แสดงความเป็นเจ้าของ ซึ่งอาจออกมาในรูปของชื่อ คำเฉพาะ รูปแบบ หรือสัญลักษณ์ ตราสินค้าที่มีพลัง สามารถนำไปสู่ความสำเร็จทางการแข่งขันในตลาด และอาจกลายเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดขององค์กรได้ (ที่มา ชมัยพร  วิเศษมงคล )

MK ใช้หนังโฆษณาที่มีประสิทธิภาพในการสื่อสารการตลาดที่ชัดเจน  เช่น  การเทรนพนักงาน  กินอะไร-ไปกิน MK  เด็กไทยกินผัก  ของสดๆที่ MK (เรียงความเรื่องงานของพ่อ)

การบริหารจัดการ KM

How to create more value from เช่น Gold   หากไม่ได้ลงทุนลงแรง จึงได้แต่ Nothing (ไม่รู้จักเหมืองทอง)  ดังด้นขุดขาจึงไดมาซึ่งข้อมูล (data) เช่น ได้สินแร่ทองคำ  (ยังไม่มีค่า)  เมื่เอาข้อมูลมาแปรรูป ได้รับการปรุงแต่งแปรรูปจนเป็นข่าวสาร Information / Intelligence (ได้ทองคำแท่ง)  นำมาวิเคราะห์ถี่ถ้วนจนเป็นความรู้ Knowledge (ทองรูปพรรณ)  นำมาแบ่งปัน แลกเปลี่ยน ถกเถียง ด้วยประสบการณ์ Insight (รู้ลึก) (รู้ว่าจะใช้ทองมาเป็นประโยชน์ได้อย่างไร)  ต่อมาก็ปรึกษา และใส่วิจารณญาณจากผู้รู้เข้ามาเป็น Fore-sight (สามารถรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร)  --> มีความเป็นผู้นำ  ที่คิดกลยุทธวิธี  จนทำให้เกิดเป็นการปฏิบัติ Right - Actions ถึงจะก่อให้เกิดผลลัพท์ --> Right Results

แนวคิด

  • คนไทยเปลี่ยนแปลงยาก  เพราะยึดติดแต่อยู่กับแบบเดิมๆ  ยังเกิดความเฉื่อย (ไม่การออกแบบสินค้าก็เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ความขยัน ความเอาจริงเอาจัง ทำให้โชคเข้ามาหาได้เอง
  • เมื่อเจออุปสรรคแล้ว ต้องหาทางแก้ปัญหาตลอดเวลา
  • ไม่มี MSG 100% ในร้าน (CSR)

ข้อคิดในการดำเนินธุรกิจให้เกิดได้-ไปดี มี 7 ประการ

  1. ต้องเรียนรู้ความเป็นมาของโลก  เพราะในยุคนี้เป็นยุคขององค์ความรู้ (Knowledge Age) คือ ต้องนำความรู้ที่ได้รับมาดำเนินธุรกิจ เพราะในยุคนี้แตกต่างจากในยุคของเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ที่คิดจะทำอย่างเดียว ไม่ได้ต้องนำความรู้ต่างๆเข้ามาผสมผสาน ยกตัวอย่าง เอ็มเค นำเรื่องความรู้ที่ได้รับความใช้ โดยใช้ “โภชนาการ” เข้ามาสื่อสารเพราะมองว่าเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจอาหาร
  2. นักธุรกิจจะต้องเปรียบเสมือนนักพยากรณ์ หรือสามารถมองแนวโน้มในอนาคต โดยนำสิ่งต่างๆรอบตัวมาวิเคราะห์ ได้แก่ ด้านประชากรศาสตร์ เช่น ในอนาคตประเทศจีน อินเดีย รัสเซีย และบราซิลจะเป็นประเทศที่มีประชากรมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ด้านไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันผู้บริโภคท่องเที่ยวแนวไหน ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเริ่มหล่อหลอมรวมกันและเป็นเทรนด์ในทิศทางเดียวกัน รวมทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้านเทคโนโลยี มีการตัดเชือกด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง ด้านการแข่งขันซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริเวณทั้งในและนอกประเทศ และด้านสังคมเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
  3. ผู้ประกอบการต้องเข้าใจแนวโน้มและความต้องการของลูกค้าสมัยใหม่ เพราะเป็นยุคที่เปลี่ยนอำนาจจากผู้ขายเป็นยุคของผู้ซื้อ ในขณะที่พฤติกรรมของผู้บริโภคสมัยใหม่นี้ส่วนใหญ่จะมีเวลาน้อย มีปากมีเสียงมากขึ้น ต้องการของมีคุณภาพ บริการดี และที่สำคัญ คุ้มค่าคุณภาพดี ความคาดหวังลูกค้าสูงขึ้นตลอดเวลา การตัดสินใจซื้อมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ต้องการความหลากหลาย และประการสำคัญ ฉลาดไม่เชื่อข้อมูลง่ายๆ และมีไลฟ์สไตล์ที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากยิ่งขึ้น
         
