sbp 701

ในทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เสียงข้างมากไม่ได้หมายความว่า ท่านทำได้ทุกสิ่ง และการที่จะมีประชาชนจะ 1 คน หรือจะ แสนคน ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบ ทบทวนตัวเอง พิจารณาตัวเอง ไม่ได้ขัดกับหลักประชาธิปไตยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีข้อสงสัยว่า การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนั้น อาจจะแค่บกพร่อง ผิดพลาด ถ้าร้ายแรงกว่านั้นก็คือละเมิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิของประชาชน หรือเลวร้ายอีกเรื่องหนึ่งก็คือการทุจริต คอร์รัปชั่น

มีเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่ง ท่านยกตัวอย่างกรณีของเกาหลี นั่นแค่คิดนโยบายนะครับ ว่าจะต้องเปิดการค้าเสรี เอาเนื้อวัวจากอีกประทะนงเข้ามานะครับ คนลุกฮือขึ้นมาเป็นแสน เขาลาออกทั้งคณะ ผมว่าอายุรัฐบาลเขาสั้นกว่ารัฐบาลนี้นะครับ ตอนที่เขาตัดสินใจอย่างนั้น ใครเคยอยู่ในประเทศประชาธิปไตยในยุโรป ในสหรัฐฯ จะทราบอย่าว่าแต่รัฐมนตรีเลยครับ ส.ส. ส.ว. บางทีมีเรื่องอื้อฉาวส่วนตัว ลาออกครับ

 

          น้องๆ หลายท่านปีใหม่นี้ได้รับการโปรโมทให้ขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น (ขอแสดงความยินดีมา ณ ที่นี้ ด้วยนะคะ ^^)  มาขอคำปรึกษาว่าให้ช่วยแนะนำหนังสือที่จำเป็นต้องอ่านสำหรับการเลื่อนตำแหน่งหน่อย  แอมมี่เลยจะขอแนะนำไปตามระดับความรับผิดชอบในตำแหน่งแล้วกันค่ะ  ก็จะแบ่งเขียนออกเป็นเล่มๆ ไปตามตำแหน่งระดับต้น-กลาง-สูง นะคะ

          หนังสือเล่มแรกสำหรับผู้ที่เพิ่งจะเริ่มรับตำแหน่งทางด้านการบริหารควรอ่านก็คือ The One Minute Manager (1982) หรือเล่มแปลชื่อ ผู้จัดการ 1 นาที (2545) เขียนโดยเคนเน็ธ บลังชาร์ดและสเปนเซอร์ จอห์นสัน ซึ่งเป็นหนังสือด้านการจัดการที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกาที่ขายไปมากกว่า 13 ล้านเล่ม และแปลไปแล้วกว่า 27 ภาษา

  

          ข้อดีของหนังสือเล่มนี้ก็คือ จะเผยเคล็ดลับที่ทำให้สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในเรื่องของการบริหารและการเป็นผู้นำค่ะ  ซึ่งผู้บริหารน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักหนังสือเล่มนี้นะคะ  แอมมี่เองก็ถูกบังคับให้ต้องอ่านเป็นเล่มแรกๆ เมื่อเข้าโปรแกรมผู้บริหารระดับต้นเมื่อครั้งทำงานที่สหรัฐอเมริกาเช่นกัน  แต่เนื่องจากเป็นเล่มเล็กๆ ไม่หนามาก ก็เลยอ่านแป๊บเดียวจบค่ะ

