sbp

บรรยายโดย รศ.ดร.บุญอนันต์  พินัยทรัพย์

สรุปโดย อิศราวดี  ชำนาญกิจ

ป.ตรี - East - West University

ป.โท & เอก - Loyola University

http://www.managementjournals.com/journals/hrm/1-1/08-01.gif

HRM Model from http://www.managementjournals.com/journals/hrm/1-1/08-01.gif 

 

เครื่องมือ - Core Competency  & Functional Competency เป็นเครื่องมือที่วัดได้

อจ.บอกว่า น่าจะเป็นที่ compensation & Benefit มาก่อน และ Employee Relationship อันดับต่อมา

Health & Safety

การพัฒนาคน ด้วย Training & Development

- ใช้ KM, LO, Career Path, Career Development, On-the-job training

Performance Management (พัฒนามาจาก Evaluation) ประเมินจาก Strength & Weakness, Motivation, Coaching, Couseling, Mentaling

งาน HR นานาชาติ พูดถึง

  • Talent Management
  • Work-Life Balance
  • Change (demographic เช่น Generation ที่แตกต่าง Baby boomers, X, Y (Highly technology, รับผิดชอบ, อดทนต่ำ, ไม่ชอบให้เจ้านายมาสั่ง)

Work Analysis and Design (ตาม sheet)

  • Succession Plan
  • Conflict Management

SBP 716 Knowledge Management

posted on 30 Nov 2008 09:53 by leadership in PhD-Courseworks

เช้า 9:30-10:30 am  ท่านอาจารย์ ดร.นายแพทย์ ประยงค์  เต็มชวาลา

กล่าวถึง ภาคการศึกษาที่ผ่านมา  ให้กำลังใจนักศึกษาปริญญาเอกทุกท่านในทุกๆ เรื่อง  แบ่งกลุ่มทำงานและการพรีเซ้นต์งาน

 

10:30-12:00 ดร.พิณลัพธพร นาคสมบูรณ์

บรรยายเรื่อง Introduction to Knowledge Management (สไลด์จะอยู่ในเว็บบอร์ด PhdLeader ค่ะ)

 

รศ.ดร.กิ่งพร  ทองใบ

การพัฒนายุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ของผู้นำ

ความหมายของการบริหารเชิงกลยุทธ์ 

Strategic Management is that set of managerial decisions and actions that determines the long term performance of the corporation

 

กระบวนการในการตัดสินใจ  ดำเนินการและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติงานเพื่อให้การดำเนินงานขององค์การเป็นไปโดยมีประสิทธิผลและได้ประสิทธิภาพสูงสุดตลอกเวลา  เป็นการทำได้เยี่ยมกว่า  หรือเป็น Effective Process โดยมีลักษณะที่สำคัญ 3 ประการ คือ

  • เป็นการจัดการทั่วทั้งองค์กร
  • พัฒนาจุดเด่นจนได้เปรียบคู่แข่งขันทุกทาง
  • ให้องค์การมีสัมฤทธิ์คติ คือ บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ได้ตามสถานการณ์

กระบวนการในการกำหนดเป้าหมายที่แน่ชัดของธุรกิจในระยะยาวและสร้างหรือพัฒนาวิถีทางในการปฏิบัติ ตลอดจนการจัดสรรทรัพยากรขององค์การเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่ได้ถูกกำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ  2 ประการ คือ  ความหมาย   วิถีทางในทางปฏิบัติ  (ดร.สมคิด  จาตุศรีพิทักษ์)

 

หมายถึง  การวางแผน  การดำเนินงาน  และการควบคุมในแนวทางเชิงกลยุทธ์ที่จะช่วยให้การบริหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (รศ.ดร.กิ่งพร ทองใบ)

 

จุดเน้นมุ่งที่การบริหาร

 

กลยุทธ์ที่คิดค้นขึ้นมาต้องอาศัยพื้นฐานทางการบริหารเป็นหลัก

 

Criteria Used to Categorized "Strategic Management Concept/Theory"

  • Scope of Strategy
  • Concept Origin
Categorized by "Scope of Strategy"
  • Corporate Level Strategy - Michael E Porter, Peter F Drucker, John P Kotter, Tom Peters
  • Functional Level Strategy / Management Tools
    • Marketing Management - Phillip Kotler
    • Human Resources Management - Dave Ulrich
  • Management Tools/ Concepts

Categorized by "Concept Origin"

  • Develop from Others, Personal Concept
  • Best Practices
  • Research Finding เช่น In Search of Excellence, Built to Last, Living Company, Good to Great

อาจารย์แนะนำให้อ่านหนังสือเรื่อง Managing in the Next Society ของ Drucker

(ภาษาไทยมีแปลแล้วชื่อ การบริหารการจัดการสังคมแห่งอนาคต แปลโดย รศ.ดร.กนลา สุขพานิช ขันทปราบ

หนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยบทความที่กล่าวถึง "การบริหารแบบดั้งเดิม" และที่ยังไม่ได้กล่าวถึง ก็คือเรื่อง "เทคนิคการแก้ไขปัญหาแบบครอบจักรวาล" เนื้อหาสำคัญของหนังสือเล่มนี้ก็คือ การกล่าวถึงกระแสของการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมในอนาคต ซึ่งจะเป็นพันธกิจสำคัญของนักบริหารในอนาคต

ในอีก 10 - 15 ปีข้างหน้านี้ องค์กรต่างๆ จะถูกคุกคามอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก และเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคม จะเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญยิ่ง ต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวขององค์กร ยิ่งกว่าปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจเสียอีก

หนังสือเล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เราสามารถบริหารและจัดการกับสังคมแห่งอนาคตได้อย่างสำเร็จผล )

 
  

กูรูทางด้านกลยุทธ์ ที่สำคัญอีกท่านหนึ่งคือ Igor Ansoff และ โมเดลของอิกอร์

การบ้าน

งานเดี่ยว

Reading Assignment หาบทความ (ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้) ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารเชิงกลยุทธ์ เพื่อนำมา present หน้าห้อง (10 นาที) ในช่วงเช้าวันที่ 27 ธันวาคม 2551  หามา 3 บทความ แล้วนำมาเขียนสรุปเป็นของตัวเองประกอบด้วย บทนำ  วัตถุประสงค์  สรุป  (5-10 หน้า)  [ส่งทั้งรายงาน และพรีเซ้นต์หน้าห้องด้วย]

อาจจะหาได้จาก Journal of Management, Harvard Business Review

Indy Assignment - ส่งงานอ่านและสรุป (ประมาณ 10 หน้าต่อคน) ส่ง 1 paper ในวันที่ 17 ม.ค. 2552 แล้วนำเสนอด้วย powerpoint ภายใน 2 สัปดาห์)

1. กลยุทธ์ธุรกิจ - ผู้อ่านและสรุป ณัฐชยา

2. คิดใหม่่ การตลาด - อภิศักดิ์

3. ยุทธวิธีการแข่งขัน - พรเพ็ญ & เกศราภรณ์

4. คิดใหม่เพื่ออนาคต - เบญจางค์ & ส่งศักดิ์

5. เส้นทางจากกลยุทธ์สู่การปฏิบัติด้วย Balance Scorecard - ภูมินทร์

6. สู่ความเป็นเลิศทางธุรกิจ - ส่งศักดิ์

7. ห้าหลุมพรางของ CEO - วรารัตน์ & นิธิวัฒน์

8. BSC และ KPI เพื่อการเติบโตขององค์กรอย่างยั่งยืน - จารุวัฒน์ & วรภัทร

9. เมื่ออนาคตไล่ล่าคุณ - พิกุล

10. What's the big Idea - พสิษฐ์, ชัชวาลย์, นภัสรพี, กัญญารัตน์

11. The Essence of Strategic Management - อิศราวดี, เกียรติเสริม

12. The New Rational Manager: An Updated Edition for A New World - โสรจ, สุขุมาลย์, เสงี่ยม, ธนกฤต

บรรยายโดย ดร. เฉียบ ไทยยิ่ง 

กรอบเนื้อหา

1. ปรัชญาศาสตร์

2. ระเบียบวิธีการวิจัย

3. ตัวแบบต่างๆ

4. จรรยาบรรณนักวิจัย (เรื่องสำคัญที่สุด แต่อ่านและอธิบายในระเบียบของสภาวิจัยแห่งชาติ) คลิกอ่าน ที่นี่

 

ปรัชญาศาสตร์:  ศึกษาเพื่ออะไร

เหตุผลว่า ทำไมต้องเสาะแสวงหาความรู้

- รู้ไปเพื่ออะไร

เพื่อทำความเข้าใจในข้อถกเถียง

ประโยชน์ที่นำปรัชญาศาสตร์มาใช้ในการวิจัย

ต้องการความรู้ที่ถูกต้องตามสภาวธรรม หรือตามเหตุปัจจัยที่เป็นจริงตามธรรมชาติ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

 

แล้วเราอยากรู้ไปทำไม?

