phd

สวัสดีค่ะ  เพื่อนใหม่ หลักสูตร ผู้นำฯ รุ่น 3 ทุกท่าน

เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรกของการเปิดเทอม  แอมมี่ ในฐานะประธานฝ่ายวิชาการของรุ่น 2 ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่บ้านผู้นำอันอบอุ่นของเรานะคะ

PhD Leadership 1 by you.
ดร.วนัสรา, ดร.ภูวนิดา, ดร.พิณลัพธพร, และบางส่วนของผู้นำ รุ่น 1

ภาพที่นำมาลงในนี้เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นค่ะ  (ที่เหลือ เพื่อนๆ สามารถเข้าไปดูได้ที่ http://phdleader.com/) เพราะบล็อคนี้ ตั้งใจจะทำไว้เพื่อใช้ลงสรุปเล็คเชอร์  สรุปหนังสือ และบทความที่น่าสนใจ  เพื่อใช้เป็นประโยชน์ต่อการทำรายงานบางส่วน  และเผยแพร่ผลงาน  แต่เดี๋ยวอะไรที่ไม่เกี่ยวกัน แอมมี่จะเอาไปเก็บไว้ที่อื่นนะคะ

PhD Leadership 2 by you.

สุดหล่อ สุดสวย บางส่วนของรุ่น 2 โดยมีท่านประธานชัชวาล (พี่เปี๊ยก) อยู่ขวาสุด

สรุปเล็คเช่อร์ของรุ่น 2 นั้น  ให้เปิดที่ blog map หรือ สารบัญหลักของบล็อคนี้(http://leadership.exteen.com/blog-map)   ซึ่งอยู่ใต้ภาพเมืองชิคาโก ถัดจาก home ส่วนหน้า reference คือ การอ้างอิง (เชิงอรรถ) ที่ถูกวิธี เอาไว้ช่วยในการทำรายงานค่ะ  และที่เหลือก็ลองคลิกอ่านดูนะคะ (หรือจะเลือกคลิกตรงคอลัมน์ด้านขวาล่างสุดที่ categories แล้วเลือก phd-courseworks ก็จะเจอค่ะ)

ใน blog map ตอนนี้ จะอัพเดทให้ใหม่นะคะ เพราะที่ผ่านมาก็ยุ่งๆ อยู่ค่ะ ซึ่งจะมีบอกหน้าทั้งบทความที่น่าสนใจ (เวลาท่านอาจารย์พูดถึง แอมมี่ก็จะรีบๆ หามาโพสต์ไว้ กันลืม ^^)  และเมื่อ scroll down เลื่อนลงด้านล่างๆ จะเจอ lecture ของวิชาต่างๆ เรียงไว้ตามสัปดาห์ค่ะ (แต่ไม่ครบ เพราะบางวันอาจารย์แจกชี้ท ก็จดในชี้ทกันค่ะ)

กิจกรรมเชื่อมสัมพันธ์ รุ่น 3 by you.

กิจกรรม leadership team building ของรุ่น 3 (ใครเป็นใครดูเอาเองจ้า) นำโดย พี่ดาวน้อย (รุ่น 1)

แอมมี่เองก็เพิ่งจะทราบค่ะ ว่าพี่ดาวน้อยเป็นโค้ชบาสเกตบอลทีมชาติก็วันนี้เองค่ะ   ถึงว่า พี่เค้าดูแข็งแกร่ง perform man (พ้องมาจาก performance --แสลงไทย โดยแอมมี่) ได้เข้มแข็งจริงๆ  หวังว่าทุกท่านจะสนุกสนานกันนะคะ

ในช่วงเช้า หลังจากที่ได้แนะนำตัวทั้ง 3 รุ่น และคณาจารย์กันไปแล้ว  หลังจากทานอาหารกลางวันร่วมกัน  พวกเราก็ทำพิธีไหว้ครูกันแบบเรียบง่าย และรุ่น 3 เข้าฟังปฐมบรรยาย โดยท่าน รศ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิตค่ะ  (ซึ่งสำหรับหลายท่านที่ยัง งงๆ เวลาเขียนหน้าปกรายงาน ก็จะต้องเขียนเรียงลำดับไปว่า  หลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาผู้นำทางสังคม ธุรกิจ และการเมือง  วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม  มหาวิทยาลัยรังสิต  ค่ะ ^^)

 

กิจกรรมเชื่อมสัมพันธ์ รุ่น 3 by you.

กิจกรรมสร้างความสับสนให้วัยรุ่นน่าดู (รุ่นนี้ อายุเฉลี่ยไม่สูงมาก เลยยังเป็นวัยรุ่นอยู่)

สุดท้าย ขอแนะนำว่า  การเรียนไปด้วยกันเป็นทีม จะช่วยให้ทุกท่านสามารถประสบความสำเร็จไปพร้อมกันได้  อย่าลืมเลือกประธานรุ่น  รองประธาน และเลือกคณะทำงานฝ่ายวิชาการ (ของรุ่น 2 มี 4 ท่าน คือ แอมมี่  ส่งศักดิ์  โสรจ  และพี่สุภัตราค่ะ) รวมทั้ง หากสามารถจัดวันที่แต่ละท่านจะต้องจดสรุปเล็คเช่อร์ ก็จะช่วยให้รุ่นมีสรุปที่ต่างคนต่างช่วยกันทำ (เวลาสอบก็จะง่ายขึ้นด้วยนะคะ)

หากมีปัญหาหรือข้อสงสัยใดๆ สามารถสอบถามทั้ง รุ่น 1 และ รุ่น 2 ได้เลยค่ะ

อ้อ ตามปฏิทินการศึกษาของรุ่น 3 จะแตกต่างกับรุ่น 1 และ 2 เนื่องจากท่านอาจารย์ผู้บรรยายในบางหัวข้อก็จะคนละท่าน คนละวัน จึงไม่เหมือนกันซะทีเดียวนะคะ

การบ้านและรายงาน หากค่อยๆ ทะยอยทำ  แบ่งเวลาเพื่อการเรียน เพื่อการระดมสมอง และพูดคุยทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ  ก็จะช่วยให้สามารถเรียนได้อย่าง สบาย สบาย และประสบความสำเร็จค่ะ

เป็นกำลังใจให้ทุกท่านนะคะ   

รศ.ดร.กิ่งพร  ทองใบ

การพัฒนายุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ของผู้นำ

ความหมายของการบริหารเชิงกลยุทธ์ 

Strategic Management is that set of managerial decisions and actions that determines the long term performance of the corporation

 

กระบวนการในการตัดสินใจ  ดำเนินการและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติงานเพื่อให้การดำเนินงานขององค์การเป็นไปโดยมีประสิทธิผลและได้ประสิทธิภาพสูงสุดตลอกเวลา  เป็นการทำได้เยี่ยมกว่า  หรือเป็น Effective Process โดยมีลักษณะที่สำคัญ 3 ประการ คือ

  • เป็นการจัดการทั่วทั้งองค์กร
  • พัฒนาจุดเด่นจนได้เปรียบคู่แข่งขันทุกทาง
  • ให้องค์การมีสัมฤทธิ์คติ คือ บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ได้ตามสถานการณ์

กระบวนการในการกำหนดเป้าหมายที่แน่ชัดของธุรกิจในระยะยาวและสร้างหรือพัฒนาวิถีทางในการปฏิบัติ ตลอดจนการจัดสรรทรัพยากรขององค์การเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่ได้ถูกกำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ  2 ประการ คือ  ความหมาย   วิถีทางในทางปฏิบัติ  (ดร.สมคิด  จาตุศรีพิทักษ์)

 

หมายถึง  การวางแผน  การดำเนินงาน  และการควบคุมในแนวทางเชิงกลยุทธ์ที่จะช่วยให้การบริหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (รศ.ดร.กิ่งพร ทองใบ)

 

จุดเน้นมุ่งที่การบริหาร

 

กลยุทธ์ที่คิดค้นขึ้นมาต้องอาศัยพื้นฐานทางการบริหารเป็นหลัก

 

Criteria Used to Categorized "Strategic Management Concept/Theory"

  • Scope of Strategy
  • Concept Origin
Categorized by "Scope of Strategy"
  • Corporate Level Strategy - Michael E Porter, Peter F Drucker, John P Kotter, Tom Peters
  • Functional Level Strategy / Management Tools
    • Marketing Management - Phillip Kotler
    • Human Resources Management - Dave Ulrich
  • Management Tools/ Concepts

Categorized by "Concept Origin"

  • Develop from Others, Personal Concept
  • Best Practices
  • Research Finding เช่น In Search of Excellence, Built to Last, Living Company, Good to Great

อาจารย์แนะนำให้อ่านหนังสือเรื่อง Managing in the Next Society ของ Drucker

(ภาษาไทยมีแปลแล้วชื่อ การบริหารการจัดการสังคมแห่งอนาคต แปลโดย รศ.ดร.กนลา สุขพานิช ขันทปราบ

หนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยบทความที่กล่าวถึง "การบริหารแบบดั้งเดิม" และที่ยังไม่ได้กล่าวถึง ก็คือเรื่อง "เทคนิคการแก้ไขปัญหาแบบครอบจักรวาล" เนื้อหาสำคัญของหนังสือเล่มนี้ก็คือ การกล่าวถึงกระแสของการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมในอนาคต ซึ่งจะเป็นพันธกิจสำคัญของนักบริหารในอนาคต

ในอีก 10 - 15 ปีข้างหน้านี้ องค์กรต่างๆ จะถูกคุกคามอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก และเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคม จะเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญยิ่ง ต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวขององค์กร ยิ่งกว่าปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจเสียอีก

หนังสือเล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เราสามารถบริหารและจัดการกับสังคมแห่งอนาคตได้อย่างสำเร็จผล )

 
  

กูรูทางด้านกลยุทธ์ ที่สำคัญอีกท่านหนึ่งคือ Igor Ansoff และ โมเดลของอิกอร์

การบ้าน

งานเดี่ยว

Reading Assignment หาบทความ (ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้) ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารเชิงกลยุทธ์ เพื่อนำมา present หน้าห้อง (10 นาที) ในช่วงเช้าวันที่ 27 ธันวาคม 2551  หามา 3 บทความ แล้วนำมาเขียนสรุปเป็นของตัวเองประกอบด้วย บทนำ  วัตถุประสงค์  สรุป  (5-10 หน้า)  [ส่งทั้งรายงาน และพรีเซ้นต์หน้าห้องด้วย]

อาจจะหาได้จาก Journal of Management, Harvard Business Review

Indy Assignment - ส่งงานอ่านและสรุป (ประมาณ 10 หน้าต่อคน) ส่ง 1 paper ในวันที่ 17 ม.ค. 2552 แล้วนำเสนอด้วย powerpoint ภายใน 2 สัปดาห์)

1. กลยุทธ์ธุรกิจ - ผู้อ่านและสรุป ณัฐชยา

2. คิดใหม่่ การตลาด - อภิศักดิ์

3. ยุทธวิธีการแข่งขัน - พรเพ็ญ & เกศราภรณ์

4. คิดใหม่เพื่ออนาคต - เบญจางค์ & ส่งศักดิ์

5. เส้นทางจากกลยุทธ์สู่การปฏิบัติด้วย Balance Scorecard - ภูมินทร์

6. สู่ความเป็นเลิศทางธุรกิจ - ส่งศักดิ์

7. ห้าหลุมพรางของ CEO - วรารัตน์ & นิธิวัฒน์

8. BSC และ KPI เพื่อการเติบโตขององค์กรอย่างยั่งยืน - จารุวัฒน์ & วรภัทร

9. เมื่ออนาคตไล่ล่าคุณ - พิกุล

10. What's the big Idea - พสิษฐ์, ชัชวาลย์, นภัสรพี, กัญญารัตน์

11. The Essence of Strategic Management - อิศราวดี, เกียรติเสริม

12. The New Rational Manager: An Updated Edition for A New World - โสรจ, สุขุมาลย์, เสงี่ยม, ธนกฤต

โดย รศ.ดร.กิ่งพร ทองใบ

ชื่อวิชา การพัฒนาวิสัยทัศน์และภาวะผู้นำทางสังคม  ธุรกิจ การเมืองในโลกยุคโลกาภิวัตน์

 

Peter F Drucker และ หนังสือ Management

Management Theory คำว่า Vision น่าจะใช้เมื่อสมัย French Revolution หรือการปฏิวัติอุตสาหกรรม (ศต. 15 -16)เมื่อเกิดลักษณะของการทำงานในโรงงาน  เป็นการจัดการทางวิทยาศาสตร์ Scientific Management

ต่อมา มีการศึกษาเรื่องการบริหารจัดการภาครัฐ และเอกชน ก็นำยุทธศาสตร์มาใช้

 

Thomas Peters กับหนังสือ In Search of Excellence

ยุทธศาสตร์ หรือกลยุทธ ศึกษากันอย่างจริงจัง ถือว่าเป็นในยุคปัจจุบัน (200 ปีที่ผ่านมา เท่านั้น)

  • หลัง WW 2  มีกูรู คนสำคัญคือ Peter Drucker (1957) เขียนหนังสือชื่อ Management
  • ช่วงหลังจากปี 1970 เป็นช่วงของการปฏิวัติ IT (Information Technology)  ในยุคนี้ มีการพูดถึงคลื่นลูกที่ 3 (เขียนโดยอัลวิน ทอล์ฟเล่อร์) [ สำหรับในประเทศไทย ในช่วงหนึ่งมีผู้เขียนหนังสือ อัศวินคลื่นลูกที่ 3 ระบุว่า คือ ทักษิณ ชินวัตร]  ส่วนคลื่นลูกที่ 4 คือ การพัฒนานวัตกรรม    ในช่วงนี้ กูรูคนสำคัญ คือ Tom Peters เขียนหนังสือเรื่อง In Search of Excellence (1979) กูรูท่านต่อมา คือ Michael E Porter นักเศรษฐศาสตร์ ที่ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการวางกลยุทธ์ หรือที่เรียกว่า Competitive Advantage ความได้เปรียบเชิงแข่งขัน หรือในเรื่องของการจัดการกลยุทธ์ Strategic Management  ได้เขียน หนังสือเรื่อง "On Competition"
 
Michael E Porter และ กลยุทธ์ Five Force Model
  • ต่อมา ในทางการบริหารจัดการจะพูดกันมากในเรื่องจริยธรรม คุณธรรม Ethical and Moral  พูดกันมากถึง Good Governance

กระบวนการบริหาร จากหนังสือเรื่อง Management ของ P.Drucker

เดิมใช้คำว่า Administrator  หลังจากที่หนังสือเล่มนี้ออกจำหน่าย จึงมีการพูดถึง Management มากขึ้น จากสูตรการบริหารจัดการ (Gulick)

POSDCORB  ---> POLE

P = Planning, O = Organizing, D = Directing ต่อมาเปลี่ยนเป็น L = Leading, E = Evaluating

 

แนวคิดการบริหารในยุคปัจจุบัน (Modern Management Concept) จาก Tom Peters

  • เน้นที่ความเป็นเลิศทางการบริหาร (Excellency) :

In Search of Excellence - the eight themes

  1. A bias for action, active decision making - 'getting on with it'.
  2. Close to the customer - learning from the people served by the business.
  3. Autonomy and entrepreneurship - fostering innovation and nurturing 'champions'.
  4. Productivity through people - treating rank and file employees as a source of quality.
  5. Hands-on, value-driven - management philosophy that guides everyday practice - management showing its commitment.
  6. Stick to the knitting - stay with the business that you know.
  7. Simple form, lean staff - some of the best companies have minimal HQ staff.
  8. Simultaneous loose-tight properties - autonomy in shop-floor activities plus centralised values.
  • ลักษณะที่แสดงความเป็นเลิศทางการบริหาร ได้แก่ เน้นการบริหารเพื่ออนาคต  การวางแผนกลยุทธ์ ซึ่ง 1.เป็นการวางแผนที่มีเป้าหมายชัดเจน (ความได้เปรียบทางการแข่งขัน Competitive Advantages) และ 2.เพื่อประเมินภาวะแวดล้อม (บริบท หรือ contexts) ใช้กลยุทธ์ SWOT Analysis  นอกจากนี้ ยังต้องสร้างวัฒนธรรมองค์การด้วย  และการสร้างความคล่องตัว

 

เทคนิคการทำข้อสอบ

posted on 30 Aug 2008 17:30 by leadership in PhD-Courseworks

พี่ผี - ทวนคำถาม  แล้วบอกว่า เค้าต้องการถามอย่างนี้ใช่หรือไม่  ทบทวนวรรณกรรม - เอาทฤษฎีอะไร มายืนยันในสิ่งที่เข้าใจ  สังเคราะห์ ย่อทั้งเรื่อง ขมวดปิดท้ายอีกที

คำถาม - พิลึกพิลั่น  รวมมากันหมด จนบางทีสงสัยว่า วิชาไหนกันแน่

ผู้นำไทยที่พึงประสงค์ (ออกแน่นอน) ควรจะเป็นยังไง

พี่หมอแน้ท - ใช้วิธีการเขียนแบบตอนทำปริญญาโท แบบ thesis - บทนำ อ้างอิงทฤษฎี 

อาจารย์จะเขียนทฤษฎีให้เลย เขียนอธิบายมาแล้ว สั้นๆ (เขียนให้ทุกวิชาด้วย) สิ่งที่อจ.ต้องการคือการสังเคราะห์ของเรามากกว่า