          โดยสรุปแล้ว เคล็ดลับการเป็นผู้จัดการ 1 นาทีก็มีอยู่ 3 ประการค่ะ ได้แก่

  1. การกำหนดเป้าหมาย 1 นาที (1 minute goal) -- ในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคของการมีส่วนร่วม  ผู้จัดการก็ควรจะจัดให้มีการประชุมขึ้นในทีม และตกลงกันในเรื่องเป้าหมายร่วมของทีม  เขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร  แล้วคอยมาทบทวนบ่อยๆ เพื่อเช็คว่า ทีมได้ทำตามนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่  ขั้นตอนนี้ใช้เวลาสั้นๆ เพียง 1 นาทีเท่านั้นค่ะ
  2. การชมเชย 1 นาที (1 minute praising) – หนังสือกล่าวว่า เมื่อลูกน้องในทีมงานทำงานมีประสิทธิภาพ ก็เป็นหน้าที่ของผู้จัดการที่จะต้องกล่าวชมเชย และควรกล่าวชมเชยทันทีที่ทีมทำงานได้ถูกต้อง ภาษาอังกฤษมีคำว่า “I am so proud of you” ซึ่งแปลว่า ฉันภูมิใจในตัวคุณจริงๆ แล้วเราในฐานะผู้จัดการก็มักจะชอบพูดกันติดปากเมื่อทีมงานของเราได้ทำอะไรซักอย่างประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นงานเล็ก-กลาง-ใหญ่ แค่ไหนค่ะ ชมแล้วก็เชคแฮนด์ จับมือเขย่าแรงๆ ซึ่งเห็นได้ชัดเลยค่ะว่าลูกน้องเค้าดีใจมากๆ ที่ทำงานสำเร็จและถูกใจเรา เราจึงชื่นชม  ทำบ่อยๆ รับรองว่า ทีมงานของคุณจะสร้างปรากฏการณ์ในทางที่ดี เพิ่มผลผลิต  เพิ่มยอดขาย  เพิ่มการบริการทะลุเป้าหมายกันทีเดียว  ลองทำดูค่ะ
  3. การตักเตือน 1 นาที (1 minute reprimand) – แต่เมื่อลูกน้องในทีมของเราทำผิดอะไรก็แล้วแต่  เราก็ต้องรู้จักตักเตือนทันทีเช่นกัน และให้เตือนเฉพาะเรื่องที่ทำผิดเท่านั้นค่ะ  (เค้าให้เวลาแค่ 1 นาที  เพราะฉะนั้นไม่ต้องย้อนอดีตความผิดแล้วตักเตือนเลยเถิดนะคะ  คนเราทำผิดกันได้ และแก้ไขปรับปรุงกันได้ค่ะ  ถ้าอยากได้ทีมงานที่รักเราและยอมทำงานเพื่อเรา ก็ต้องรู้จักอดทนนะคะ)   วิธีการตักเตือนทันทีเมื่อทำผิด จะช่วยสอนให้ลูกน้องเรารู้จักรับผิดชอบในหน้าที่ และรู้ทันทีว่าต้องแก้ไขให้ถูกต้องได้อย่างไร  พูดเสร็จเราก็เชคแฮนด์เหมือนเดิมแล้วบอกต่อด้วยว่า ที่เราเตือน เราเตือนให้ทำงานได้ถูกต้องเท่านั้น (ไม่เกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ แต่อย่างใด)  ทีนี้ถ้าเป็นคนไทยไม่นิยมจับมือก็อาจใช้วิธีแตะไหล่แทนได้  ทั้งนี้ ก็เพื่อสร้างความสนิทสนมและส่งกระแสความหวังดี (ต่องานเท่านั้นนะจ๊ะ ไม่ต้องส่งผ่านความเอ็นดูส่วนตัวไปด้วยจ้า) 

แอมมี่ใช้วิธีนี้ในการสร้างทีมงาน (และเชื่อว่าผู้บริหารเก่งๆ หลายๆ ท่านก็ใช้วิธีนี้ด้วยเช่นกัน) แต่ก็ใช้เทคนิคอื่นๆ จากหนังสือดีดีเล่มอื่นด้วยในการบริหารทีมงานจนได้ตำแหน่งผู้สร้างทีมยอดเยี่ยมมาแล้วค่ะ

ลองหาเล่มเต็มๆ มาอ่าน แล้วจะได้เรียนรู้การพัฒนาภาวะผู้นำสำหรับผู้บริหารระดับต้นแบบง่ายๆ ได้เป็นอย่างดีค่ะ