          “มีสินค้าหลายอย่างที่เกิดขึ้นเพราะพบความต้องการของลูกค้า ยกตัวอย่างว่า ดิสเคานต์สโตร์เกิดได้เพราะ คนต้องการสินค้าราคาถูก อินเตอร์เน็ตเกิดขึ้นเพราะคนไม่มีเวลา คอนวีเนียนสโตร์เกิดขึ้น เพราะต้องการความสะดวกสบายไม่มีเวลาไปซื้อของที่ไกลบ้าน  สปาเกิดขึ้นเพราะคนต้องการมีสุขภาพที่ดี
    ขณะที่ตัวเอ็ม เค เองขณะนี้เริ่มมีพีดีเอมาใช้ในการสั่งอาหาร เนื่องจากพบว่าลูกค้าต้องการความรวดเร็วในการเสิร์ฟอาหาร อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์เอ็มเคให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น”
  4. มองถึงการแข่งขันว่าจะชนะต้องทำยังไง ไม่ใช่ต้องทำให้ดีกว่าก็พอ ทำให้ถูกกว่าก็พอ ต้องทำให้ทั้งสองให้ถูกพูดถึง และต้องทำให้ไม่เหมือนใคร ทำให้ลูกค้าเห็นถึงความแตกต่าง พิจารณาจาก สถานที่ เงิน ยี่ห้อ ลิขสิทธิ์ กรรมวิธี และประการสำคัญ คอนเซ็ปต์ต้องมีความแตกต่างหรือคิดนอกกรอบอีกทั้งยังต้องพิจารณาจากเวลาเป็นตัวประกอบด้วย
  5. จะต้องมาพิจารณาถึงความสามารถของบริษัทเอง และหาสิ่งที่สามารถมาเสริมได้ เช่น ประเทศไทย มีศิลปะวัฒนธรรมที่ดี แต่ไม่สามารถปรับเข้ากับความต้องการของโลกได้ มีที่เพาะปลูกทางการเกษตร แต่ขาดเทคโนโลยี มีแรงงานแต่ขาดเทรนนิ่ง ประชากรยังหาจุดเด่นของตัวเองไม่เจอ มีการศึกษาที่ดีแต่ขาดโอกาส
  6. ต้องออกแบบระบบสินค้าและบริการที่ดี โดยวัตถุดิบดีการออกแบบโดนใจลูกค้า ระบบการผลิต ขนส่ง การตลาด และบริการหลังการขายที่มีคุณภาพ และมีระบบข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วทันเวลา
  7. เรียนรู้ที่จะจัดการได้ดี ประกอบด้วยอุดจุดอ่อนเสริมจุดแข็ง รู้จักใช้ขบวนการแก้ปัญหาอย่างมืออาชีพ
    ความโปร่งใส การมีธรรมภิบาล การบริหารเวลาให้เกิดประสิทธิภาพสูง

 

Obama Inauguration Speech

posted on 22 Jan 2009 13:03 by leadership  in Talent-Leader
พิธีสาบานตน และการปราศรัยครั้งแรก ต่อหน้าสาธารณชนของ ประธานาธิบดีคนที่ 44 ของสหรัฐอเมริกา นายบารัค โอบาม่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2009
อ่าน Script ของ Speech ครั้งนี้ได้ที่

ยกย่อง"ในหลวง"นักประดิษฐ์โลก ผู้นำด้านทรัพย์สินทางปัญญา

ที่มา หนังสือพิมพ์ มติชน และ http://blog.eduzones.com/kmitl/14246

 


เป็นข่าวปลาบปลื้มของพสกนิกรชาวไทยอย่างยิ่งในรอบปี เมื่อ องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ WIPO (World Intellectual Property Organization) ได้แถลงทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล "โกลบอล ลีดเดอร์ อวอร์ด" (WIPO Global Leaders Award) แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