เน้นการสังเคราะห์ อิงทฤษฎี ความคิดเห็น 

อจ. อุทัยจะชอบผู้นำการเปลี่ยนแปลง transformation theory เน้นมาก  ย้ำนักย้ำหนา  เพราะฉะนั้น ก็น่าจะออกข้อสอบด้วย

ให้ท่านคิดวิจัยโดยใช้ทฤษฎีพวกนี้ ได้อย่างไร

ไม่ต้องวิตกกังวลมากนักจ้า

พี่วัชระ - ยก KM มาให้เข้าใจ  จะตอบให้ได้ A ต้องตอบในส่วน wisdom โดยบูรณาการความรู้ และประสบการณ์ที่มี ตอบว่า ผู้นำในอุดมคติ ควรมีลักษณะอย่างไร  แล้วก็ควรจะเอาสิ่งที่นอกเหนือจากที่อาจารย์สอนใส่ลงไปด้วย  เช่น ความรู้อื่นๆ 7S Mckinsey หรืออื่นๆ

 

 

เข้าใจ     วิเคราะห์     สังเคราะห์

ป.ตรี         ป.โท          ป.เอก  ^^

SBP - Social  Business  Political  มันจะกว้างมาก  เพราะฉะนั้นเราควรที่จะตีกรอบมากกว่า  เพื่อให้เราตอบได้ตรงจุด ตรงกับจุดแข็งของเรามากที่สุด จะดีกว่า

ถ้าเราตอบด้านเดียว  ก็อาจจะเขียนสรุปไว้สุดท้ายด้วยว่า - สำหรับองค์ความรู้ด้านอื่น ควรจะต้องมีการพัฒนา และประยุกต์เพื่อให้เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบันได้อย่างไร

จะทำแกงเขียวหวาน (องค์ประกอบ ingredients เป็นแค่ data)  เราต้องเลือก data ว่าเราจะเลือกตัวไหน เป็น information หลังจากนั้นจะมี knowledge วิธีการทำ (การหั่นไก่ หั่นผัก)  (wisdom) ทำให้อร่อยและทานได้

ข้อมูล ที่มี review literatures มากเท่าไหร่ นั่นคือ การสะสมความรู้ในหัวเรา  จะทำให้เรารู้มาก  มีการสนับสนุนความคิดจากการอ่านมาก  รู้มาก

อ.เฉียบ - ต้องเขียนให้ถูกต้อง สะกดครบด้วย  อย่ารีบ  มีเหตุ มีผล

present รายงาน  ก็เหมือนกับตอนทำ  มีบทนำ  ทบทวนวรรณกรรม วิเคราะห์ สังเคราะห์ (เน้นที่จุดนี้มากกว่า)

วิธีการตอบ - จะมีวิชาวิจัยเข้ามาแทรก ตลอดเวลา  อย่าอ่านทีละวิชา ควรจะอ่านรวม  และเนื่องจากการวิจัยเป็นหัวใจหลักของการเรียน PhD ต้องตอบได้ว่า reliability ของงานวิจัยคุณคืออะไร  และต้องตอบได้ว่า research question & research problems คืออะไร 

เช่น research problem ที่มาและความสำคัญ  เช่น มีแอร์โฮสเตส ก็เลือกมาสารพัดวิธี (ที่มาของปัญหา)  แต่ก็ยังเกิดปัญหาอยู่  พบว่า ความพึงพอใจของลูกค้าต่างหาก (ปัญหา)   หาวิธีการเพื่อแก้ปัญหา หลายๆวิธี  แก้ได้อย่างไรบ้าง (research questions)

คำถามการวิจัยที่เหมาะสม และอาจารย์ชอบ --- เราจะชอบคิดว่า  "อย่างไร"  แต่ที่จริงเราควรจะรู้ลึกไปถึงการ "หาแนวทางแก้ปัญหา" (how to improve) มากกว่า  ตั้งคำถามดี ต้องครอบคลุมมากที่สุด

ปรัชญา

posted on 21 Aug 2008 13:04 by leadership in PhD-Courseworks
 

คำว่า "ปรัชญา" แปลมาจากภาษาอังกฤษว่า "Philosophy" ซึ่งมาจากศัพท์ภาษากรีก philein (รัก) และ sophia (ความรู้) หากเราศึกษาปรัชญากรีกในศตวรรษที่ ๕-๖ B.C. จะเห็นว่า "ความรัีกความรู้" (philosophy) หมายถึงการแสวงหา "ความรู้" และความพยายามที่จะดำเนินชีวิตที่ดี ความรู้ที่นักปรัชญา (ผู้รักความรู้) แสวงหา คือ ความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกและความรู้เกี่ยวกับความดี เนื่องจากความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกเป็นส่วนหนึ่งของวิชาวิทยาศาสตร์ ดังนั้น นักปรัชญากรีกรุ่นแรกซึ่งพยายามอธิบายธรรมชาติจึงเป็นนักวิทยาศาสตร์ นอกจากนักปรัชญากรีกจะชอบแสวงหาความรู้เกี่ยวกับโลกและชีวิตที่ดีแล้ว ยังเป็นความชอบคิดพิจารณาดูสิ่งที่ตัวเองกำลังกระทำอยู่ และตรวจสอบดูพื้นฐานของความรู้ด้วยจิตใจวิพากษ์วิจารณ์ ยกตัวอย่างเช่น โสเครติส (๔๖๙-๓๙๙ B.C.) ไม่สนใจแต่เพียงการค้นหาว่าชีวิตทีู่สูงส่งควรเป็นชีิวิตแบบไหน แต่ยังสนใจตรวจสอบดูเหตุผลที่ทำให้เราเชื่อว่าชีวิตประเภทหนึ่งดีกว่าอีกประเภทหนึ่ง ในทำนองเดียวกัน เพลโต (๔๒๗-๓๔๗) ไม่เพียงแต่เขียนเกี่ยวกับรัฐในอุดมคติ (Republic) ที่มีความยุติธรรมจริง ๆ เท่านั้น แต่ยังพยายามค้นหาความหมายของ "ความยุติธรรม" และวิธีการที่จะกำหนดความยุติธรรมในสังคม อริสโตเติล (๓๘๔-๓๒๒ B.C.) นอกจากเขียนหนังสือเกี่ยวกับฟิสิกส์ ชีววิทยา และจิตวิทยาแล้ว ยังตรวจสอบพิจารณาดูวิธีการต่าง ๆ ในการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกด้วย ดังจะเห็นได้จากนังสือตรรกวิทยา และทฤษฎีความรู้ของเขา

ก่อนสมัยกาลิเลโอ (๑๕๖๔-๑๖๔๒) นักปรัชญาธรรมชาติที่ค้นหาเกี่ยวกับความเป็นไปของธรรมชาติ ตกลงกันไม่ได้ ในเรื่องเนื้อหาและวิธีการทางฟิสิกส์ กาลิเลโอเป็นคนแรกที่แยกฟิสิกส์ออกจากปรัชญามาเป็นวิทยาศาสตร์ โดยกำหนดเนื้อหาและวิธีการของฟิสิกส์ กล่าวคือ กำหนดว่าเนื้อหาของฟิสิกส์คือสิ่งที่สังเกตเห็น และที่นำมาแทนด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์ได้ วิธีการของฟิสิกส์คือการสังเกตและการวัด ตั้งแต่นั้นมานักปรัชญาและนักฟิสิกส์ต่างก็แบ่งหน้าที่กัน ในกรณีของวิชาวิทยาศาสตร์สาขาต่าง ๆ ก็เช่นเดียวกับวิชาฟิสิกส์ คือแยกออกมาจากปรัชญาเป็นวิชาต่างหาก

ถ้าหากนักปรัชญาไม่ทำสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กำลังกระทำอยู่เวลานี้ นักปรัชญามีหน้าที่อะไร? ในปัจจุบันมีกิจกรรม ๒ ประเภท ที่เราถือกันว่าเป็นงานของนักปรัชญา คือ

๑. การพยายามตอบปัญหาต่าง ๆ ที่ยังหาคำตอบที่แน่นอนไม่ได้ เช่น

(i) ปัญหาทางเมตาฟิสิกส์ เป็นปัญหาเกี่ยวกับสิ่งที่เราหยั่งทราบไม่ได้ด้วยอายตนะที่มีอยู่ เช่น จักรวาลที่เราอยู่มี "ความมุ่งหมาย" ซ่อนเร้นอยู่ ขบวนการเปลี่ยนแปลงในจักรวาลเป็นไปเพื่อบรรลุ "ความมุ่งหมาย" นั้น หรือ จักรวาลมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกล เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีเป้าหมายอะไร? อะไรคือสัจจธรรม (ultimate reality) ของจักรวาล? วัตถุต่าง ๆ ที่เรามองเห็นเป็นสิ่งที่จิตเราสร้างขึ้น หรือว่ามีตัวตนอยู่จริง? จิตและร่างกายมีความสัมพันธ์กันแบบไหน? ปรัชญาที่พยายามตอบปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ร่างกายเรียกว่า เมตาฟิสิกส์ (๑. เมตาฟิสิกส์ : Metaphysics ไม่ควรแปลว่า "อภิปรัชญา" เพราะอภิปรัชญา หมายถึง วิชาที่เหนือปรัชญา แต่ในวงวิชาการตะวันตก เมตาฟิสิกส์เป็นปรัชญาสาขาหนึ่ง)