- ที่สุด ของความกลัวของมนุษย์ กลัวอะไร? >>> กลัวตาย

- เพราะฉะนั้น คนเราต้องการ ไม่ตาย = การอยู่รอด >>> ทำอย่างไรจึงจะอยู่รอด (กินและใช้) ปัจจัย 4 >>> ทำอย่างไรจึงจะได้บริโภค >>> ผลิต >>> แหล่งผลิตต่างๆ 

- ดังนั้น ทั้งหมดจึงเรียกว่า "องค์การ"

ครอบครัว = องค์การพื้นฐาน = ความมั่นคงของชีวิต

กำเนิดครอบครัว = กำเนิดองค์การ

องค์การเป็นสิ่งมีชีวิตและเติบโต >>> ผลผลิตจะเพิ่มขึ้น 

องค์การที่ไร้ประสิทธิภาพ >>> ผลผลิตจะลดลง

ความกลัว ทำให้มนุษย์แสวงหาความรู้ที่เป็นความจริง >>> ภาวะวิสัย (Ontology)

บางพวกชอบ ความจริงนิยม (Realism) ต้องมีความจริง

บางคนชอบ จิตกำหนด (Idealism) จิตคิดว่ามีก็มี จริง

ปรัชญา -- จะหาความจริง ต้องกำหนดขอบเขต

วิธีการหาความจริง

  • วิธีไสยศาสตร์
  • วิธีโหราศาสตร์
  • วิธีวิทยาศาสตร์

อ.พูดถึงระเบียบวิธีวิจัย

บทที่ 1   บทนำ

บทที่ 2  ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง

บทที่ 3  ระเบียบวิธีการศึกษา

บทที่ 4  ผลการวิเคราะห์

บทที่ 5  สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ

 

 

บรรยายโดย ศ.ดร.สมบัติ  ธำรงธัญวงศ์ (อธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์) 

ปริญญาเอก ต้องมีความรู้ 2 ส่วน
  1. ระเบียบวิธีวิจัยทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ และใช้วิธีการวัดที่ต้องยากขึ้นด้วย
  2. เนื้อหาวิชาที่เราต้องการทำ
  3.  

    สรรพสิ่งในโลกล้วนมีความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลทั้งสิ้น  (วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ) เราก็ต้องหาวิธีอธิบาย

      ความสำคัญของการเรียนปริญญาเอก -          รายวิชา

    -          สอบคอม  ตก  ไม่เป็นไร  ก็สอบใหม่จนผ่าน

    -          เขียนวิทยานิพนธ์  จนก่อนจบหลังเป็นเรื่องธรรมดา  แต่วัดกันที่วิทยานิพนธ์ให้จบ  ต้องสามารถระบุ ตัวแปรได้  สามารถระบุความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรได้  สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ตัวแปรต้น ตัวแปรอิสระ ตัวแปรแทรก และตัวแปรตามมันมีความสัมพันธ์กันอย่างไร (ต้องหาตัวแปรตามให้ได้ y)  หลักในการหาตัวแปรตาม หาได้อย่างไร คุณลักษณะของผู้นำ คือตัวแปรตาม   >> เก็บข้อมูลที่เราต้องการทดสอบ  หารูปแบบ  โมเดล หา conceptual framework -          เรียนยังไงให้จบ  ต้องมี 1. Strong Determination มีความมุ่งมั่น  แรงกล้า  2. Well Discipline มีวินัยในตัวเอง  3. Great Responsibility มีความรับผิดชอบสูง ">  

    ผู้นำไทยที่พึงประสงค์

     

    Leader ต่างกับ Leadership

    Leader in term of political is influence on change of the country or world.

    Bill Gate can change the whole world to globalization.

     

    นิด้า ใช้งบประมาณไม่มีประสิทธิภาพ ลดงบประมาณลง และทำงานไม่บรรลุเป้า  เมื่อเปลี่ยนอธิการบดี ก็สามารถเปลี่ยนการประเมินประสิทธิภาพจากอันดับ 18 จนขึ้นเป็นอันดับ 1 ได้เลย

    ผู้นำมีบทบาทที่สามารถเปลี่ยนองค์กรได้ทั้งองค์กร
    1. ผู้นำหมายถึงใคร
    2. คุณลักษณะของผู้นำเป็นอย่างไร
    3. ผู้นำมีกี่แบบ อะไรบ้าง
    4. จะเสริมสร้างผู้นำอย่างไร

     

        §         ผู้นำ ต้องมีอำนาจ Formal Authority เป็นทางการ มากน้อยแค่ไหนขึ้นกับ board of the director และบางครั้งก็มี Informal Authority ไม่เป็นทางการ อยู่ที่ว่าจะใช้ในทางบวกหรือลบด้วย
      §         มี Leader จำนวนมาก ที่ไม่มี Leadership  ผู้นำที่ไม่มีศักยภาพก็อาจจะเป็นได้ ให้ผู้นำเป็นจากการถ่ายทอดมรดก  ขั้นตอนในระบบราชการ บางทีอาจจะได้ผู้นำที่มาตามขั้นตอน  ตามอาวุโส  ตามอายุงาน หรือส้มหล่นได้เป็น  และในการเลือกตั้งคณบดีในมหาวิทยาลัย ก็อาจจะได้คนไม่มีศักยภาพมาเป็นได้เหมือนกัน 
       