 

อิศราวดี (แอมมี่) ชำนาญกิจ

บริษัท เบรนว้อทช์ คอนซัลติ้งกรุ๊ป จำกัด

http://brainwatch.webs.com/

6 มกราคม 2553

อัจฉริยะ คือ อะไร?

posted on 21 Dec 2009 09:11 by leadership in Intelligent-Organization

คนอัจฉริยะ คือ คนที่มีอารมณ์ขันเหลือเฟือและมีความสนุกสนานกับชีวิต  ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องใดๆ ที่ผ่านเข้ามาในเส้นทางชีวิตให้เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมได้

          - หน้า 20 หนังสือ สู่ความเป็นอัจฉริยะด้วยการพัฒนาพลังสมอง (Jerome Becomes a Genius), 2551

 

นำมาจากหนังสือของ John C. Maxwell

1. ผู้นำต้องเป็นคนมีวิสัยทัศน์ ต้องมองไปถึงอนาคต และเห็นจุดมุ่งหมายอย่างชัดเจน

2. ผู้นำต้องใฝ่รู้ ต้องไม่ล้าหลัง ติดตามเรียนรู้ให้ทันการเปลี่ยนแปลงอยุ่เสมอ

3. ผู้นำต้องเป็นผู้รับใช้ที่ดี เรียนรู้การปฏิบัติจากผู้อื่น

4. ผู้นำต้องมีวินัยในตนเอง เพื่อเป็นตัวอย่างในการสร้างวินัยให้กับองค์กร

5. ผู้นำต้องเป็นผู้มั่นคง ในหลักการ อุดมการณ์ ไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์

6. ผู้นำต้องเป็นคนกล้ารับผิดชอบผลที่เกิดจากการตัดสินใจ

7. ผู้นำต้องเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดี ทำให้การทำงานเกิดความราบรื่น

8. ผุ้นำต้องเป็นคนรู้จักแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นระยะยาวถ้ารู้ว่ามีปัญหาตร้องรีบแก้ไม่ปล่อยให้ ปัญหาคงค้าง

9. ผู้นำต้องเป็นผู้มีทัศนคติที่ดีในการทำงาน ต้องเชื่อว่าทำได้

10. ผู้นำต้องมีใจรักในงาน รักผู้ร่วมงาน รักผู้เกี่ยวข้องในงาน รักผู้รับบริการ รักตนเองเข้าใจตนเอง

11. ผู้นำต้องมีคุณธรรม เชื่อมั่นในหลักคุณธรรม

12. ผู้นำต้องมีเสน่ห์ บุคลิกดี ความประทับใจแรกพบช่วยให้งานประสบความสำเร็จได้ง่าย

13. ผู้นำต้องทุ่มเท เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ หากไม่ทุ่มเทจะเป็นเพียงนักฝัน

14. ผู้นำต้องรู้จักการสื่อสารที่ดี มีความสามารถสื่อให้ผู้อื่นเข้าใจในสิ่งทีตนเองคิด ทำเรื่องยากให้ง่าย