(ii) ปัญหาทางศาสนา เช่น พระเจ้ามีจริงหรือไม่? หากมีจริงเรามีทางพิสูจน์ได้อย่างไร และอะไรคือธรรมชาติของพระเจ้า? ปรัชญาที่พูดเกี่ยวกับปัญหาเช่นนี้ คือ ปรัชญาศาสนา (philosophy of religion)

(iii) ปัญหาเกี่ยวกับจริยธรรม เช่น ความดีคืออะไร? ทำไมเราควรจะทำความดีด้วย? เรามีมาตรฐานอะไรที่ใช้ตัดสินว่าการกระทำอย่างฟนึ่ง "ดี" หรือ "ถูก"? อะไรคือหน้าที่สำคัญที่สุดของมนุษย์? มนุษย์มีเสรีภาพและความรับผิดในการกระทำหรือไม่? ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้มีอยู่ในปรัชญาสาขาจริยศาสตร์ (Ethics)

(iv) ปัญหาเกี่ยวกับศิลปะ เช่น ศิลปะคืออะไร? ความงามคืออะไร? เรามีมาตรฐานในการตัดสินงานศิลปะอย่างไร? ประสบการณ์ทางศิลปะมีลักษณะอย่างไร? ปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เรียกว่าปรัชญาศิลปะ (philosophy of art) หรือสุนทรียศาสตร์ (aesthetics)

(v) ปัญหาเกี่ยวกับระบบการปกครอง เช่น เรามีมาตรฐานใช้ตัดสินกฎหมายของบ้านเมืองหรือไม่? มนุษย์แต่ละคนมีสิทธิโดยธรรมชาติหรือไม่ หากมี ได้สิทธินั้นมาจากไหน? ความยุติธรรมคืออะไร? การปกครองระบอบประชาธิปไตยดีกว่าการปกครองระบบอื่น ๆ จริงหรือ? ปรัชญาที่พูดเกี่ยวกับปัญหาเช่นนี้คือปรัชญาการเมือง (Political Philosophy)

(vi) ปัญหาเกี่ยวกับความรู้ เช่น ความรู้คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร? ปัญหาเหล่านี้เป็นหัวข้อของปรัชญาสาขาทฤษฎีความรู้ (epistemology)

(vii) ปัญหาเกี่ยวกับการตีความหมายของประวัติศาสตร์ เช่น การเกิด และการเสื่อมของอารยธรรมทั้งหลายมี "แบบ" (pattern) หรือไม่? (๒. ตัวอย่างของ "แบบ" เช่นในสมุดวาดเขียนสำหรับเด็ก มักมีจุดไว้มากมายให้เด็กลากเส้นโยงจุดต่าง ๆ เหล่านั้น ผลที่เกิดขึ้นก็คือ "รูป" เช่น รูปเสือ หรือรูปคน เป็นต้น จุดต่าง ๆ เหล่านั้นอยู่ห่างจากกันใน "แบบ" ที่กำหนดไว้ [เช่น "แบบ" ที่ทำให้เกิดรูปเสือ] เมื่อเด็กลากเส้นเชื่อมโยงจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง ในไม่ช้าก็จะเห็น "แบบ" นั้นทีละน้อย เราอาจเปรียบเทียบประวัติศาสตร์ได้กับ "แบบ" ที่มีซ่อนเร้นอยู่ในจุดต่าง ๆ ในสมุดวาดเขียนของเด็ก จุดต่าง ๆ เทียบได้กับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น การลากเ้ส้นโยงจุดต่าง ๆ ก็คือ การหาความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ต่าง ๆ การมองเห็นรูปที่เกิดจากการลากเส้นโยงจุดต่าง ๆ เข้าด้วยกันเท่ากับการมองเห็น "ประวัติศาสตร์" ที่ประกอบด้วยเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต ปัญหาที่นักปรัชญาถามก็คือ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตมี "แบบ" หรือไม่?) หากมี "แบบ" ประเภทไหน และเราสามารถจะใช้ความรู้เกี่ยวกับ "แบบ" นั้น ทำนายเหตุการณ์ในอนาคตได้หรือไม่? เราจะวัดความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ได้อย่างไร? ปรัชญาสาขาที่พยายามตอบปัญหาเหล่านี้ คือ ปรัชญาประวัติศาสตร์ (Philosophy of History)

๒ กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งของปรัชญา คือ การตรวจสอบวิเคราห์และเปรียบเทียบพื้นฐาน หรือเหตุผลของข้อความต่าง ๆ ในวิชาการสาขาต่าง ๆ เพื่อหาความเข้าใจและตีค่าพื้นฐานของข้อความนั้น ยกตัวอย่างเช่น การศึกษาหาความกระจ่างเกี่ยวกับพื้นฐานของวิชาวิทยาศาสตร์ กฎหมาย คณิตศาสตร์ สังคมศาสตร์ และภาษาศาสตร์ เรียกว่า ปรัชญาวิทยาศาสตร์ (ซึ่งแยกออกเป็นปรัชญาฟิสิกส์ ปรัชญาชีววิทยา) นิติปรัชญา ปรัชญาคณิตศาสตร์ ปรัชญาสังคมศาสตร์ และปรัชญภาษา เราอาจสรุปได้ว่าหน้าที่ประการที่สองของนักปรัชญาไม่ใช่พยายามตอบปัญหา แต่เป็นการตรวจสอบดูพื้นฐานของวิชาการต่าง ๆ หรือความเชื่อของเรา (รวมทั้งความเชื่อทางสามัญสำนึก ประเพณี และศาสนา).

***

ที่มา : พินิจ รัตนกุล, บรรณาธิการ. (๒๕๑๕). ปรัชญา . กรุงเทพฯ.

บรรยายโดย รศ.ดร. อุทัย เลาหวิเชียร

สรุปและเรียบเรียงโดย อิศราวดี ชำนาญกิจ

 

คุณสมบัติ & ความสามารถของนักบริหาร

  1. Knowledge
  2. Skills
  3. Behaviors
  4. Values & Ethics

(อ่านรายละเอียดข้อ 1, ข้อ 2 จากสัปดาห์ที่แล้ว)

1. Knowledge - ต้องรู้เรื่องบริบท หรือสิ่งแวดล้อม รู้จักองค์การและพฤติกรรมองค์การ รู้จักนโยบายและการประเมินนโยบาย มีความรู้ในการวิจัย เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ  ความรู้เกี่ยวกับจริยธรรมและค่านิยมของสังคม

2. Skills - ทักษะความเป็นผู้นำ ทักษะการแก้ไขปัญหา (แก้ปัญหา 70% บริหารแค่ 30%) ถ้าแก้ดี-งานก็เดิน  แล้วถ้าแก้ไม่ดี งานก็แย่  ต้องการความรู้ + ทักษะ ทักษะในการมองภาพรวม organization and management improvement (O & M Improvement) ใช้ common sense ไม่ได้  ทักษะในการประเมินผล  (style of leadership is different) ทักษะการเขียนและพูด (พูด 70% และต้องพูดดี Talk Sense) ผู้นำไม่ควรพูดในลักษณะทอล์คโชว์มากไป

3. Behaviors - พฤติกรรม ที่ดี น่าเคารพ กตัญญู ลดค่านิยมผิดๆ ทางพฤติกรรม เพิ่มค่านิยมบางอย่าง ไม่โกหา ไม่จับแพะชนแกะ ไม่ประพฤติผิดในเรื่องเกี่ยวกับเพศ (ไม่มี Integrity) ต้องมี Loyalty จงรักภักดีกับชาติ, ที่ทำงาน

4.Values & Ethics - ต้องมีค่านิยมและจริยธรรม   เราอยู่กันบนโลกเพราะ observe กฎหมาย และมีจริยธรรม  ในสังคมไทย เราอ่อนจริยธรรมมาก ต้องคำนึงถึง ความชอบธรรม  และถ้าเรายังไม่เข้าใจแก่นของจริยธรรม จะไปทำร้ายสังคมไทยในอนาคต  สิ่งที่ทำให้เราต่างจากสัตว์เพราะเรามีจริยธรรม ค่านิยม 3 อย่าง 1. Honesty (มาจากการสั่งสอนจากครอบครัว) 2. Responsibility ความรับผิดชอบ  3. Punctuality การไม่ตรงต่อเวลา

 