        บทบาทหน้าที่ของผู้นำ
        P         - planning
        O         - organizing
        L          - leading

        E         - evaluating

         

          คุณธรรม เป็นได้ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ข้อกำหนดหรือแนวทางการประพฤติดีปฎิบัติดี (code of conduct) – การยับยั้งชั่งใจ ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของความโลภ ความโกรธ ความหลง (temperance) ควบคุมได้ดี ถือว่าเป็นผู้ที่มีคุณธรรมสูง

        Devotion – ต้องอุทิศเสียสละ  ผู้นำต้องไม่ใส่เรื่องประโยชน์ตนเองเลย (โซเครตีส – ผู้นำไม่ควรมีทรัพย์สิน ไม่ควรมีครอบครัว ไม่คำนึงถึงประโยชน์ของตัวเอง ถือเป็นผู้นำในอุดมคติ)

         

        Autocrat มีอำนาจเบ็ดเสร็จนอกกฎหมาย จอมพล สฤษ ธนะรัชต์ 

         

        ผู้นำมีกี่แบบ    - 10 แบบ
        1. Autocratic Leader – CEO ส่วนใหญ่จะมีลักษณะแบบนี้  ความอยู่รอดคือ เป้าหมาย decisive ค่อนข้างจะเผด็จการ  มีลักษณะ Duo personality ไม่ค่อยฟังใคร  แต่ที่มาจากการเลือกตั้งเลยก็มี  จุดอ่อน/จุดแข็ง มุ่งงานมากกว่าคน, ตัดสินใจเด็ดขาด / รวดเร็ว, ไม่ค่อยรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น, ต้องการให้ผู้ร่วมงานปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด, ไม่ชอบให้ตรวจสอบ, เชื่อมั่นในตัวเองสูง over self confident, egoism ตัวเองเก่งที่สุด
        2. Bureaucratic Leaderปฏิบัติตามระเบียบราชการ, ยึดมั่นในระเบียบกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้, ไม่ยืดหยุ่น, ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง หรือ เปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป, ไม่ยอมรับฟังเหตุผล-ยึดแต่กฎ, อ้างระเบียบว่า ทำได้  หรือ ทำไม่ได้, ตัดสินใจช้า, ไม่สนใจความสำเร็จ, เติบโตจากระบบอุปถัมภ์สูง,
        3. Charismatic Leaderมีบุคลิกดี มีบารมี มีความสามารถในการโน้มน้าวชักจูงให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม ไม่ได้ใช้ formal authority จะใช้ informal authority มากกว่า  เช่น มหาตมะ คานธี, JFK  ในทางการเมืองจะมีความได้เปรียบมาก
        4. Participative Leader (democratic leader)– ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้อื่น เปิดกว้าง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่พยายามตัดสินใจคนเดียว แต่ขอฟังความเห็นคนอื่นก่อน  อาจจะช้าแต่จะตัดสินใจอย่างรอบคอบ มีความยืดหยุ่นต่อการตัดสินใจ  ดูเทรนความเห็นของกลุ่ม  ยอมรับคำวิจารณ์จากคนอื่นที่มีเหตุผล  พร้อมรับการตรวจสอบได้ สนใจทั้งคนทั้งงาน  ไม่เน้นเป้าหมาย
        5. Laissez – faire ผู้นำแบบปล่อยมือ เน้นคนไม่เน้นงาน
        6. People Oriented Leaderผู้นำที่เอาใจเขามาใส่ใจเรา เปิดโอกาสให้คนได้แสดงความสามารถ ไม่สนใจความสำเร็จของเป้าหมาย  ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคคลสูง
        7. Servant Leaderผู้นำกรรมกรผู้จัดการ มุ่งเน้นการรับใช้อะไรมากๆ ไม่เน้นเป้าหมายของงาน ไม่ค่อยกล้าตัดสินใจ  client oriented
        8. Task Leader - ผู้นำที่ให้ความสำคัญสูงมากกับงาน
        9. Transactional Leaderผู้นำพระเดชพระคุณ  ให้ Carrot and stick
        10. Transformation Leaderผู้นำชอบการเปลี่ยนแปลง ชอบปฏิรูป ผู้นำสมัยใหม่ มีวิสัยทัศน์ มีความยืดหยุ่นสูง
        11. Formal / Informal Leader – เป็นทางการจะมีอำนาจโดยตรง  ส่วนที่ informal อาจจะมีคนให้ความน่าเชื่อถือ พูดแล้วมีคนฟัง เช่น หมอประเวศ วะสี,  พลเอกเปรม แต่ละแบบ ขึ้นกับสถานการณ์  ไม่มีรูปแบบตายตัว

          Anomy สังคมต้องรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด