sbp 717

ในทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เสียงข้างมากไม่ได้หมายความว่า ท่านทำได้ทุกสิ่ง และการที่จะมีประชาชนจะ 1 คน หรือจะ แสนคน ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบ ทบทวนตัวเอง พิจารณาตัวเอง ไม่ได้ขัดกับหลักประชาธิปไตยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีข้อสงสัยว่า การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนั้น อาจจะแค่บกพร่อง ผิดพลาด ถ้าร้ายแรงกว่านั้นก็คือละเมิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิของประชาชน หรือเลวร้ายอีกเรื่องหนึ่งก็คือการทุจริต คอร์รัปชั่น

มีเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่ง ท่านยกตัวอย่างกรณีของเกาหลี นั่นแค่คิดนโยบายนะครับ ว่าจะต้องเปิดการค้าเสรี เอาเนื้อวัวจากอีกประทะนงเข้ามานะครับ คนลุกฮือขึ้นมาเป็นแสน เขาลาออกทั้งคณะ ผมว่าอายุรัฐบาลเขาสั้นกว่ารัฐบาลนี้นะครับ ตอนที่เขาตัดสินใจอย่างนั้น ใครเคยอยู่ในประเทศประชาธิปไตยในยุโรป ในสหรัฐฯ จะทราบอย่าว่าแต่รัฐมนตรีเลยครับ ส.ส. ส.ว. บางทีมีเรื่องอื้อฉาวส่วนตัว ลาออกครับ

 

          น้องๆ หลายท่านปีใหม่นี้ได้รับการโปรโมทให้ขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น (ขอแสดงความยินดีมา ณ ที่นี้ ด้วยนะคะ ^^)  มาขอคำปรึกษาว่าให้ช่วยแนะนำหนังสือที่จำเป็นต้องอ่านสำหรับการเลื่อนตำแหน่งหน่อย  แอมมี่เลยจะขอแนะนำไปตามระดับความรับผิดชอบในตำแหน่งแล้วกันค่ะ  ก็จะแบ่งเขียนออกเป็นเล่มๆ ไปตามตำแหน่งระดับต้น-กลาง-สูง นะคะ

          หนังสือเล่มแรกสำหรับผู้ที่เพิ่งจะเริ่มรับตำแหน่งทางด้านการบริหารควรอ่านก็คือ The One Minute Manager (1982) หรือเล่มแปลชื่อ ผู้จัดการ 1 นาที (2545) เขียนโดยเคนเน็ธ บลังชาร์ดและสเปนเซอร์ จอห์นสัน ซึ่งเป็นหนังสือด้านการจัดการที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกาที่ขายไปมากกว่า 13 ล้านเล่ม และแปลไปแล้วกว่า 27 ภาษา

  

          ข้อดีของหนังสือเล่มนี้ก็คือ จะเผยเคล็ดลับที่ทำให้สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในเรื่องของการบริหารและการเป็นผู้นำค่ะ  ซึ่งผู้บริหารน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักหนังสือเล่มนี้นะคะ  แอมมี่เองก็ถูกบังคับให้ต้องอ่านเป็นเล่มแรกๆ เมื่อเข้าโปรแกรมผู้บริหารระดับต้นเมื่อครั้งทำงานที่สหรัฐอเมริกาเช่นกัน  แต่เนื่องจากเป็นเล่มเล็กๆ ไม่หนามาก ก็เลยอ่านแป๊บเดียวจบค่ะ

          โดยสรุปแล้ว เคล็ดลับการเป็นผู้จัดการ 1 นาทีก็มีอยู่ 3 ประการค่ะ ได้แก่

  1. การกำหนดเป้าหมาย 1 นาที (1 minute goal) -- ในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคของการมีส่วนร่วม  ผู้จัดการก็ควรจะจัดให้มีการประชุมขึ้นในทีม และตกลงกันในเรื่องเป้าหมายร่วมของทีม  เขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร  แล้วคอยมาทบทวนบ่อยๆ เพื่อเช็คว่า ทีมได้ทำตามนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่  ขั้นตอนนี้ใช้เวลาสั้นๆ เพียง 1 นาทีเท่านั้นค่ะ
  2. การชมเชย 1 นาที (1 minute praising) – หนังสือกล่าวว่า เมื่อลูกน้องในทีมงานทำงานมีประสิทธิภาพ ก็เป็นหน้าที่ของผู้จัดการที่จะต้องกล่าวชมเชย และควรกล่าวชมเชยทันทีที่ทีมทำงานได้ถูกต้อง ภาษาอังกฤษมีคำว่า “I am so proud of you” ซึ่งแปลว่า ฉันภูมิใจในตัวคุณจริงๆ แล้วเราในฐานะผู้จัดการก็มักจะชอบพูดกันติดปากเมื่อทีมงานของเราได้ทำอะไรซักอย่างประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นงานเล็ก-กลาง-ใหญ่ แค่ไหนค่ะ ชมแล้วก็เชคแฮนด์ จับมือเขย่าแรงๆ ซึ่งเห็นได้ชัดเลยค่ะว่าลูกน้องเค้าดีใจมากๆ ที่ทำงานสำเร็จและถูกใจเรา เราจึงชื่นชม  ทำบ่อยๆ รับรองว่า ทีมงานของคุณจะสร้างปรากฏการณ์ในทางที่ดี เพิ่มผลผลิต  เพิ่มยอดขาย  เพิ่มการบริการทะลุเป้าหมายกันทีเดียว  ลองทำดูค่ะ
  3. การตักเตือน 1 นาที (1 minute reprimand) – แต่เมื่อลูกน้องในทีมของเราทำผิดอะไรก็แล้วแต่  เราก็ต้องรู้จักตักเตือนทันทีเช่นกัน และให้เตือนเฉพาะเรื่องที่ทำผิดเท่านั้นค่ะ  (เค้าให้เวลาแค่ 1 นาที  เพราะฉะนั้นไม่ต้องย้อนอดีตความผิดแล้วตักเตือนเลยเถิดนะคะ  คนเราทำผิดกันได้ และแก้ไขปรับปรุงกันได้ค่ะ  ถ้าอยากได้ทีมงานที่รักเราและยอมทำงานเพื่อเรา ก็ต้องรู้จักอดทนนะคะ)   วิธีการตักเตือนทันทีเมื่อทำผิด จะช่วยสอนให้ลูกน้องเรารู้จักรับผิดชอบในหน้าที่ และรู้ทันทีว่าต้องแก้ไขให้ถูกต้องได้อย่างไร  พูดเสร็จเราก็เชคแฮนด์เหมือนเดิมแล้วบอกต่อด้วยว่า ที่เราเตือน เราเตือนให้ทำงานได้ถูกต้องเท่านั้น (ไม่เกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ แต่อย่างใด)  ทีนี้ถ้าเป็นคนไทยไม่นิยมจับมือก็อาจใช้วิธีแตะไหล่แทนได้  ทั้งนี้ ก็เพื่อสร้างความสนิทสนมและส่งกระแสความหวังดี (ต่องานเท่านั้นนะจ๊ะ ไม่ต้องส่งผ่านความเอ็นดูส่วนตัวไปด้วยจ้า) 