15. ผู้นำต้องเป็นคนมีประสิทธิภาพ ทำงานอย่างมีหลักวิชาการให้เกิดความสำเร็จ

16. ผู้นำต้องกล้าหาญ ทำในสิ่งที่ถูกต้องกล้าคัดค้านในสิ่งผิด

17. ผู้นำต้องมีวิจารณญาณที่ดี รู้จักวิเคราะห์ ตัดสินใจถูกต้อง

18. ผู้นำต้องมีความแจ่มชัดในทุกด้าน

19. ผู้นำต้องเป็นคนมีน้ำใจ

20. ผู้นำต้องเป็นคนมีความคิดริเริ่มในสิ่งใหม่ๆ

21. ผู้นำต้องเป็นผู้ฟังที่ดี เพื่อเข้าถึงจิตใจคน

ตุลาคม 2009

  • 21 ต.ค., 5, 25 พ.ย. และ 15 ธ.ค. 9-5, การสัมมนาวิชาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 6 อุตสาหกรรม ประจำปี 2552 (ICT Industry Summit 2009) หัวข้อหลักคือ "สร้างศักยภาพอุตสาหกรรมไทยด้วยไอซีที" จัดโดย สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)  แบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม เช่น Tourism, Automotive & Spare Parts, Retail, Food and Food Processing, Logistics, และ Healthcare  อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.tmi.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=339&Itemid=66  และ http://www.customs.go.th/Docs/General%20Information.doc
  • 28 ต.ค. 9-5 การประชุมนำเสนอผลงานวิจัยบัณฑิตศึกษา ประจำปี 2552 ม.รังสิต อาคารเฉลิมพระเกียรติ (อาคาร 11 ติดตึกจอดรถ-วิทยาลัยดนตรี) ชั้น 3 อาจารย์และนักศึกษา ม.รังสิต ฟังฟรี  ผู้สนใจจ่ายค่าลงทะเบียน 1,000 บาท http://www.rsu.ac.th/grad/regis_.pdf, http://www.rsu.ac.th/grad/con2009_.html
  • 28 - 30 ต.ค. การประชุมผู้นำการศึกษาเอเชีย ครั้งที่ 3 "ความท้าทายด้านการศึกษาสำหรับยุคโลกาภิวัฒน์ในศตวรรษที่ 21" ห้องแกรนด์ ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ http://www.worlddidacasia.com/html/asiaeducation_th.html
  • 31 ต.ค. 9-5:30 งานเสวนาพิเศษเรื่อง "ภูมิปัญญา" (พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หัวข้อ "ยิ่งรวย ยิ่งให้ ยิ่งได้ ยิ่งแบ่งปัน", ฐิตินาถ ณ พัทลุง, สุริวิภา กุลตังวัฒนา, พัชรศรี เบญจมาศ, พุทธชาติ พงศ์สุชาติ, ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์) ณ โรงแรม Centara Grand at Central World ราชประสงค์ ชั้น 22 ห้อง Bangkok Convention Center จัดโดยบริษัทโพสต์ พับลิชชิง จำกัด (มหาชน) สำรองที่นั่ง ฟรี ที่ www.postpublishing.co.th/wisdom

พฤศจิกายน 2009

  • 12-13 พ.ย. "ก้าวใหม่ของการสาธารณสุขมูลฐานสู่สุขภาพชุมชน" ณ สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.moph.go.th/infonews-show.php?ContentID=8864
  • 20 พ.ย. (ศุกร์) "การประชุมวิชาการระดับชาติด้านทรัพยากรมนุษย์และองค์การ ครั้งที่ 2  ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จัดโดยความร่วมมือของ 8 มหาวิทยาลัย ค่าลงทะเบียน นักศึกษา 1,200 บาท บุคคลทั่วไป 2,000 บาท  ดูกำหนดการประชุม http://www.hrd.nida.ac.th/hrcon2009/page04.html
  • 25 พ.ย. (พฤหัส), 8-4:30, Knowledge & Innovation Forum (KIF) 2009, "System Thinking - Holistic Organization Development" by Dr. Wilson Tay มี ศจ.ภิชาน ไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ บรรยายเรื่อง "Logical thinking for business development" และอีกหลายท่าน  ณ.ห้องประชุมศาสตราจารย์สังเวียนอินทรวิชัย ชั้น 3/3 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  ค่าลงทะเบียน 2500 บาท  บรรยายทั้ง 2 ภาษา (ไทย-อังกฤษ) ดูรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.kmpca.net/KIF-Programme.html และ http://www.bangkokbiznews.com/home/news/pr-center/detail-news.php?id=746

 