ด้วยทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงอุทิศพระองค์ ทั้งกำลังพระราชหฤทัยและกำลังพระวรกาย สร้างสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ พัฒนาความเป็นอยู่ของพสกนิกรชาวไทย ทรงใช้งานทรัพย์สินทางปัญญาส่งเสริมและพัฒนาประเทศ รวมถึงพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรชาวไทยให้ดีขึ้นได้อย่างโดดเด่น เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก

การที่ทรงพระปรีชาสามารถในการสร้างสรรค์ผลงาน และประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆ มากมายนั้น ล้วนแต่เป็นผลงานที่เป็น ทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งสิ้น เช่น บทเพลงพระราชนิพนธ์ทุกบทเพลง หนังสือพระมหาชนก หนังสือแนวคิดทฤษฎีใหม่ ฯลฯ

ปัจฉิมา ธนสันติ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เล่าถึงรายละเอียดต่างๆ ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้นำทางทรัพย์สินทางปัญญาอย่างแท้จริง พระองค์ท่านทรงเป็นนักประดิษฐ์มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เริ่มตั้งแต่ทรงประดิษฐ์สร้างเรือใบ "ซุปเปอร์มด" แล้วทรงนำไปจดทะเบียนในต่างประเทศ

ถัดจากนั้นต่อมา ทรงประดิษฐ์คิดค้น "กังหันน้ำชัยพัฒนา" เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถทำงานได้ผลอย่างจริงจัง ภายใต้กฎหมายสิทธิบัตรของไทย และถือเป็นสิ่งประดิษฐ์ชิ้นแรกที่จดทะเบียนในประเทศไทย "กังหันน้ำชัยพัฒนา" เรียกได้ว่าเป็นเครื่องเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย สามารถแก้ปัญหาน้ำเสียเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม จดทะเบียนสิทธิบัตรตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2536

นับแต่นั้นมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงประดิษฐ์คิดค้นหลายสิ่งหลายอย่างมาอย่างต่อเนื่อง และได้จดทะเบียนสิทธิบัตร และอนุสิทธิบัตรรวมแล้วมีทั้งหมด 8 คำขอ อาทิ เครื่องเติมอากาศแบบอัดและดูดน้ำ, การใช้น้ำมันปาล์มแบบกลั่นบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ดีเซล เป็นน้ำมันหล่อลื่นสำหรับเครื่องยนต์ 2 จังหวะ (ไบโอดีเซล) การทำฝนหลวง เป็นต้น

"โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำฝนหลวงนี้ ถือว่าเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงมาก ได้ไปยื่นคำขอจดทะเบียนในยุโรป เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2548 ซึ่งตามขั้นตอนระบบของการขอจดสิทธิบัตรนั้น เมื่อยื่นคำขอไปแล้วจะใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 1-2 ปี หากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่เคยมีมาก่อนก็จะได้รับการจดทะเบียน ซึ่งผลงานการทำฝนหลวงของในหลวงนั้นต้องถือว่าพระองค์ท่านทรงมีวิสัยทัศน์อันกว้างไกล และทรงให้ความสำคัญในการจดสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญา ดังเช่นเมื่อปี 2544 เมื่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านมีพระดำรัส ว่า "...เรื่องทรัพย์สินทางปัญญามีมานานแล้ว ทั้งเรื่องลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร มีความสำคัญมาก..."



รองอธิบดีปัจฉิมา กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อปี 2500 ประเทศไทยเรามักไปลอกเลียนสิ่งประดิษฐ์มาจากประเทศอื่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมองเห็นว่าคนไทยเมื่อก่อนมาจากการลอกเลียนแบบ แต่จริงๆ แล้วคนไทยก็เป็นนักประดิษฐ์คิดค้น แล้วพระองค์ท่านมีรับสั่งว่า ถ้าประเทศไทยมีการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา คนไทยจะเจริญ

รองอธิบดีปัจฉิมา กล่าวต่อไปว่าในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ได้ทรงจดในนามพระปรมาภิไธย แต่ใช้เป็นเครื่องหมายทางการค้า เช่น บริษัท สุวรรณชาด ทรงใช้เครื่องหมายทางการค้าเป็นรูปสุนัขทรงเลี้ยง "คุณทองแดง" หรือ โครงการหลวง ทรงใช้เครื่องหมายการค้า "ธรรมชาติ" เป็นรูปสี่เหลี่ยมข้างในสี่เหลี่ยมเป็นพื้นสีเขียวเขียนคำภาษาอังกฤษ "THAMMACHAD" ใต้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย "ธรรมชาติ" ทั้งนี้ ก็เพื่อสื่อให้คนไทยหันมารักสุขภาพ กินอาหารที่มาจากธรรมชาติ

คลิกที่รูปเพื่อไปยังเว็บไซต์



นอกจากนี้ทรงมีผลงานทางด้านวรรณกรรม คือ โครงการทฤษฎีใหม่, พระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก งานทางด้านศิลปกรรม เช่น เหรียญพระมหาชนก รูปวาดในพระมหาชนก ซึ่งเกิดจากพระราชดำริของพระองค์ท่าน และที่จะอดกล่าวถึงไม่ได้ คือ เพลงพระราชนิพนธ์ ก็เป็นผลงานที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของพระองค์ท่านทั้งสิ้น

รองอธิบดีปัจฉิมา กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระผู้นำทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจึงมีหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชน ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลมากมาย ส่วนมากแล้วเป็นองค์กรระดับโลกทั้งนั้น อาทิ รางวัลจากไอเอฟไอเอ จากผลงาน กังหันน้ำชัยพัฒนา เหรียญรางวัล Genius Medal จากผลงาน ทฤษฎีใหม่ และเศรษฐกิจพอเพียง ถวายรางวัล Special Prize จากองค์กร KIPA ล่าสุด นายโคฟี อันนัน ในนามยูเนสโก ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


"ความที่พระองค์ท่านทรงเป็นนักประดิษฐ์เช่นนี้เอง ทำให้องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ WIPO ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล WIPO Global Leaders Award หรือรางวัลผู้นำทรัพย์สินทางปัญญาโลก แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยจะมีผู้แทนขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก เดินทางมาทูลเกล้าฯ ถวาย ในฐานะที่ทรงเป็นนักประดิษฐ์โลก โดยรางวัลนี้นับเป็นรางวัลแรกของ WIPO ที่จัดทำขึ้นและถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นลำดับแรก

"กรมทรัพย์สินทางปัญญามีความภาคภูมิใจอย่างมากที่พระเจ้าอยู่หัวของเราทรงเป็นผู้นำทางด้านทรัพย์สินทางปัญญา และทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องการจดสิทธิบัตรต่างๆ เพราะถ้าหากพระองค์ท่านแค่สร้างสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมา แต่ไม่ได้คำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิ คนไทยก็จะสูญเสียประโยชน์อย่างมหาศาล" รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญากล่าว

สำหรับผลงานด้านสิทธิบัตรในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีมากมาย ส่วนหนึ่งที่ทรงได้รับการถวายการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร รวมทั้งสิ้น 8 ฉบับ ได้แก่

1.สิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 3127 เรื่อง เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย (กังหันน้ำชัยพัฒนา) เป็นเครื่องกลเติมอากาศที่ใช้ในการเติมออกซิเจนลงในน้ำที่ระดับผิวน้ำ ถวายการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2536

2.สิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 10304 เรื่อง เครื่องกลเติมอากาศแบบอัดอากาศและดูดน้ำ เป็นเครื่องกลเติมอากาศใช้ในการเติมออกซิเจนลงในน้ำที่ระดับลึกลงไปใต้ผิวน้ำจนถึงด้านล่างของแหล่งน้ำ ถวายการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2544

3.สิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 10764 เรื่อง การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ถวายการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2544

4.อนุสิทธิบัตรเลขที่ 841 เรื่อง การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันหล่อลื่นสำหรับเครื่องยนต์สองจังหวะ เป็นการใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์ทดแทนน้ำมันหล่อลื่นที่ได้จากน้ำมันปิโตรเลียมสำหรับเครื่องยนต์สองจังหวะ (เช่น เครื่องรถมอเตอร์ไซค์ เครื่องสูบน้ำ เป็นต้น) ถวายการรับจดทะเบียนอนุสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2545