Cluster of Desired Attributes  - แบบอย่างของสุดยอดผู้บริหาร

  1. Intellectual Attributes - Knowledge
    • มี Analytic Faculty - รู้ 4 วิชา Philosophy of Science, ตรรกวิทยา
    • Grasp of the Situation as a whole - มองภาพรวม conceptualization
    • Knowledge about Human Behaviors & Relations - มี human skill อยู่กับคนได้ 
  2. Operational Capacity - Skill
    • Organizational Capacity
    • Human Skill
    • Sensitivity to Power Situation
    • Communication Skill - ทักษะในการสื่อข้อความ
    • Entrepreneural Skill - ทักษะการเป็นพ่อค้า เฉลียวฉลาด ตัดสินใจเร็ว กล้าได้กล้าเสีย กล้าเสี่ยง
  3. Orientational Attributes - Values & Attitudes สอนมา ซึมซาบมา - ทัศนคติ -
    • Future Outlook - มองการณ์ไกล
    • Innovative Mind - คิดใหม่ ทำใหม่ (Status Quo เก่า ตรงข้ามกับ Proactive กระตือรือร้น << นายกทักษิณ เป็นคนที่ proactive มาก แต่ก็เป็น controversial figure คนทั้งชอบและไม่ชอบ)
    • Positive View of Human Nature - มองคนในแง่ดี
    • Entrepreneural Will
    • Power Motive
  4.  Ethical Qualities - Philosophy & Standards
    • Normative Conviction - มาตรฐาน เกียรติ
    • Philosophy of life - ปรัชญาของชีวิต
    • Sense of Public Resposibility - ความรับผิดชอบต่อสังคม
    • Ethical Standards

นักบริหารเพื่อการพัฒนามีหน้าที่ 7 อย่าง (ในชี้ท)

The Change Leader's Competency Profile

  1. Resilient - bounces back from setbacks positively and quickly
  2. Opportunistic - quick to recognize and capitalize on breaks
  3. Accountable - Places self on the line and reacts non-defensively
  4. Curious - continuously seeks new information and learns new skills
  5. Selfless - consistently puts the interests of the organization first
  6. Self - Critical - regularly analyses own behavior to improve effectively
  7. Adventurous - forsakes comfort zone to experience other perspectives
  8. Communicating - openly shares critical information with colleagues
  9. Initiating - instigates changes without waiting for direction or approval
  10. Imagining - thinks laterally and creatively, quick to see new angles
  11. Innovating - regularly generates and implements new ideas
  12. Forward Looking - looks to the future without dwelling on the past
  13. Visioning - regularly displays  

บ่าย

present เรื่อง Leading Change และ Harvard Business Review on Change

บรรยายโดย ศ. ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

สรุปและเรียบเรียง โดย อิศราวดี ชำนาญกิจ

 

การคิด ไม่สามารถแยกมิติ  แยกเพื่อศึกษา แต่ก็ควรอ่านทั้งหมดทั้ง 10 มิติ

เมื่อโลกมีการเปลี่ยนแปลง เรียกร้องให้เราต้องคิด  เมื่อระบบไม่นิ่ง เราก็ต้องคิดเยอะมาก

อีกหน่อยจะมี หมอโรบอตนาโน ที่วิ่งในเส้นเลือดได้ - การแพทย์จะเปลี่ยนมาก

เทคโนโลยีจะเปลี่ยนยุคของโลกเสมอ  - หนังสือของอาจารย์ คลื่นโลกที่ห้า

ปรัชญากำลังภายใน - ซ่อนความรู้แทนที่จะกระจาย  -- เมื่ออารยธรรมจีนตกต่ำลง อาจารย์ไม่ค่อยชอบถ่ายทอด ความรู้ลดน้อยถอยลง ตรงกันข้ามกับปรัชญาตะวันตก ที่มีมหาวิทยาลัยสมัยใหม่ คือ การถ่ายทอดวิทยาการ ไม่หวงเหมือนจีน

ดุษฎีนิพนธ์ -- ต้องทำเพื่อตีพิมพ์  ต้องเผยแพร่  บริจาคความรู้ที่หาเจอให้โลกมนุษย์  ออกในวารสาร สามารถออกไปให้คนสามารถถกกันได้ทั่วโลก เพื่อให้เกิดการวิพากษ์ต่อยอด อ่านทั่วถึง ไม่ได้เป็นความลับ ข้มพรมแดน ข้ามเวลา เมื่อกูเตนเบิร์กคิดเครื่องพิมพ์ได้ สังคมตะวันตกเป็นมหาอำนาจ มีวิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต

การล้มล้างทฤษฎีเดิม - ไอนสไตน์ล้มล้างทฤษฎีของนิวตัน  เพราะคิดเชิงวิพากษ์

คนเราชอบวิจารณ์ มากกว่า วิพากษ์ แต่ที่จริง  เราควรที่จะต้องวิพากษ์เก่งกว่า จากการเรียนหนังสือเก่ง จากความรู้ที่มี -- โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก จากการวิพากษ์  จากเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี จากการเปลี่ยนมิติเศรษฐกิจ

โลกยุคล่าสัตว์ - คนต้องอยู่เป็นหมวหมู่ เพราะต้องการพึ่งพากัน ต้นทุนถูกเมื่ออยู่รวมกัน infrastructure เกิดเป็น คลื่นลูกที่หนึ่ง --อัลวิน ทอฟเลอร์ เรียกว่า ยุคเกษตรกรรม -- สังคมมีผู้แพ้-ชนะ ประเทศมีประเทศชนะ - แพ้  ประเทศที่ชนะเป็นมหาอำนาจ  ปัจจัยแห่งยุคที่สำคัญ คือ ที่ดิน Land --- ใครมีที่ดินเยอะ ได้เปรียบ-- เป็นหัวหน้า เป็นมหาอำนาจ เป็นนักรบ (ทหารเป็นนายก)

สังคมคลื่นลูกที่สอง - สังคมทุนอุตสาหกรรม จากเจมส์ วัตต์ ที่คิดเครื่องจักรไอน้ำได้ เกิดเครื่องจักรกลอุตสาหกรรม รถไฟ  ทุน (เครื่องจักร/วัตถุดิบในการผลิต) Capital   ใครเข้าถึงทุนก่อน ชนะ -- อังกฤษ -- นายทุนอยู่หน้า ทหารอยู่หลัง

เริ่มคลื่นลูกที่สาม - สังคมข้อมูลข่าวสาร ไอที คอมพิวเตอร์  ข้อมูลทรงพลังยิ่งกว่าทุน ปัจจัยคือ ข้อมูล

ประเทศไทย ยังอยู่ในคลื่นลูกที่ 1-2-3    ใครที่ขี่ยอดคลื่น -- ทรงพลังและจะชนะ  สาเหตุที่สังคมไทยชนบทอยู่ได้ เพราะชนบทส่งลูกไปขายตัวในเมือง เป็นการดูดซับทรัพยากรจากเมืองไปอัดฉีดในภาคเกษตร จึงทำให้ชนบทอยู่ได้ทั้งที่ เงินไม่มาก

อจ.เชื่อว่า มนุษย์/สังคมอยู่ได้ที่ปากท้อง -- อจ. อธิบายถึง Production Function ---- Land Labor และ Capital เมื่อ shift ไป  ---- มี Political Economy -- ผู้นำจะได้รับเลือกจากปัญหาปากท้อง

อจ.ยกตัวอย่าง ว่า "ทุกการแต่งงานคือเรื่องเศรษฐกิจอยู่เบื้องหลัง"  เพราะฉะนั้น การเมืองใช้ทุน จะได้ผลเสมอ  คนเราอยู่ได้ด้วยปากท้องก่อน  

ถ้าเศรษฐกิจเป็นตัวนำ ใครที่แก้ปัญหาปากท้องได้ ประชาชนอยู่ดีกินดีมักได้รับเลือกเป็นผู้นำทางการเมือง/สังคม

คลื่นลูกที่สี่ คือ สังคมความรู้ เครื่องมือ คือ เทคโนโลยีที่ช่วยให้ความรู้เป็นเบื้องลึกและกระจาย ใครเป็นคลื่นนี้ก่อน ชนะก่อน เช่น สิงคโปร์ (ลี กวนยู) เป็นคนดี เป็นคนเก่ง เป็นคนคลื่นลูกที่สี่   ถ้าให้คนคลื่นลูกที่สี่นำในทุกองค์กร -- ราชการ --เอกชน -- สังคม --- ประเทศจะพัฒนามากมาย --- ต้องทำให้ไปถึงคลื่นลูกที่สี่โดยเร็ว

สัญลักษณ์สังคมคลื่นลูกที่สี่ คือ มหาวิทยาลัยที่เป็นสังคมความรู้

คลื่นลูกที่ห้า ปราชญสังคม

คลื่นลูกที่หก

การตีภาพใหญ่ให้ออก - ภาพใหญ่ของการผลิตของมนุษย์

รมต.สิงคโปร์ พูดว่า - สิงคโปร์กลัวมากเลย ถ้าไม่ปรับปรุงจะสิ้นชาติ

อนาคต probable, possible, preferable future ---- เราอยากได้อนาคตแบบไหน???