ธันวาคม 2009

มกราคม 2010

กุมภาพันธ์ 2010

มีนาคม 2010

  • 4-6 มี.ค. 2553 ม.ขอนแก่น จัดการประชุมวิชาการนานาชาติ TISD 2010 ณ.โรงแรมรอยัลแม่โขง จ.หนองคาย  The 3rd Technology and Innovation for Sustainable Development International Conference จาก ลาว, เวียดนาม, กัมพูชา, และอื่นๆ  เปิดรับบทความจนถึง 4 ธันวาคม 2552  (ค่าลงทะเบียน นักศึกษา 3,000 บาท เป็นค่าอาหารเที่ยง 2 วัน อาหารค่ำ 1 มือ และอาหารว่างเบรค 4 ครั้ง รวมทริปเที่ยวเวียงจันทร์ด้วยค่ะ) อ่านเพิ่มเติม http://202.28.93.116/tisd2010/index.php หรือ คลิกที่นี่ Topic of Conference

เมษายน 2010    (คลิกที่รูป เพื่อขยายใหญ่)

  • 1 เม.ย., 9-5, "สร้างปัญญาสู่สังคมที่สมดุลและยั่งยืน" ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา  สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ตามภาพ) http://rc.nida.ac.th/โครงการ.pdf

ท่านใดต้องการประชาสัมพันธ์ ก็สามารถแจ้งไว้ได้ที่ Comment นะคะ ขอบคุณค่ะ

ในยุคของการเปลี่ยนผ่านสหัสวรรษในปี 2000 นิตยสาร BusinessWeek ได้ลงบทความเรื่อง ‘The Creative Economy’ ซึ่งกล่าวถึงโฉมหน้าของเศรษฐกิจในศตวรรษใหม่ไว้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการทำธุรกิจในศตวรรษที่ 21 คือ ‘Power of Ideas’ หรือ “พลังของความคิด” โดยให้เหตุผลว่า นักลงทุนทั่วโลกกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง เพราะ“เงินทุน” ที่ถืออยู่ในมือนั้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่ขาดแคลนอีกต่อไป แต่สิ่งที่ขาดแคลนกลับเป็น “ความคิดดีๆ” สำหรับการลงทุน

Creative Economy by John Howkins

นั่นเป็นเวลาที่รัฐบาลต่างๆ ทั่วโลกเริ่มหันมาให้ความสนใจกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ (creative Industries) ด้วยแนวคิดที่ว่า ความคิดสร้างสรรค์ ความรู้ และความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลคือเครื่องจักรสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตให้กับเศรษฐกิจยุคใหม่

คำว่า ‘Creative Economy’ หรือเศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์นั้น เริ่มเป็นที่รู้จักในปี 2001 จากหนังสือของ John Howkins *ที่ได้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างความคิดสร้างสรรค์และเศรษฐศาสตร์ สำหรับ Howkins แล้ว ทั้งความคิดสร้างสรรค์และเศรษฐศาสตร์ต่างไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่สิ่งที่ใหม่ก็คือ การพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างสองสิ่งนี้ และการใช้ความคิดสร้างสรรค์ร่วมไปกับแนวคิดด้านเศรษฐศาสตร์เพื่อสร้างมูลค่าและความมั่งคั่ง (value and wealth)

ด้วยความที่แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนาโดยรัฐบาลในหลายประเทศ จึงยังไม่มีคำนิยามที่ชัดเจนในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี UNCTAD ได้ให้คำนิยามของเศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์ไว้ว่าเป็น “แนวคิดที่พูดถึงศักยภาพในการใช้สินทรัพย์ทางความคิดสร้างสรรค์ (creative assets) เพื่อพัฒนาและสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เอื้อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มยอดการส่งออก ขณะเดียวกัน ก็ยังรวมถึงการมีส่วนร่วมทางสังคม ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วย”  นอกจากนี้ UNCTAD ยังได้ให้คำจำกัดความของอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ว่าเป็น “วงจรของการสร้างสรรค์ การผลิต และการจำหน่ายสินค้าและบริการที่มีปัจจัยหลักคือความคิดสร้างสรรค์และทุนทางปัญญา (intellectual capital)” **