5.สิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 13898 เรื่อง การดัดแปรสภาพอากาศเพื่อให้เกิดฝน (ฝนหลวง) เป็นกรรมวิธีการทำฝนหลวงที่มีการทำฝนทั้งในระดับเมฆอุ่นที่ระดับต่ำกว่า 1 หมื่นฟุต และเมฆเย็นที่ระดับสูงกว่า 1 หมื่นฟุต พร้อมๆ กัน ซึ่งทรงเรียกว่า "ซุปเปอร์แซนด์วิช" ถวายการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2545

6.สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 14859 เรื่อง ภาชนะรองรับของเสียที่ขับออกจากร่างกาย เป็นภาชนะที่ทรงออกแบบไว้เป็นการเฉพาะสำหรับรองรับปัสสาวะของผู้ป่วย ถวายการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2546

7.สิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 16100 เรื่อง อุปกรณ์ควบคุมการผลักดันของเหลว เป็นเครื่องยนต์ที่ขับดันน้ำเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนเรือ ถวายการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2547

8.สิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 22637 เรื่อง กระบวนการปรับปรุงสภาพดินเปรี้ยวเพื่อให้เหมาะแก่การเพาะปลูก (โครงการแกล้งดิน) เป็นการปรับปรุงสภาพดินเปรี้ยวที่ไม่สามารถเพาะปลูกพืชได้ ให้เป็นดินที่มีสภาพที่เหมาะสมสำหรับปลูกพืชต่างๆ ได้ โดยใช้วิธีการเลียนแบบธรรมชาติเพื่อแกล้งให้ดินมีสภาพเปรี้ยวจัดก่อน แล้วทำการชะล้างความเปรี้ยวของดิน และทำการปรับสภาพดินให้เหมาะแก่การเพาะปลูกต่อไป ถวายการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2550

ผลงานทั้งหมดที่ทรงประดิษฐ์คิดค้นขึ้นนั้น หากจะเปรียบเทียบกับชื่อเสียงเกียรติยศใดๆ แล้ว สิ่งที่ยิ่งใหญ่เหนือรางวัลทั้งหลายทั้งปวงไม่มีอะไรเทียบได้ ก็คือ "น้ำพระทัย" และ "พระเมตตา" แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงทำทุกอย่างเพื่อคนไทยทั้งแผ่นดิน ให้พสกนิกรอยู่ดีกินดี มีความสุขสถาพร

เพราะเมื่อประชาชนไม่ทอดทิ้งพระองค์ พระองค์ก็ไม่ทอดทิ้งประชาชน

note: ขอบคุณ อ.โสรจ สำหรับการแนะนำบทความดีดีค่ะ

INDUSTRY INNOVATORS!!

posted on 08 Dec 2008 22:35 by leadership  in Talent-Leader

from http://its-a-mad-ad-world.blogspot.com/2007_09_01_archive.html


Co-founder and chief executive Steve Jobs and his team at Apple have made the iPod as ubiquitous as cell phones and changed the way we listen to music.

CEO David Neeleman is known to take JetBlue flights and chat with customers on how he can make their time in the air more comfortable.

CEO Raphael le Masne de Chermont is gunning to make Shanghai Tang the first luxury brand to come out of China, and changing the face of global competition in the process.


Its Aeron chair become a symbol of the "dotcom job," but after the bust, Michael Volkema, chairman of the board for Herman Miller, CEO Brian Walker and their team downsized and made a radical investment in R&D to once again become the trend makers in the industry.



It started with aromatic, carefully roasted coffee beans and grew into a model for how a large company can do business responsibly and still grow like mad. Chairman of the Board and Chief Global Strategist Howard Schultz has been influential in putting a Starbucks in just about every corner of the world and on your local grocers' shelves.



When Samsung Chairman Kun-Hee Lee found the company's products gathering dust on store shelves, he made it his company's priority to create stylish, premium digital products that sparked customers' emotions with elegant, human-centered design.

Lyndon "Duke" Hanson and his partners at Crocs sold 6 million pairs of their different looking casual shoes last year, putting them on the feet of toddlers, parents, teenagers and grandmothers, and taking the concept of boat shoe as casual shoe mainstream.


Mark Constantine, the CEO of Lush Cosmetics, insists on shedding one-third of Lush's entire bath products line each year to avoid missing the next hot thing. With this strategy, he plans on tripling Lush's size by 2008.


Cold Stone Creamery founders Donald and Susan Sutherland created an ice cream experience where customers can have custom made ice cream concoctions folded and mixed to their hearts content.

โดย อิศราวดี ชำนาญกิจ

ภาพจาก Reuter

ไม่พูดถึงไม่ได้แล้ว ถึง รมต.คลัง สหรัฐอเมริกา หนึ่งในทีมงานบริหารของ นายบารัค โอบาม่า ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่  เพราะมีพูดถึงกันมากมายในหลายเว็บบอร์ด  ด้วยเหตุที่ว่า คุณไก้ท์เนอร์ท่านเรียนจบมัธยมปลายจาก ISB เมืองไทย  ขอเล่าประวัติคร่าวๆ ดังนี้ค่ะ

Timothy Giethner

ปัจจุบันอายุ 47 ปี 

เกิดที่บรุ้คลิน เมืองนิวยอร์คซิตี้  คุณพ่อคือ ปีเตอร์ เอฟ ไก้ท์เนอร์ คุณแม่ชื่อ เดบบอร่า (Deborah)

หลังจากที่เรียนจบจาก ISB หรือ International School Bangkok แล้ว ก็เรียนต่อในระดับปริญญาตรีที่ Dartmouth College ในด้านการปกครองและเอเชียศึกษา ในปี 1983 และปริญญาโท ด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศและเอเชียตะวันออกศึกษา จากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปส์กิ้น ปี 1985

ไก้ท์เนอร์ศึกษาภาษา (และวัฒนธรรมด้วยนะ - ไปคู่กัน) ของญี่ปุ่นและจีน และเคยใช่ชีวิตอยู่ในหลายประเทศ ได้แก่ที่ ซิมบาเบว่, อินเดีย, ไทย และจีน

ก่อนหน้านี้ ทำงานอยู่ในตำแหน่ง ประธานของธนาคารกลางนิวยอร์ค (President of The Federal Reserve Bank of New York) และเป็นที่ชื่นชอบมากของสื่อมวลชนในอเมริกา

ขณะที่คนไทยส่วนใหญ่เป็นปลื้ม (ที่จบมัธยมในไทย) อีกด้านนึงชาวอเมริกันก็ชอบนะคะ จากบทความใน ดิ อิโคโนมิสต์ (The Economist) นิตยสารทางเศรษฐศาสตร์ที่น่าเชื่อถือสูง เค้าก็วิเคราะห์บทบาทของนายไก้ท์เนอร์ว่า มีคุณภาพคับแก้วอยู่ใน 2 เรื่องด้วยกัน คือ เป็นคนที่มักจะลงมือแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง และความสามารถสูงมาก (ในเรื่องการวางนโยบายที่มาจากการรู้ปัญหาจริงและลึกซึ้ง) โดยมีผลงานที่สำคัญก็คือ การเป็นที่ปรึกษาในเรื่องของการแก้ปัญหาของ Lehman Brothers และ AIG

หลังจากนั้น บทความก็กล่าวถึงประวัติการทำงาน ลักษณะการทำงานและอื่นๆ แต่ที่น่าสนใจก็คือ นายโอบามาเอง ไม่ได้รู้จักสนิทสนมกับไก้ท์เนอร์  แถมไก้ท์เนอร์ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะอยู่ข้างฝ่ายพรรคเดโมแครต แต่ก็ยอมเข้ามาทำงานให้ ก็เพราะต้องการวางนโยบายทางเศรษฐกิจให้มั่นคงดังที่ก็กำลังทำอยู่แล้วในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง

การตัดสินใจของผู้นำในประเทศมหาอำนาจนั้น เค้าจะคำนึงถึงความอยู่รอดของประเทศชาติเป็นหลักมากกว่าอะไรอื่นใด  เห็นได้จากการตัดสินใจของนายไก้ท์เนอร์ (และนายบารัค โอบามา) ในครั้งนี้  ซึ่งก็เป็น talk of the town เช่นกันค่ะในสหรัฐอเมริกา

อยากเห็นผู้นำการเมืองไทยเป็นแบบนี้บ้างจังเลยค่ะ ^^

Barack Obama, the 44th President of USA

posted on 06 Nov 2008 13:58 by leadership  in Talent-Leader

โดย อิศราวดี ชำนาญกิจ

วันนี้ ได้คุยกับเพื่อนสนิทชาวอเมริกา เกี่ยวกับประธานาธิบดีคนใหม่ นายบารัค  โอบามา ที่เมื่อคืนขึ้นพูดปราศรัย บนเวทีที่ Grant Park (เหมือนสนามหลวงบ้านเรา) ในชิคาโก 

Barack Obama's Victory Speech at the Grant Park, Chicago

 

 

เพื่อนเล่าว่า เค้าได้อ่าน นสพ. บางกอกโพสต์ แล้วมีคนแสดงความเห็นว่า ดีใจ ภูมิใจ เพราะคิดว่าโอบามาเป็นชาวแอฟริกา เป็นคนจน  แล้วก็เป็นประธานาธิบดีได้

เพื่อนคนนี้บอกว่า ที่จริงแล้ว  บารัค โอบามา เกิดที่ฮาวาย (เมืองเดียวกับที่เพื่อนแอมมี่อยู่ -- คุณพ่อเพื่อนเป็นทหารอเมริกันที่ประจำการอยู่ที่ฮาวาย ก่อนจะย้ายกลับมาอยู่ที่โอ้ค พาร์ค รัฐอิลลินอยส์)  โอบามาไม่ใช่คนจน  คุณพ่อ คุณแม่มีฐานะ (คุณแม่เป็นคนผิวขาว และคุณยายที่เพิ่งเสียเป็นผู้เลี้ยงดูโอบามา ก็เป็นคนผิวขาว)  คุณตาคุณยายก็มีฐานะ  อีกทั้งการเรียนที่ฮาร์วาร์ด (ซึ่งค่าเล่าเรียนสูง) ก็ไม่ได้เป็นนักเรียนทุน  และตลอดเวลาก็ไม่เคยใช้ชีวิตแบบคนจน  แต่เป็นคนมีฐานะพอควร  ใช้ชีวิตแบบคนมีฐานะมาโดยตลอดค่ะ

การที่โอบามาใช้ชีวิตคลุกคลีกับคนขาว  เลยทำให้ความคิดความอ่าน รวมทั้ง speech ต่างๆ ที่ไพเราะจับใจ กินใจ เร้าใจ (เหมาะสมกับแคมเปญ Change ซะจริงๆ) ออกมาในการมองโลกแบบคนผิวขาว  และด้วยเหตุที่ look ภายนอกคือคนผิวดำ เลยทำให้คนดำเทคะแนนเสียงให้จำนวนมาก และชาวผิวขาวที่มีจิตใจในทางเสรีนิยมก็จะลงคะแนนให้โอบามาเยอะ รวมทั้งชาวเอเชียน ชาวแอฟริกา และอีกหลายๆเชื้อชาติที่อาศัยอยู่ในอเมริกาและสามารถลงคะแนนเสียงได้

เพื่อนคนเดิมพูดต่อว่า ตอนนี้ All the world is related because of Obama - คนทั้งโลกเชื่อมโยงกันหมด ก็เพราะโอบามา  ซึ่งมีพ่อเป็นชาวเคนยา โตที่ฮาวาย และอินโดนีเซีย แล้วตอนนี้ไม่รู้ว่าเป็นมุสลิมอยู่หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ เค้าต้องเข้าใจในแก่นศาสนาพอสมควรแหละ และอาจจะเป็นข้อดีที่ทำให้การต่อต้านประธานาธิบดีสหรัฐไม่รุนแรงมาก ก็เพราะความคลุมเครือในเรื่องศาสนาด้วยเหมือนกัน (ประมาณว่าพวกเดียวกัน ไม่ทำร้ายกันเอง)

นักวิชาการหลายท่านกล่าวว่า นโยบายถอนทหารออกจากอิรัก คงจะต้องค่อยๆทำทีละนิด เพราะอิรักเองจะลำบากมากๆ หากอเมริกาถอนทหารออกทีเดียว เพราะจะไม่มีใครมาเป็นกันชนระหว่างอิรักกับอิหร่าน  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สถานการณ์โลกคงจะสงบพอควร -- ก็ลองดูกันต่อไปค่ะ

วันไหนว่างๆ จะมาสรุปนโยบายทั้งหมดของนายบารัค (ออกเสียงถูกต้องว่า บาแร่ค) โอบาม่า ประธานาธิบดีคนที่ 44 ของสหรัฐอเมริกากันค่ะ

ภาพวินาทีที่ประกาศผลอย่างเป็นทางการ

Hey friends, I wish I was there with you guys. We should have celebrated this victory moment together in Chicago.  Anyway, see you guys soon in Thailand ^^.