บรรยายโดย ดร.รังสรรค์ สุกันทา

สรุปและเรียบเรียง โดย อิศราวดี ชำนาญกิจ

 

หลักการคิดเชิงวิพากษ์

Albert Einstein - การแก้ปัญหาง่ายกว่าการตั้งปัญหา เพราะการแก้ปัญหาเป็นเพียงการใช้ความรู้เดิมๆ มาจัดการปัญหา  ส่วนการตั้งปัญหานั้นต้องใช้ทั้ง ...

สิ่งที่พึงระวัง

  • เสนอข่าวสารอย่างขาดความรับผิดชอบ
  • เสนออย่างไม่เป็นจริง เป็นพิษเป็นภัย ไม่ถูกต้อง
  • เสนอให้เข้าใจผิด หรือคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง

Critical Thinking เป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญ ใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการประกอบการพิจารณาตัดสินข้อมูล  ต้องรู้จัก dialectic มีการวิพากษ์ โต้แย้งทฤษฎี และท้าทายสมมติฐาน

Critical Thinking

การมีความคิดเชิงวิพากษ์ - เตรียมตั้งรับได้ทัน รู้จักกลั่นกรองก่อนจะปักใจเชื่อ  คิดเชิงสังเคราะห์ (Synthesis)

เราเชื่อ โฆษณา เชื่อข่าว งมงาย กับดักค่านิยมวัตถุนิยม บริโภคนิยม  กับดักค่านิยมฮอลิวู้ด หรืออิทธิพลจากภาพยนตร์ต่างๆ

ความสำคัญของการคิดเชิงวิพากษ์

คิดเชิงวิพากษ์ทำให้เราไม่ปักใจเชื่อ แต่จะตั้งคำถามท้าทายเพื่อ ค้นหาว่า สิ่งนั้นมีความเป็นมาอย่างไร จริงมั๊ย พิสูจน์ข้อสมมติว่า เหมาะสมรึยัง ดีหรือไม่  เหมาะกับยุคสมัยแค่ไหน

หลักการวิพากษ์ที่สำคัญ

1. อย่าเพิ่งเชื่อ      2. เผื่อใจไว้        3. เป็นทนายฝ่ายมาร

1. ให้สงสัยไว้ก่อน....อย่าเพิ่งเชื่อ

การคิดวิพากษ์ เริ่มต้นขึ้นจาก ความรู้สึกสงสัย  - ไม่ปักใจเชื่อในข้อสมมติฐานที่นำมากล่าวอ้าง, ไม่คล้อยตามความจริงที่ยอมรับกันโดยทั่วไป, ไม่ด่วนสรุปตามความเคยชิน, ไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ได้ฟัง หรือแม้แต่ได้เห็นด้วยตา, ไม่ด่วนตัดสินสิ่งใด

สะท้อนข้อสงสัย (Reflective Skepticism) ออกมา -ความสงสัย ช่วยให้เราไม่ถูกหลอกหรือหลงเชื่อกับสิ่งที่ผิดอย่างง่าย แล้วมาคิดทบทวนอีกครั้งเพื่อสืบค้นความจริง ตรวจสอบด้วยตัวเอง ไม่ควรด่วนสรุป  อย่าเพิ่งเชื่อ แม้แต่ - เห็นด้วยตาตนเอง - สัมผัสเอง - หรือมีประสบการณ์ร่วม  เพราะอาจจะไม่จริงก็ได้

    Warren G. Bennis กล่าวว่า

"ความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับผู้นำที่ร้ายแรงที่สุด คือ ความเชื่อที่ว่า ความเป็นผู้นำนั้นติดตัวตั้งแต่เกิด โดยผ่านปัจจัยทางพันธุกรรม  ในทางตรงข้าม น่าจะเป็น ผู้นำต้องถูกสร้างขึ้นมากกว่าเป็นมาแต่กำเนิด (มี Charisma)"

2. เผื่อใจไว้...อาจจริง หรืออาจจะไม่จริงก็ได้

เปิดใจไว้ว่าอาจจะไม่จริงก็ได้ ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้เชื่อ แต่ให้เป็นคนที่ "ไม่ด่วนตัดสินอะไรอย่างง่าย"  ต้องใจกว้างพอที่จะเผื่อใจ

เช่น เรื่องของ Outsourcing นักวิชาการ 2 ท่าน จาก HBS และ Berkeley วิจัยแล้วพบว่า บริษัทส่วนใหญ่ที่ใช้ outsourcing ประสบความล้มเหลว มากกว่าความสำเร็จ เพียงแต่ไม่เป็นข่าวครึกโครมเหมือนกับในช่วงแรกที่บริษัทต่างๆนำมาใช้แล้วประสบความสำเร็จ

ข้ออ้างนั้น   อาจจะใช่  หรือ อาจจะไม่ใช่  จริง - ไม่จริง  เป็น - ไม่เป็น   ถูก - ผิด  เป็นไปได้ - ไม่เป็นเช่นนั้น   ต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐานและเหตุผล

3. เป็นพยานฝ่ายมาร...ตั้งคำถามซักค้าน

ทนายฝ่ายมาร (The devil's advocate) ตั้งใจที่จะเผชิญหน้าคัดค้านต่อข้ออ้างที่ได้รับ  ตั้งคำถามโต้แย้ง และท้าทายสมมติฐานอย่างกระตือรือร้น (active inquiry)  พยายามหาความไม่สมเหตุสมผล  ความไม่น่าจะเป็น พยายามเปิดทางเลือกใหม่ แล้วเสนอความน่าจะเป็นใหม่  ความน่าจะเป็นไปในทางตรงกันข้าม

สตีฟ จ๊อบส์ จับมือกับบิล เกตต์ -- โดนโห่ แต่ราคาหุ้นของแอปเปิ้ลพุ่งขึ้นทันที 33%

การวิพากษ์ข้ออ้างทั่วๆไป

1. ข้ออ้างที่ใช้ขั้น กว่า หรือ ที่สุด โดยไม่มีข้อเปรียบเทียบ  --- ต้องวิพากษ์ว่า เปรียบเทียบกับ "อะไร"

  1. ต้องมีตัวเปรียบเทียบ
  2. เปรียบเทียบกับอะไร
  3. ใช้เกณฑ์มาตรฐานอะไรมาเปรียบ

2. การกล่าวอ้างที่สร้างความรู้สึกน่าเชื่อถือ --- ต้องวิพากษ์ความจริง หรือ ความรู้สึก

  1. เช่น การอ้งสิทธิ์ว่าเป็น เจ้าแรก  เจ้าเก่า
  2. ใช้การยอมรับโดยทั่วไป -- สถาบันนี้ยอมรับว่าดี

3. ข้อสรุปที่บอกว่า  ทั้งหมดเป็นอย่างนั้น --- วิพากษ์ว่า อาจจะไม่ทั้งหมดก็ได้

  • อาจมี  1 ในนั้น ที่ ไม่ใช่
  • อาจไม่ใช่ทั้งหมดที่เห็นด้วย  อาจจะแค่ส่วนใหญ่  หรืออาจจะแค่ 70 จาก 100 ที่จะเป็นเช่นนั้น แต่อีก 30 อาจจะไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้

4. ข้ออ้างแบบด่วนสรุปแบบล้มกระดาน --- ต้องวิพากษ์ว่า อาจจะไม่ต้องล้มกระดานก็ได้

  • ปัญหาอาจจะเป็นแค่ 2 ใน 10 ส่วน 
  • สิ่งที่คิดว่า ไม่ดี ทั้งหมด ที่จริง บางส่วน อาจจะก็ได้ เช่น ทฤษฎีตะวันตก บางส่วนอาจจะดีก็ได้

5. อ้างอำนาจที่เหนือกว่า --- วิพากษ์ด้วย การใช้ เทคนิคสลับที่สลับทาง

ข้ออ้างว่า -- 1 มีอำนาจมากกว่า 2 ดังนั้น 2 ต้องเชื่อฟัง 1   วิพากษ์ว่า -- สลับกัน

เช่น รัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชน ----> เปลี่ยนมุมมอง -- ประชาชนต้องฟังเสียงรัฐบาลบ้าง

6. ข้อสรุปจากสาเหตุเดียว -- วิพากษ์ด้วย --เทคนิคการมององค์รวม

  • การพิจารณาเรื่องต่างๆ มีแนวโน้มการมองแบบแยกส่วน
  • ก็ควรจะมองเป็นแบบองค์รวม (Hlositic)
  • สิ่งนี้อาจจะไม่ใช่สาเหตุเดียว