ปัจจุบัน การส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศพัฒนาแล้วในการกระตุ้นเศรษฐกิจ การจ้างงานและการพัฒนาโครงสร้างทางสังคม โดยอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีการพัฒนาสูงสุดในวงจรการค้าโลกในขณะนี้ ด้วยอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยระหว่างปี 2001-2005 ที่สูงถึง 8.7% และตัวเลขการส่งออกกว่า 424.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ข้อมูลปี 2005)

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลต่างๆ ในประเทศกำลังพัฒนาก็อยู่ระหว่างการเริ่มต้นโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ โดยมีประเทศจีนเป็นผู้นำที่น่าจับตามองในฐานะผู้ผลิตและส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์รายใหญ่ของโลก อย่างไรก็ดี แม้ว่าประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายจะมีวัตถุดิบสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ อาทิ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและบุคลากรที่มีศักยภาพทางความคิดสร้างสรรค์ (creative talent) แต่อุปสรรคสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ของประเทศกำลังพัฒนาก็คือ ความอ่อนแอของนโยบายรัฐบาลและโครงสร้างทางการค้าของโลกที่ยังขาดความเท่าเทียม

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า ยิ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องผลักดันเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังมากขึ้นเท่านั้น เพราะทรัพย์สินทางปัญญาคือปัจจัยสำคัญในการสร้างและปกป้องรายได้อันเกิดจากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์โดยตรง ดังคำกล่าวของนักเขียน Charles Handy ที่ว่า “ปัญญาคือรูปแบบใหม่ของทรัพย์สิน” (Intelligence is the new form of property.)

*The Creative Economy: How People Make Money From Ideas, John Howkins
** REATIVE ECONOMY REPORT 2008, UNCTAD

ที่มาข้อมูล ขอขอบคุณ http://www.creativethailand.org/article004.html

ที่มาภาพ http://www.wipo.int/export/sites/www/sme/en/images/creative_industries_3.gif

เขียนโดย อิศราวดี (แอมมี่) ชำนาญกิจ

 เนื่องจากวันนี้ (2 ตุลาคม) เป็นวันคล้ายวันเกิดของ มหาตมะ คานธี สุดยอดผู้นำทางความคิดและผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่แม้ว่าท่านจะเกิดที่อินเดีย  แต่แนวความคิด "การต่อสู้แบบอหิงสา" หรือการต่อสู้ด้วยการไม่ต่อสู้ ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ แต่ดื้อแพ่งต่อกฎหมายของรัฐ ก็เป็นแนวคิดที่ได้รับการยกย่องไปทั่วโลก

ภาพจาก http://2.bp.blogspot.com/_FAqNaZCBPY4/SNjK03uAQ2I/AAAAAAAACLg/bSCDigccVyQ/s320/6.jpg

ที่สำคัญ วันนี้ยังเป็นวัน International Day of Non-Violence ด้วยค่ะ

ท่านคานธีได้ต่อสู้ในหลายๆ เรื่องที่สำคัญสำหรับเราชาวเอเชียเป็นอย่างยิ่ง  และถ้าไม่ได้ท่าน ชาวเอเชียอย่างเราก็คงไม่ได้เดินทางไปไหนทั่วโลกได้อย่างเสรี  ด้วยความภาคภูมิใจ  และได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน

เรื่องที่ทำให้คานธีลุกขึ้นมาต่อสู้นั้น ก็เช่น เมื่อครั้งที่ท่านเดินทางด้วยรถไฟในแอฟริกา (ในขณะนั้น อินเดียอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ และชาวอินเดียถือเป็นชนชั้นสอง) ท่านโดนเหยียดเชื้อชาติ จากทั้งๆ ที่ท่านก็ซื้อตั๋วรถไฟชั้นหนึ่ง แต่กลับโดนไล่ให้ไปนั่งชั้นสาม (อาจจะเพราะว่า คนอังกฤษรังเกียจที่จะนั่งชั้นหนึ่งร่วมกับคนอินเดีย) แต่ท่านก็ปฏิเสธไม่ยอมไป จนต้องถูกไล่ลงจากรถไฟ (แหม เป็นเรา เราก็คงจะทั้งโกรธ ทั้งโมโห ทั้งแค้นใจมากๆด้วย ตั๋วก็เสียเงินซื้อ ชั้นหนึ่งก็น่าจะแพงด้วย แล้วยังมาโดนดูถูก โดนไล่ลง ใครจะยอม นะคะ) บางครั้งก็ถึงขั้นโดนทุบตีที่ไม่ยอมย้ายไปนั่งที่ที่จัดไว้ให้แทน