แอมมี่ใช้วิธีนี้ในการสร้างทีมงาน (และเชื่อว่าผู้บริหารเก่งๆ หลายๆ ท่านก็ใช้วิธีนี้ด้วยเช่นกัน) แต่ก็ใช้เทคนิคอื่นๆ จากหนังสือดีดีเล่มอื่นด้วยในการบริหารทีมงานจนได้ตำแหน่งผู้สร้างทีมยอดเยี่ยมมาแล้วค่ะ

ลองหาเล่มเต็มๆ มาอ่าน แล้วจะได้เรียนรู้การพัฒนาภาวะผู้นำสำหรับผู้บริหารระดับต้นแบบง่ายๆ ได้เป็นอย่างดีค่ะ

 

อิศราวดี (แอมมี่) ชำนาญกิจ

บริษัท เบรนว้อทช์ คอนซัลติ้งกรุ๊ป จำกัด

http://brainwatch.webs.com/

6 มกราคม 2553

อัจฉริยะ คือ อะไร?

posted on 21 Dec 2009 09:11 by leadership in Intelligent-Organization

คนอัจฉริยะ คือ คนที่มีอารมณ์ขันเหลือเฟือและมีความสนุกสนานกับชีวิต  ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องใดๆ ที่ผ่านเข้ามาในเส้นทางชีวิตให้เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมได้

          - หน้า 20 หนังสือ สู่ความเป็นอัจฉริยะด้วยการพัฒนาพลังสมอง (Jerome Becomes a Genius), 2551

 

นำมาจากหนังสือของ John C. Maxwell

1. ผู้นำต้องเป็นคนมีวิสัยทัศน์ ต้องมองไปถึงอนาคต และเห็นจุดมุ่งหมายอย่างชัดเจน

2. ผู้นำต้องใฝ่รู้ ต้องไม่ล้าหลัง ติดตามเรียนรู้ให้ทันการเปลี่ยนแปลงอยุ่เสมอ

3. ผู้นำต้องเป็นผู้รับใช้ที่ดี เรียนรู้การปฏิบัติจากผู้อื่น

4. ผู้นำต้องมีวินัยในตนเอง เพื่อเป็นตัวอย่างในการสร้างวินัยให้กับองค์กร

5. ผู้นำต้องเป็นผู้มั่นคง ในหลักการ อุดมการณ์ ไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์

6. ผู้นำต้องเป็นคนกล้ารับผิดชอบผลที่เกิดจากการตัดสินใจ

7. ผู้นำต้องเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดี ทำให้การทำงานเกิดความราบรื่น

8. ผุ้นำต้องเป็นคนรู้จักแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นระยะยาวถ้ารู้ว่ามีปัญหาตร้องรีบแก้ไม่ปล่อยให้ ปัญหาคงค้าง

9. ผู้นำต้องเป็นผู้มีทัศนคติที่ดีในการทำงาน ต้องเชื่อว่าทำได้

10. ผู้นำต้องมีใจรักในงาน รักผู้ร่วมงาน รักผู้เกี่ยวข้องในงาน รักผู้รับบริการ รักตนเองเข้าใจตนเอง

11. ผู้นำต้องมีคุณธรรม เชื่อมั่นในหลักคุณธรรม

12. ผู้นำต้องมีเสน่ห์ บุคลิกดี ความประทับใจแรกพบช่วยให้งานประสบความสำเร็จได้ง่าย

13. ผู้นำต้องทุ่มเท เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ หากไม่ทุ่มเทจะเป็นเพียงนักฝัน

14. ผู้นำต้องรู้จักการสื่อสารที่ดี มีความสามารถสื่อให้ผู้อื่นเข้าใจในสิ่งทีตนเองคิด ทำเรื่องยากให้ง่าย

15. ผู้นำต้องเป็นคน