7. การกล่าวอ้างด้านเดียว --- วิพากษ์ว่า เหรียญมีสองด้าน

  • ความจริงอีกด้านที่ไม่ได้กล่าวถึงคืออะไร
  • ยังมีข้อเท็จจริงของอีกฝ่ายหนึ่งที่เรายังไม่ทราบ (ไม่ใช่ omnician)
  • อย่าเพิ่งเชื่อ เผื่อใจไว้ ตั้งสมมติแย้ง
  • ตัวอย่าง  บ้านที่ไม่ได้เห็น อย่าซื้อ

8. หากมีแนวโน้มว่าจะเชื่อตามนั้น ให้ฝึกชะลอการตัดสินใจ --- ฝึก อย่าด่วนสรุป

  • คิดว่า ใช่ ไม่ใช่
  • มีเหตุผลอะไรบ้าง
  • ใช้เหตุผลมากกว่าอคติ

 

การพัฒนานิสัยนักคิดเชิงวิพากษ์

ตัวอย่าง Darwin E Smith   CEO ของ KC (Kimberly-Clark) , ตัวอย่างคุณศิริวัฒน์ (คิงส์ออฟแซนวิช)

  1. กล้าวิพากษ์ความคิดของตัวเอง
  2. เปิดใจกว้าง
  3. รอบคอบไม่ด่วนสรุป
  4. จิตใจมั่นคงไม่หวั่นไหวง่าย 
  5. แสวงหาความรู้เพื่อตอบข้อสงสัย
  6. อย่ารู้สึกว่า "ฉันดีกว่า" "ของฉันถูกต้องกว่า"
  7. อย่าเลือกรับข้อมูลเฉพาะที่เราสนใจ
  8. อย่าลำเอียง - ยึดหลักความยุติธรรม
  9. อย่าทำเป็นแสร้งรู้
  10. อย่ามี..อคติ...ต่อการเปลี่ยนแปลง
  11. ระวังการคิดแบบสองขั้วตรงข้าม

SBP 701 Ethics (จริยธรรม) (week 3.1)

posted on 26 Jul 2008 09:32 by leadership in PhD-Courseworks

บรรยายโดย ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ

สรุปและเรียบเรียงโดย อิศราวดี ชำนาญกิจ

 

คุณธรรมเป็นพื้นฐานของจริยธรรม

คนที่มีคุณธรรม อาจจะไม่มีจริยธรรมเสมอไป 

 

จริยธรรมคือการมีคุณธรรมที่ยกระดับ สูงกว่ามนุษย์ปกติ

- ต้องมีอุดมการณ์หรือมาตรฐานความประพฤติของมนุษย์ที่เป็นจุดมุ่งหมายเพื่อความดีสูงสุด เช่น แพทย์ ครู/อาจารย์  อริสโตเติ้ลพูดไว้ว่า คนที่จะก้าวข้ามสู่ความดีอันสูงสุดคือ คนที่สุดยอด เป็นยอดคน

คุณธรรมมี 2 ชนิด -- ตามหลักธรรมชาติ กับ ตามหลักศาสนา

ที่สอนกันมาในเมืองไทย คือ คุณธรรมแห่งการบังคับ, แห่งอำนาจ กตัญญูแบบเห็นแก่ตัว เช่น พ่อแม่ในต่างจังหวัดที่บังคับให้ลูกไปขายตัวเพื่อเอาเงินมาเลี้ยงพ่อแม่ อ้างว่า ต้องกตัญญู  ถือว่าผิดจริยธรรม

คุณธรรม เช่น ในเรื่องความกตัญญู เป็นคุณธรรมเบื้องต้น หรือคุณธรรมพื้นฐาน เกิดจากการลงโทษ เป็นคุณธรรมระดับ (good boy good girl) เช่น เพลงเด็กเอ๋ย เด็กดี   -- กลัวจะทำผิด เพราะกลัวถูกลงโทษ กลัวเข้าสังคมไม่ได้  

พ่อแม่สอนโดยอ้างบาปบุญคุณโทษ และลงโทษถ้าไม่เชื่อฟัง เช่น กรณีที่ทำร้ายสัตว์

เช่น ในกรณีที่ขับรถฝ่าไฟแดง เพราะไม่เห็นจ่า ไม่ใช่เพราะอยากหยุดรถเพราะมีคุณธรรม จริยธรรม จริงๆ เชื่อฟังเพราะกลัวกฎหมาย ถูกบังคับ  ขณะที่ต่างประเทศ เชื่อฟังกฎหมายตามหลักเหตุ-ผล เป็นเครื่องชี้นำ reasoning การใช้เหตุ 

คนไทยมีคุณธรรมสูง แต่ 

การศึกษาไม่ได้เอื้อให้คนมีจริยธรรมเลย  คนที่มีจริยธรรมมีเพียงคนกลุ่มน้อย

ในเมืองไทย Conflict of Interest มีมาก ที่จริงเรื่องนี้ คือเรื่องจริยธรรมที่ก้าวข้ามพ้นเรื่องคุณธรรมมาแล้ว

เพื่อน, พ่อ, ผู้มีพระคุณ ต้องตอบแทน --- ที่จริงแล้ว ไม่ได้ เพราะผิดหลักการบริหารราชการแผ่นดิน ทำลายหลักการบริหารธุรกิจ ผิดหลัก Conflict of Interest   -- ทำให้กีดกัน  อเมริกามีกฎหมาย Anti Trust คือถือว่าเป็น Absolutely Corruption คอรัปชั่นอย่างสูงสุด

ถ้าเป็นนักการเมือง นักกฎหมายระหว่างประเทศ นักธุรกิจต้องเข้าใจว่า ต่างชาติพัฒนาเรื่องหลักจริยธรรมไปอย่างก้าวหน้า คิดถึงเรื่องผลประโยชน์ของบ้านเมืองและประชาชนมากกว่า ความเป็นเพื่อนหรือเป็นผู้มีพระคุณ

Code of Ethics / Code of Conducts

อย่าเอาประโยชน์ราชการหรือเอกชน มาปะปนกับประโยชน์ส่วนตน

 

จริยธรรมแยกเป็น 2 แนวทาง

1. ช่วยอธิบายการตัดสินใจของมนุษย์ 

2. ช่วยก่อตั้งหรือส่งเสริมการกระทำหรือจุดมุ่งหมายของมนุษย์ให้เป็นไปตามแนวทางที่ถูกต้อง

เช่นเรื่อง การรับคนเข้าทำงาน  - ถ้าฝากเข้า เด็กคนนั้น จะถูกปลูกฝังความไม่มีคุณธรรมจริยธรรม ในอนาคตเวลาทำงานเค้าก็จะรับคนมาเพื่อปกป้องตัวเอง

เราถูกหล่อหลอมมาด้วยระบบอุปถัมภ์ เด็กไม่ได้เรียนรู้ถึงการต้องก้าวเข้าไปสู่ระบบองค์การ ที่จะต้องมีคุณธรรมจริยธรรมเฉพาะ มี code of ethics

ออสเตรเลีย มีการตั้ง "ชุมชนคุณธรรม"   นอกจากทำผิดจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายแล้ว ต้องรับผิดชอบหน้าที่แทนผู้เสียหายด้วย เช่น เราเป็นเหตุให้เค้าบาดเจ็บ เรจะต้องรักษาเค้า ไปเรียนแทนเค้า ไปจ่ายตลาดแทนเค้าด้วย เป็นจริยธรรมเพื่อแก้ไข ฟื้นฟู เป็นจริยธรรมชุมชน ดูแลกันเอง 

แคนาดาเองก็มี Community Justice

จริยธรรม จะเชื่อมโยงกับความยุติธรรม ในระดับสังคม (Social Justice)

  1. การตัดสินใจในเรื่องของคุณค่า          >>    ทฤษฎีที่ว่าด้วยคุณค่า
  2. การตัดสินใจในเรื่องของภาระหน้าที่    >>    ทฤษฎีที่ว่าด้วยภาระหน้าที่

หลักศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ (Dignity) ถือเป็นหลักกฎหมายสูงสุด  ที่ใครจะย่ำยีไม่ได้  รธน. ปี 40 บัญญัติไว้ แล้ว ปี 50 ก็เขียนตามมา ดังนั้น เมื่อทุกคนมีคุณค่า ก็ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างมีคุณค่า ต้องเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเค้า   เพราะถ้าเค้าได้รับการ treat แบบย่ำยี เค้าก็จะไป treat คนอื่นแบบนั้นด้วย กลายเป็นวงจรอุบาทว์ (Vicious Circle)

 ภาพ ฮิปโปเครติส

เมื่อภาระหน้าที่ยิ่งใหญ่ ก็ต้องมีจริยธรรมที่ยิ่งใหญ่ -- ฮิปโปเครติส บอกว่า ต่อให้ศัตรูบาดเจ็บขนาดไหน ก็ต้องรักษาเขาให้หาย

สิ่งที่ต้องมีจริยธรรมอย่างยิ่งคือ การปกครองบ้านเมือง เพราะ ต้องอาศัยความดีงามของมนุษย์

  • ต้องใช้ศิลปะทุกประเภท
  • ต้องเกี่ยวข้องกับการออกกฎหมาย

 

สรุป จริยธรรมคืออะไร

มาตรฐานความประพฤติที่ใช้ในการกำกับดูแลพฤติกรรมของบุคคล หรือของกลุ่มบุคคล หรือของชุมชน และรัฐบาลที่ดีจะต้องมีหน้าที่เกี่ยวกับจริยธรรมอย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่

  1. ออกกฎหมายที่ดี สอดคล้องกับศีลธรรม และจริยธรรมของผู้คนที่อยู่ในสังคม
  2. ไม่ออกกฎหมายที่ทำลายหลักศีลธรรมและจริยธรรมของผู้คน

 

จริยธรรมที่สำคัญของผู้บริหารองค์กร

  1. ความซื่อตรง (Integrity) - ยึดมั่นในความถูกต้องตามทำนองคลองธรรม แม้ตายก็ยอม เช่น พันท้ายนรสิงห์
  2. ความสุจริต (Honesty)
  3. ความมีศีลธรรม (Morality)
  4. ความยุติธรรม (Fairness)
  5. การรักษาคำมั่นสัญญา (Promise Keeping)
  6. การไม่ขัดแย้งผลประโยชน์ (Conflict of Interest)
  7. การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับ (Compliance with Law and Regulation)
  8. การรักษาชื่อเสียงและศักดิ์ศรี (Reputation and Dignity

อจ. แนะนำให้ไปอ่าน Bentham ทฤษฎีว่าด้วยประโยชน์สุข -ประโยชน์สุขของมหาชน คือ กฎหมายสูงสุด

แม้แต่ Business Conduct ก็ยังต้องมีหัวใจที่ Integrity

Quote ดีดี

อริสโตเติล กล่าวว่า มนุษย์ทุกคนจะต้องเลือกด้วยตนเองว่าจะทำอะไร ซึ่งดีสำหรับตนเองแต่ในขณะเดียวกันก็ต้องดีสำหรับผู้อื่นด้วย ซึ่งในการเลือกดังกล่าวต้องใช้หลักของคุณธรรมมากกว่าเลือกตามความพอใจของตนเอง โดยคุณธรรมหลัก3ประการที่อริสโตเติลเน้นมากคือ

- การรู้จักควบคุมตน , การข่มใจ , การรู้จักพอ ( temperance )

- ความกล้าหาญ ( courage ) หมายถึงการเลือกตัดสินใจด้วยเหตุผลแม้จะตระหนักถึงอันตรายที่มีอยู่ข้างหน้า เพราะเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

- ความยุติธรรม ( justice ) คือการปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเท่าเทียมกันเหมือนกับที่อยากให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อตน อิมมานูเอล ค้านท์ ( Immanuel Kant ) กล่าวว่า องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของการที่จะประพฤติปฏิบัติดีของมนุษย์ คือ

- good will หมายถึง ความตั้งใจดี ซึ่งมีอยู่ในคนดีทุกคน คนดีจะปฏิบัติตาม good will
อย่างไม่ มีเงื่อนไขเช่นคนดีเห็นผู้อื่นตกทุกข์ได้ยากก็จะทำการช่วยเหลือโดยไม่ได้หวังสิ่งตอบ
แทน good will นี้เป็นคุณธรรมที่ไม่ต้องการการพิสูจน์ เพราะมีลักษณะ
เป็นสากล ใช้ได้ทุกหนทุกแห่ง

- free will คือความสามารถที่จะเลือกทำได้โดยไม่ถูกบังคับ หมายความว่าผู้นั้น สามารถเลือกที่
จะกระทำความดีเองโดยไม่ได้ถูกบังคับ ถูกหลอกลวงหรือ หวังผลตอบ แทนแต่อย่างใด แต่หาก
การทำดีนั้นเกิดจากความไม่สมัครใจ หรือทำเพื่อหวังผลตอบแทน การทำดีนั้นก็ไม่มีคุณค่าทาง
จริยธรรมแต่อย่างใด

ค้านท์ ยังกล่าวด้วยว่า

“มนุษย์ต้องปฏิบัติต่อมนุษย์ด้วยความเท่าเทียมกันโดยให้เกียรติและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่อาจใช้มนุษย์ด้วยกันเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์อื่น” ซึ่งคำกล่าวข้างต้นนี้ได้กลายมาเป็นพื้นฐานของเรื่องสิทธิมนุษยชนในเวลาต่อมา

จาก http://biolawcom.de/article/236/Docter-Ethics-and-Law.html

บทความที่น่าอ่าน

ผู้บรรยาย - รศ.วิทยากร เชียงกูล 

(เสาร์ 19 กรกฎาคม 2551 บ่าย)

สรุปและนำเนื้อหามาประกอบโดย แอมมี่


อจ.เกริ่นถึง ความรู้ที่สามารถหาได้จากการอ่านเว็บไซต์ วิกิพีเดีย,เล่าถึง ผู้นำแบบนายเนลสัน แมนเดลล่า ผู้นำแอฟริกา

แนวทางการวิเคราะห์สังคมไทย

กรอบคิด / วิธีการ - รู้ข้อจำกัดและเปลี่ยนแปลงกรอบคิด / วิธีการที่มีประสิทธิภาพกว่า

  1. วัฒนธรรมแบบศักดินาและการศึกษาแบบท่องจำตามตำรา ทำให้เรามีกรอบคิดวิธีวิเคราะห์ปัญหาอย่างมีข้อจำกด เช่น เลือกเชื่ออะไรตามตามคำพูดของผู้มีอำนาจ (Authority) หรือตามกระแสความเชื่อ อารมณ์ ความรู้สึก โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ คิดวิเคราะห์ด้วยตัวเองอย่างมีพื้นฐานเข้มแข็ง   ระบบอุปถัมภ์นิยม - ลัทธิคัมภีร์ เชื่อตามหนังสือ แทนที่จะมองตามความเป็นจริง   เช่น เชื่อตามฮิตเลอร์
  2. การยอมรับทฤษฎีการพัฒนากระแสหลัก - การแข่งขันเสรีตามกลไลตลาดทุนนิยม ว่าเป็นองค์ความรู้เรื่องการพัฒนาอยู่แนวเดียว โดยไม่ตระหนักว่านี่เป็นเพียงแนวคิดเดียว ยังมีทฤษฎีอื่นๆ อื่นอีก

แนวโน้มเอียง

  1. การมองปัญหาแบบแบ่งเป็น 2 ขั้วอย่างสุดโต่ง
  2. การสรุปเป็นนัยทั่วไปแบบเร็วเกินไป
  3. การมองปัญหาแบบแยกส่วน เป็นกลไกทางเทคนิค ไม่ได้มองเรื่องเศรษฐกิจการเมืองสังคม วัฒนธรรม ระบบนิเวศอย่างเป็นระบบองค์รวม

วิธีการแก้ไข

  1. ทำใจให้ว่าง เปิดใจกว้าง รับฟัง ไม่ด่วนปฏิเสธ ลดอคติ หัดสงสัย หัดวิเคราะห์หาเหตุผลให้ถึงรากเหง้าปัญหา
  2. ศึกษาทฤษฎีอย่างวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ และเชื่อมโยงกับสังคมที่เป็นจริง ในแต่ละสถานการณ์ แต่ละยุคสมัย - ปี 2540 มีคนจบเศรษฐศาสตร์เยอะมาก แต่ไม่เข้าใจลึกซึ้งในวัฒนธรรม ยึดแต่ทฤษฎี (ตะวันตก) บางทีใช้ไม่ได้กับสังคมไทย 
  3. การพยายามมองปัญหาต่างๆ อย่างหลายมิติ มองทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน วิกฤติ โอกาส มองความสัมพันธ์เชื่อมโยงอย่างเป็นระบบองค์รวม

หลังจากนั้น -- วิพากษ์ จากนักศึกษาในคลาส

หนังสือที่แนะนำอ่าน - ปัญหาและทางออกการเมืองไทย , หยุดวิกฤติซ้ำซาก: ระบบสหกรณ์, การสร้างสรรค์ปัญญา เพื่ออนาคตของมนุษยชาติ

 

เว็บไชต์เพื่อการศึกษาเพิ่มเติม

http://witayakornclub.wordpress.com/

ฝากเว๊บไซต์ของแอมมี่ ที่เกี่ยวกับการคาดการณ์เศรษฐกิจ สังคม การเมืองและการดำเนินชีวิตในอนาคตของมนุษยชาติ ไว้ด้วยค่ะ

http://infuture.wordpress.com/