แล้วอีกหลายครั้งเลยที่ท่านโดนปฏิเสธการเข้าพักจากโรงแรมหลายแห่ง เพียงเพราะท่านเป็นชาวอินเดีย (น่ารังเกียจ) หรือโดนขอให้ถอดหมวก turban (คล้ายๆ หมวกที่ชาวซิกข์ชอบสวม) ออก

เราเรียนกันมาว่า ผู้นำที่ยิ่งใหญ่นั้น จะต้องกล้าหาญ ยึดมั่นในความคิดความเชื่อที่ตนเองเห็นว่าถูกต้องและเป็นธรรม คานธีเริ่มต้นต่อต้านอังกฤษโดยจัดประชุมผู้อพยพชาวอินเดียขึ้นในแอฟริกาเป็นครั้งแรก ด้วยวัยเพียง 24 ปี หลังจากเพิ่งจะเรียนจบกฎหมายมาจากลอนดอน

ในปี 1906 คานธีอายุ 37 ปี อังกฤษออกกฎหมายมาฉบับหนึ่ง กำหนดให้ชาวอินเดียทุกคนจะต้องเข้ารับการจดทะเบียนและพิมพ์ลายนิ้วมือด้วย ซึ่งข้อบังคับนี้ รวมถึงการให้สตรีชาวอินเดียทุกคนต้องเปลื้องผ้าต่อหน้าตำรวจผิวขาว เพื่อกรอกตำหนิรูปพรรณลงในทะเบียนด้วย  ซึ่งทำให้ชาวอินเดียหลายพันคนโกรธแค้นมาก และรวมพลังร่วมกับคานธีเพื่อต่อต้านกฎหมายฉบับนี้ ด้วยวธีอหิงสา  เขากล่าวว่า "เราจะสวดขอต่อพระเป็นเจ้าว่า เราจะเข้าคุก และเราจะอยู่ในนั้นจนกว่ากฎหมายนี้จะถูกเพิกถอน และเราจะยอม"

คำพูดของเขาจุดประกายให้เกิดการต่อต้านครั้งยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์ของมวลชนซึ่งไม่ได้กะเกณฑ์มาก่อน ผู้ประท้วงกระทำตามอย่างคานธี พวกเขาอดทนต่อการทุบตีของตำรวจ ยอมรับความเจ็บปวดอย่างกล้าหาญโดยไม่ตอบโต้

คานธีใช้คำว่า "สัตยาคฤห" (Satyagraha) ซึ่งเป็นการสมาสคำในภาษาสันสกฤตที่แปลว่า "ความจริง" คำหนึ่ง และ "การตามหา" คำหนึ่ง เพื่ออธิบายแนวคิดในการปฏิวัติของเขา เป้าหมายของอหิงสาเก่าแก่เท่าๆ กับปรัชญาของมนุษย์ ความเข้าใจของคานธีก็คือ ต้องประยุกต์แนวคิดนั้นให้เข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่ปฏิบัติได้จริง เขารู้สึกว่าการที่จะปฏิบัติตามลัทธิอหิงสาที่แท้จริงนั้น ในจิตใจต้องมีการพัฒนาสันติภาพ หรือมีเมล็ดพันธุ์แห่งการประนีประนอมให้เกิดขึ้นเสียก่อน เพราะถ้าไม่มีสิ่งนี้ เราจะมีอหิงสาได้อย่างไรกัน

ประวัติชีวิตของคานธี น่าสนใจ และน่าติดตามอ่าน คุณนก รัตติกาล เรี